นักวิชาการด้านความปลอดภัยทางถนน กังวลนโยบายนี้ ก่อหนี้ และอาจไม่ใช่ทางออก แนะรัฐบาลให้เงินอุดหนุนแบบพุ่งเป้าเน้นกลุ่มจักรยานยนต์ ขนาดไม่เกิน 125 ซีซี พร้อม 4 มาตรการ “แลกเก่า ซื้อใหม่ ปลอดภัย ไร้มลพิษ”
19 เม.ย.69 จากนโยบายรัฐสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจสีเขียว ความพยายามในการขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำมีความชัดเจนขึ้น เมื่อรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังได้สั่งการให้ธนาคารออมสิน ดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan GSB) วงเงิน 5,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนปรับตัวด้านพลังงาน เช่น การติดโซลาร์เซลล์ หรือซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ EV โดยให้กู้ได้สูงสุด 2 ล้านบาทต่อราย ระยะเวลาโครงการ 5 ปี (ยื่นขอสินเชื่อได้ถึง 31 มี.ค. 2570)
นอกจากนี้ยังมีโครงการสำหรับ SMEs คือ SME Green Productivity วงเงินไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อราย ดอกเบี้ย 3% ใน 3 ปีแรก เพื่อยกระดับสู่อุตสาหกรรมสีเขียวและยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งสอดคล้องกับความสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ที่มีมูลค่าตลาดสูงถึง 2.1 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 11% ของ GDP และมีการจ้างงานกว่า 600,000 – 850,000 คน รวมถึงโครงการที่ดำเนินการอยู่แล้วอย่าง EV 3.5 และการนำร่องมอเตอร์ไซค์ EV สำหรับรถจักรยานยนต์รับจ้างใน กทม.

พญ.ชไมพันธุ์ สันติกาญจน์ อดีตที่ปรึกษาด้านป้องกันการบาดเจ็บและภาวะพิการ ประจำองค์การอนามัยโลก (WHO) ภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ และหัวหน้าโครงการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ผู้ใช้จักรยานยนต์ปลอดภัย กล่าวว่า แม้ทิศทางนโยบายจะดูสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน แต่ในมุมมองด้านสาธารณสุขและความปลอดภัยสาธารณะ ได้ตั้งข้อสังเกตที่สำคัญว่า การที่ออมสินปล่อยกู้ให้สถาบันการเงินในอัตรา 0.01% นั้น สถาบันการเงินจะนำไปปล่อยกู้ต่อปลายทางในอัตราเท่าใด? และเหตุใดรัฐจึงเลือกวิธี “ส่งเสริมสร้างหนี้” แทนที่จะสนับสนุนเป็น “เงินให้เปล่า (Subsidize)” ในการซื้อรถ นอกจากนี้ ยังไร้ความชัดเจนเรื่องเงื่อนไขความปลอดภัย ขนาดเครื่องยนต์ (ซีซี) หรือเพดานราคารถที่จะได้รับการสนับสนุน ซึ่งรัฐควรตอบให้ชัดเจนก่อนใช้งบประมาณจากภาษีประชาชน
ปัญหาโครงสร้าง กับบทเรียนจากต่างประเทศ
พญ.ชไมพันธุ์ ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านสู่จักรยานยนต์ไฟฟ้านั้น สัมพันธ์กับ 3 ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทย ได้แก่ (1) ค่าครองชีพด้านพลังงาน (2) ปัญหามลพิษ PM2.5 และ (3) อัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนที่สูงมาก โดยเฉพาะจากรถจักรยานยนต์ในกลุ่มเยาวชน เมื่อเทียบกับต่างประเทศ เช่น เวียดนาม มีแนวโน้มใช้มาตรการบังคับระยะยาวในเมืองหลัก ขณะที่ อินเดีย มีระบบจัดการซากรถ (Scrappage Policy) และกฎหมาย EPR ที่บังคับให้ผู้ผลิตรับผิดชอบแบตเตอรี่เมื่อหมดอายุ มีศูนย์จัดการซากรถที่ได้รับอนุญาต (ATF) เพื่อไม่ให้แบตเตอรี่หลุดออกนอกระบบ
