เสนอเปลี่ยนเป็น ประชานิยมสร้างงาน ทักษะ สร้างรายได้ หวั่น แจกแบบเททิ้ง ช่วยระยะสั้น แต่ทำลายศักยภาพระยะยาว สังคมรอรับ กระทบประสิทธิภาพการพัฒนาตัวเอง คาดภายใน 4 ปี ภาษีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หนี้สาธารณะขยับเข้าใกล้ 70% ของ GDP ย้ำทางรอด ต้องลดคอร์รัปชันใช้งบฯ ออกแบบนโยบายคิดทั้งรายจ่าย–รายรับ กุญแจสู่ความยั่งยืน
ในเวทีเสวนา “เขาแจก แต่เราจ่าย : คิดใหม่เรื่องนโยบายพรรคการเมือง” ที่ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ผู้นำภาคธุรกิจ และนักวิชาการ ออกมาเตือนพรรคการเมืองอย่างชัดเจน ว่า นโยบายประชานิยมแบบแจกเงินที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกำลังกลายเป็น “กับดักสำคัญ” ของประเทศไทย พร้อมเรียกร้องให้เปลี่ยนมาเป็นนโยบายที่สร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ภาคเอกชนเตือน แจกไปเท่าไร ? ก็กลายเป็นหนี้ประเทศ
พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แสดงความห่วงใยต่อแนวทางนโยบายประชานิยมของพรรคการเมืองในช่วงเลือกตั้ง โดยระบุว่า การออกนโยบายแจกจ่ายเงินโดยขาดกรอบที่ชัดเจน อาจกลายเป็นภาระหนี้ของประเทศในระยะยาว
“เงินที่แจกส่วนใหญ่มาจากงบประมาณ หรือไม่ก็กู้ ซึ่งสุดท้ายก็กลายเป็นหนี้ของประเทศ เป็นภาระของคนทั้งประเทศ”
พจน์ อร่ามวัฒนานนท์
พร้อมระบุว่า หากย้อนดูการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา จะพบว่า นโยบายประชานิยมจำนวนมากสร้างปัญหาตามมาในระยะยาว ทั้งด้านการคลังและโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเงินที่แจกไป “หายไป” โดยไม่ก่อให้เกิดการต่อยอดหรือการสร้างมูลค่าเพิ่ม
“เราเห็นมาแล้วหลายรอบ แจกไป 3–4 รอบ สุดท้ายเงินหาย ไม่ได้สร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ แต่ทิ้งปัญหาไว้ต่อเนื่อง”
พจน์ อร่ามวัฒนานนท์

เสนอ ‘ประชานิยมสร้างงาน’ แทนแจกเพื่อใช้สอย
พจน์ ยังย้ำว่า สิ่งที่ประเทศไทยต้องการไม่ใช่ประชานิยมที่มุ่งเน้นการใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นประชานิยมที่ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และเพิ่มขีดความสามารถในการหารายได้ของประเทศ
“จะแจกเงินก็แจกได้ แต่ต้องแจกในลักษณะที่ไปสร้างรายได้ ไม่ใช่รับมาแล้วใช้สอยหมด ปัญหาของประเทศวันนี้คือเราคิดแต่จะใช้เงิน แต่ไม่คิดว่าจะหาเงินอย่างไร”
พจน์ อร่ามวัฒนานนท์
ประธานกรรมการหอการค้าไทย ยังเรียกร้องถึงพรรคการเมืองควรตอบให้ได้อย่างชัดเจนว่า นโยบายที่เสนอมาจะใช้งบฯ จากแหล่งใด ภายใต้ข้อจำกัดทางการคลัง ที่ปัจจุบันงบประมาณจำนวนมากถูกใช้ไปกับงบฯ ประจำและการชำระหนี้
ภาคเอกชน และองค์กรภาคธุรกิจ จึงเตรียมตั้งคำถามกับพรรคการเมืองอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะเรื่องการปราบคอร์รัปชัน การบังคับใช้กฎหมาย และความชัดเจนของนโยบายเศรษฐกิจ หากไม่สามารถตอบได้ ก็พร้อมสื่อสารให้สังคมรับทราบ
สภาอุตสาหกรรมฯ เตือน ‘แจกเงิน’ สังคมรอรับ ไม่พัฒนาประสิทธิภาพ
เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แสดงความกังวลว่า การแจกแล้วจ่าย ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องในอดีต กลายเป็นธรรมเนียมทางการเมืองที่ไม่ก่อให้เกิดความสร้างสรรค์ทางเศรษฐกิจ
“โมเดลแจกเงินมันชัดเจนแล้วว่า มาแป๊บเดียวแล้วก็ไป แต่ภาระการคลังยังอยู่ ประเทศไทยใช้วิธีนี้มานานจนกลายเป็นดักของตัวเอง”
เกรียงไกร เธียรนุกุล

