ประชาชนแบกค่าใช้จ่ายพลังงาน 2.7 ล้านล้านต่อปี จี้ พรรคการเมืองปฏิรูประบบพลังงาน ลดภาระได้จริง

ชวนตั้งคำถาม รัฐหนุนทุนใหญ่ผลิตไฟฟ้า แต่ปิดโอกาสประชาชนเป็น ‘โปรซูมเมอร์’ ที่เป็นทั้งผู้ผลิต-ผู้บริโภค ดัน 8 พรรคการเมือง เสนอแนวทางลดภาระค่าไฟ น้ำมัน และก๊าซของประชาชน เดินหน้าสู่เป้า Net Zero

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สภาผู้บริโภค จัดเวที “นโยบายผู้บริโภค: เมืองที่เป็นธรรม (Just City)” เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนแนวคิดด้าน บริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม โดยมีตัวแทนพรรคการเมือง 8 พรรค เข้าร่วมนำเสนอแนวทางการออกแบบนโยบาย เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน และสร้างความเป็นธรรมในระบบพลังงานของประเทศ

รสนา โตสิตระกูล กรรมการนโยบายสัดส่วนผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านบริการสาธารณะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า ในปี 2567 ประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ประชาชนต้องแบกรับรวมประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 14.8% ของ GDP ซึ่งถือว่าสูงมาก สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนต้องควักเงินจำนวนมหาศาลเพื่อพลังงานในชีวิตประจำวัน

เมื่อพิจารณารายละเอียด พบว่า ค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท ค่าไฟฟ้าประมาณ 998,000 ล้านบาท ค่าก๊าซประมาณ 117,000 ล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานหมุนเวียนมีเพียงประมาณ 72,000 ล้านบาท เท่านั้น โดยตัวเลขค่าใช้จ่ายเกือบทั้งหมดเป็นพลังงานฟอสซิล

รสนา ยังระบุว่า แม้ประเทศไทยประกาศเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 แต่โครงสร้างพลังงานปัจจุบันยังคงทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน และค่าก๊าซหุงต้มในระดับสูง ทั้งที่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีพลังงานสะอาด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งเป็นพลังงานฟรี ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง แต่กลับไม่ได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจัง

สภาผู้บริโภค จึงตั้งคำถามไปยังพรรคการเมืองว่า จะมีแนวทางอย่างไรในการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน และทำให้ประชาชนสามารถเป็น “โปรซูมเมอร์” คือเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคพลังงานได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา และให้รัฐรับซื้อไฟฟ้าจากประชาชนอย่างเป็นธรรม ไม่มีข้อจำกัด แตกต่างจากปัจจุบันที่รัฐรับซื้อไฟฟ้าจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่ผ่านการกำหนดราคา ไม่ใช่ระบบประมูล ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าของประชาชนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เดชรัต สุขกําเนิด พรรคประชาชน ระบุว่า จากการศึกษาพบว่ามีการพยากรณ์เกินจริง กลายเป็นภาระสำคัญที่ทำให้ประชาชนจ่ายค่าไฟเกินจริง ในส่วนของพลังงานหมุนเวียนที่รับซื้อจากครัวเรือนมีสัญญา 10 ปี แต่รับซื้อจากแหล่งทุนไม่รู้ว่าสัญญาจบเมื่อไหร่ นี่คือความไม่เป็นธรรมที่ต้องกลับมาแก้ แต่ต้องไม่ปฏิเสธว่าว่าความล่าช้าในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่ไทยเคยเป็นผู้นำในอาเซียน แต่ตอนนร้ไทยตามเวียดนามไม่ทัน 

ปลายทาง พรรคประชาชน เห็นว่า การที่เราจะประกาศว่าจะเป็น Net zero ใน ค.ศ.2065 หรือ พ.ศ.2608 นานเกินไป สามารถทำให้เกิด net zero ได้ใน พ.ศ. 2593 ขยับเข้ามา 15 ปี นำมาสู่สิ่งที่ต้องลดพลังงานฟอสซิล ปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหิน

เห็นด้วยกับบ้านเรือนประชาชนที่ใช้โซลาร์เซลล์ แต่ประชาชนที่อยากติด การเปิดรับซื้อมีน้อย เสนอทำกระบวนการรับซื้อให้ดีขึ้น รวมถึงราคาที่มีความเป็นธรรม จูงใจให้ประชาชนติดโซลาร์เซลล์มากขึ้น ส่วนคนที่ต้องการเริ่มต้นติดแต่ไม่มีต้นทุน ทางพรรคเสนอ “สินเชื่อผ่านบิลค่าไฟฟ้า” ให้ประชาชนผ่อนจ่ายค่าติดโซล่าเซลล์ เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงโซล่าเซลล์ และลดค่าใช้จ่ายได้ในทันที