“ ประเทศไทยยังพึ่งพา “ภาคการจัดการขยะที่ไม่เป็นทางการ” (Informal Sector) เช่น ซาเล้ง หรืออู่อิสระ ซึ่งขาดทักษะและอุปกรณ์รับมือกับแบตเตอรี่แรงดันสูง ส่วนแนวทางแบบอินโดนีเซียที่เน้นการดัดแปลงสภาพรถน้ำมันเป็นไฟฟ้า (Conversion) ก็ยังไม่เหมาะกับไทย เพราะมีความเสี่ยงสูงเรื่องไฟรั่วหรือแบตเตอรี่ระเบิด หากไม่ได้มาตรฐานและการบังคับใช้กฎหมายไม่เข้มแข็งพอ”
แนะโฟกัสมอเตอร์ไซค์ ≤125 ซีซี พร้อมชู 4 มาตรการ “แลกเก่า ซื้อใหม่”
พญ.ชไมพันธุ์ เสนอว่า รัฐควรมุ่งเน้นนโยบายไปที่รถจักรยานยนต์ขนาด ไม่เกิน 125 ซีซี ซึ่งมีมากถึง 74% (จากรถจดทะเบียนทั้งหมดราว 22 ล้านคัน) เพราะเป็นพาหนะหลักของประชาชนรายได้น้อย หากทำสำเร็จจะเกิดผลกระทบเชิงระบบที่เป็นบวกสูงสุด โดยเสนอ 4 มาตรการหลัก คือ
สนับสนุนทางการเงินแบบพุ่งเป้า (Targeted Subsidy) ด้วยให้เงิน 30,000 บาท/คัน เมื่อนำรถเก่ามาแลกและทำลาย
สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย (อิงฐานข้อมูลปี 2569) ให้เพิ่มอีก 10,000 บาท พร้อมยกเว้นภาษีและค่าจดทะเบียน 100% รวมเป็น 40,000 บาท/คัน ซึ่งเพียงพอแล้ว ไม่ควรสูงเป็นหลักล้านบาท
กำจัดรถเก่าที่อันตรายออกจากระบบ (Scrappage System) ด้วยการตั้งศูนย์จัดการซากรถ (ATF) ที่รับรองโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อทำลายและรีไซเคิลแบตเตอรี่อย่างถูกวิธี ป้องกันรถเก่าหมุนเวียนกลับสู่ตลาด เสริมสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
พัฒนา “สถานีสลับแบตเตอรี่” (Battery Swapping) ให้ส่งเสริมการจัดตั้งสถานีให้มีโครงสร้างและมาตรฐานเดียวกันแบบครบวงจร
ยกระดับความปลอดภัย (Mandatory ABS) ด้วยการบังคับให้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าใหม่ที่เข้าร่วมโครงการ ต้องมีระบบเบรก ABS ล้อหน้า ซึ่งช่วยลดอุบัติเหตุได้ถึง 20-30% เพื่อลดความสูญเสียและลดภาระระบบสาธารณสุข
“ฝากข้อเสนอถึงนายกรัฐมนตรี ให้เปลี่ยนมุมมองจาก “การให้กู้เงินอย่างเดียว” ไปสู่ มาตรการแลกซื้อและอุดหนุน (Subsidy and Tax Exemption Scrappage) เพราะรถเก่ายังใช้งานอยู่จำนวนมหาศาล ถือเป็นนโยบาย High Impact – High Return ที่ได้ผลลัพธ์ทั้งเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย”
พร้อมย้ำว่า ควรมีแผนที่นำทาง Policy Roadmap ที่ชัดเจน และมอบหมายให้ “รองนายกรัฐมนตรี” เป็นผู้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งกระทรวงการคลัง, พลังงาน, คมนาคม, ทส., พาณิชย์, อว., สาธารณสุข และอุตสาหกรรม เข้าด้วยกัน ไม่ควรมอบหมายให้กรมสรรพากรรับผิดชอบเพียงกรมเดียวตามข่าวล่าสุด เพื่อให้มาตรการ “แลกเก่า ซื้อใหม่ ปลอดภัย ไร้มลพิษ” เกิดขึ้นได้จริง