เกรียงไกร ยังระบุว่า ปัญหาสำคัญของประชานิยมแบบแจก คือ ทำให้สังคมคุ้นชินกับการรอรับงบประมาณ โดยไม่เกิดการพัฒนาประสิทธิภาพ (Productivity) คุณภาพแรงงาน หรือขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
“วันนี้ทุกคนรอแต่รับแจก ไม่มีการพัฒนา ไม่มีการเพิ่มคุณภาพ มีแต่วิ่งหางบประมาณ เราไม่อยากเห็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการแจกแบบนี้”
เกรียงไกร เธียรนุกุล
ชี้ทางรอดอยู่ที่อุตสาหกรรมใหม่และแรงงานทักษะสูง
ประธาน ส.อ.ท. ระบุว่า ไทยกำลังเผชิญปัญหาโครงสร้างประชากร ผู้สูงอายุเพิ่ม เกิดน้อย ขณะที่แรงงานที่มีอยู่ส่วนใหญ่เป็นแรงงานทักษะต่ำ ไม่สอดคล้องกับทิศทางอุตสาหกรรมอนาคตที่ต้องการมูลค่าเพิ่มสูง
ภาคอุตสาหกรรมจึงเสนอให้เร่งพัฒนา New Growth Engine และระบบค่าจ้างแบบ Pay by Skill โดยย้ำว่า อุตสาหกรรมพร้อมจ่ายค่าแรงสูง หากแรงงานมีทักษะและผลิตภาพที่สอดคล้องกับโมเดลธุรกิจ
“บางอุตสาหกรรมพร้อมจ่ายวันละพันกว่าบาท แต่หาคนไม่ได้ เพราะทักษะไม่ตรง”
เกรียงไกร เธียรนุกุล
เกรียงไกร ยังตั้งข้อสังเกตถึงการพึ่งพาแรงงานต่างชาติในปริมาณมาก ซึ่งแม้จะช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานในระยะสั้น แต่กลับทำให้เงินจำนวนมากไหลออกนอกประเทศ ผ่านการโอนเงินกลับประเทศต้นทาง
ทั้งนี้ประเทศไทยยังมีปัญหาซ้อนทับทั้งด้านกฎหมาย ระบบราชการ และคอร์รัปชัน งบประมาณแผ่นดินกว่า 70% เป็นรายจ่ายประจำ เหลืองบพัฒนาประเทศเพียงส่วนน้อย
“วันนี้ประเทศเพื่อนบ้านโต 8–10% แต่ไทยยังอยู่แค่ 1.5–2% พรรคการเมืองต้องตอบให้ได้ว่าจะทำอย่างไรให้ GDP โต 5–6% อย่างเป็นรูปธรรม”
เกรียงไกร เธียรนุกุล
‘สมาคมธนาคารไทย’ ย้ำ แจกแบบเททิ้ง ช่วยระยะสั้น แต่ทำลายศักยภาพระยะยาว
ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ชี้ว่า แม้นโยบายหลายด้านจะถูกพูดถึงในระดับหลักการ แต่ยังมี จิ๊กซอว์สำคัญ ที่ขาดหายไป โดยเฉพาะ ระบบข้อมูล (Data) ที่จำเป็นต่อการวัดผล ตรวจสอบ หรือประเมินประสิทธิภาพการใช้งบประมาณและทรัพยากรของประเทศ

จึงตั้งคำถามว่า ประเทศไทยต้องการสร้างระบบเศรษฐกิจแบบใด ระหว่างเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge-based Economy) หรือเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนโยบายแจกจ่ายระยะสั้น
“ประชานิยมที่ยั่งยืนต้องเป็นประชานิยมที่สร้างงาน สร้างรายได้ และต่อยอดได้ ไม่ใช่การแจกแบบเททิ้ง ซึ่งเปรียบเสมือนการให้สเตียรอยด์ที่อาจช่วยระยะสั้น แต่ทำลายศักยภาพระยะยาว”
ผยง ศรีวณิช
ผยง เปิดเผยอีกว่า ปัจจุบันกว่า 65% ของ GDP ถูกสร้างขึ้นโดยผู้ประกอบการเพียง 1% ของประเทศ ขณะที่ผู้ประกอบการอีก 99% กลับมีบทบาททางเศรษฐกิจจำกัด และคนจำนวนมากอยู่นอกระบบ
พร้อมเตือนว่า หากรายได้ประเทศยังพึ่งพาฐานแคบ เมื่อเผชิญแรงกระแทกจากภายนอก ประเทศอาจไม่มีทรัพยากรเหลือพอในการดูแลประชาชน ในขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ มีแนวโน้มเติบโตและมีศักยภาพรับมือวิกฤตได้ดีกว่า
‘นักวิจัย TDRI’ ชี้เส้นแบ่งสวัสดิการ-ประชานิยม อยู่ที่การคิดทั้งรายจ่ายและรายรับ
สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง TDRI อธิบายว่า ความแตกต่างระหว่าง “สวัสดิการที่จำเป็น” กับ “ประชานิยม” ไม่ใช่เรื่องขาว-ดำ แต่ขึ้นอยู่กับวิธีออกแบบนโยบาย เป้าหมายของการช่วยเหลือ และการคำนึงถึงแหล่งเงินในระยะยาว

“ถ้าแจกแล้วจบ ไม่สร้างทักษะ ไม่สร้างรายได้ อันนั้นคือปัญหา แต่ถ้าแจกเพื่อให้คนมีศักยภาพมากขึ้น มันก็เป็นประชานิยมแบบหนึ่งที่ประสบความสำเร็จได้”
สมชัย จิตสุชน
สมชัย ยังมองว่า จุดต่างสำคัญคือการคำนึงถึง “รายรับของรัฐ” ควบคู่กับรายจ่าย สวัสดิการที่ดีต้องถูกออกแบบทั้งแพ็กเกจ ตั้งแต่กลุ่มเป้าหมาย วิธีการช่วยเหลือ ไปจนถึงแหล่งเงินสนับสนุน
“ถ้าไม่คิดเรื่องรายรับ สุดท้ายก็จะใช้เงินเหมือนกันทั้งคู่ แต่ความต่างคือ สังคมจะยอมรับหรือไม่ และระบบจะยั่งยืนหรือเปล่า”
สมชัย จิตสุชน
‘นักเศรษฐศาสตร์’ เตือนภาษีไทยหด-ดอกเบี้ยจ่อชนเพดานความเชื่อมั่น
ศ.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยข้อมูลที่น่ากังวลว่า สัดส่วนรายได้ภาษีต่อ GDP ลดลงจากราว 17% เหลือเพียงประมาณ 14% แม้โครงสร้างเศรษฐกิจจะเปลี่ยนไปมากในรอบ 20 ปี
โดยย้ำว่า ปัญหานี้เกิดจากนโยบายภาษีของรัฐเอง โดยเฉพาะมาตรการลดหย่อนภาษีที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการ “ช้อปดีมีคืน” ซึ่งจากมาตรการชั่วคราว กลายเป็นความคาดหวังว่าต้องมีทุกปี

ตัวชี้วัดที่น่ากังวลคือ “สัดส่วนดอกเบี้ยจ่ายต่อรายได้ของรัฐ” ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 11% และคาดว่าปีหน้าจะแตะ 12% ซึ่งเป็น benchmark สำคัญของการรักษาสถานะความน่าเชื่อถือด้านการลงทุน
“เงินที่รัฐแจกในวันนี้ ไม่ได้หายไปไหน แต่เป็นภาระของประชาชนในอนาคต โดยเฉพาะชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่อยู่ในระบบภาษีและหลีกเลี่ยงได้ยาก”
ศ.อธิภัทร มุทิตาเจริญ
ศ.อธิภัทร ประเมินว่า ภายใน 4 ปีข้างหน้า ภาษีมีแนวโน้มต้องเพิ่มอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมระบุว่า เงื่อนไขทางการคลังของไทยในปัจจุบันยากกว่าช่วง 4 ปีที่ผ่านมาอย่างชัดเจน เนื่องจากระดับหนี้สาธารณะขยับเข้าใกล้ 70% ของ GDP
KRAC ชี้ ต้านคอร์รัปชันคือทางออก เพิ่มผลลัพธ์โดยไม่ต้องใช้งบฯ เพิ่ม
ขณะที่ รศ.ต่อภัสสร์ ยมนาค ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้เพื่อการต่อต้านการคอร์รัปชัน (KRAC) เสนอว่า ในสถานการณ์ที่รัฐไม่สามารถลดรายจ่ายหรือเพิ่มงบประมาณได้ทันที ทางออกที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ ทำให้งบประมาณที่ถูกใช้ไปแล้ว “เกิดประสิทธิภาพสูงสุด” ซึ่งงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศชี้ตรงกันว่า วิธีที่ได้ผลที่สุดคือ การลดคอร์รัปชัน

โดยเปิดเผยจากประสบการณ์ในคณะกรรมาธิการงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ว่า งบประมาณจำนวนไม่น้อยถูกใช้ไปกับโครงการหรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วน หรือไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เชิงสาธารณะอย่างแท้จริง
“ไม่ว่าจะเป็นงบฯ ช่วยเกษตรกร งบฯ ดูแลกลุ่มเปราะบาง หรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปัญหาคือเงินจำนวนมากรั่วไหลไปในกระบวนการต่าง ๆ ทำให้ใช้เงินเท่าไรก็ไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน”
รศ.ต่อภัสสร์ ยมนาค
รศ.ต่อภัสสร์ ยังวิเคราะห์นโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองออกเป็น 3 กลุ่ม โดยมองว่า “การมีส่วนร่วมของประชาชน” เป็นกุญแจสำคัญ แต่ต้องเป็นของจริง ไม่ใช่เพียงเชิงสัญลักษณ์
การเลือกตั้งครั้งนี้จึงถือเป็น “จังหวะสำคัญ” ที่ภาคธุรกิจ นักวิชาการ และประชาชนควรใช้พิจารณานโยบายของพรรคการเมืองอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการตั้งคำถามว่า นโยบายต่าง ๆ มีแหล่งที่มาของเงินจากไหน และฐานะการคลังของรัฐรองรับได้มากน้อยเพียงใด ก่อนที่พรรคการเมืองจะยื่นนโยบายต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ภายในวันที่ 19 มกราคม 2569