ภาณุรัช ดํารงไทย พรรคไทยก้าวใหม่ บอกว่า ค่าไฟของไทยแพงขึ้น เพราะประเทศพึ่งพาแก๊สธรรมชาติเป็นหลัก แต่แก๊สในประเทศกำลังลดลง ทำให้ต้องนำเข้าแก๊สจากต่างประเทศในราคาสูง จึงกลายเป็นต้นทุนที่ผลักมาถึงค่าไฟของประชาชน ส่วนพลังงานแสงอาทิตย์ แม้จะเป็นพลังงานสะอาดและต้นทุนต่ำ แต่มีข้อจำกัดตรงที่ผลิตไฟได้มากเฉพาะช่วงกลางวัน ระบบไฟฟ้าไทยจึงยังไม่เปิดรับไฟจากบ้านเรือนอย่างเต็มที่ เพราะกลัวไฟฟ้าเกินในระบบ เขาเสนอว่า หากประชาชนมีกำลังลงทุน ควรติดตั้งโซลาร์เซลล์พร้อมแบตเตอรี่ เพื่อเก็บไฟไว้ใช้เอง ซึ่งปัจจุบันมีราคาถูกลงและใช้งานง่ายขึ้นมาก

พร้อมอธิบายว่า เหตุที่รัฐรับซื้อไฟจากโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ มากกว่าการติดตั้งบนหลังคาบ้าน เนื่องจากโครงการขนาดใหญ่บริหารจัดการง่ายและมีความเสี่ยงน้อยกว่า ขณะที่การติดตั้งในบ้านเรือนยังมีความไม่แน่นอนหลายด้าน ย้ำว่า ประเทศไทยไม่ควรพึ่งโรงไฟฟ้าแก๊สในระยะยาว แต่ควรหันไปใช้พลังงานสะอาดที่ถูกกว่าและยั่งยืนกว่า เช่น Geothermal Energy คือ พลังงานความร้อนที่มาจากใต้พื้นโลก ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องและเป็นทางเลือกใหม่ของประเทศในอนาคต

เอกพิทยา เอี่ยมคงเอก พรรครักชาติ เสนอแก้ปัญหาค่าครองชีพด้านพลังงาน โดยเน้นมาตรการที่ทำได้ทันทีและสร้างความเป็นธรรมให้ประชาชน เริ่มจากการเปิดเผยโครงสร้างราคาน้ำมันอย่างโปร่งใส ตั้งแต่ราคาน้ำมันดิบ ค่าการกลั่น ค่าการตลาด ภาษี และกำไร พร้อมเสนอให้แสดงข้อมูลรายวันหรือแบบเรียลไทม์ เพื่อลดปัญหาราคาน้ำมัน “ขึ้นเร็วแต่ลงช้า”

ขณะเดียวกัน เสนอให้ทบทวนโครงสร้างค่าไฟฟ้า โดยตั้งข้อสังเกตว่าหน่วยงานรัฐด้านไฟฟ้าควรถูกมองเป็นองค์กรเดียวกัน ไม่ควรคิดกำไรซ้ำซ้อนระหว่างกัน และควรไปคิดกำไรเฉพาะขั้นตอนจำหน่ายให้ประชาชน ซึ่งจะช่วยลดค่าไฟฟ้าและราคาพลังงานได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการลงทุนใหม่หรือการเจรจาเพิ่มเติม

จิรวัฒน์ จังหวัด พรรคประชาธิปัตย์ เสนอแนวทางลดค่าไฟฟ้าผ่านการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ โดยไม่ใช้งบประมาณอุดหนุนจากรัฐ แต่ใช้ศักยภาพและทรัพยากรของประเทศมาสร้างรายได้และลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว พร้อมพัฒนาโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าของไทยเป็น ASEAN Smart Grid เพื่อเป็นศูนย์กลางซื้อขายไฟฟ้าในภูมิภาค รับไฟฟ้าส่วนเกินจากประเทศเพื่อนบ้านและจำหน่ายต่อให้ประเทศอื่นในอาเซียน คาดว่าจะสร้างรายได้ให้รัฐประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อนำมาช่วยพยุงค่าไฟของประชาชน

เสนอให้ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิง LNG ซึ่งมีความผันผวนตามตลาดโลกและเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้นทุนผลิตไฟฟ้าและค่า Ft สูงขึ้น โดยจะปรับโครงสร้างเชื้อเพลิงให้มีความมั่นคงมากขึ้น ด้านพลังงานหมุนเวียนสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือน และผลักดันระบบ Net Metering เพื่อให้ประชาชนสามารถผลิตและใช้ไฟฟ้าเองได้ โดยควบคู่กับการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งเสนอให้ใช้เขื่อนพลังงานหมุนกลับเป็นกลไกหลักแทนการพึ่งแบตเตอรี่

พร้อมเสนอทบทวนและเจรจาปรับ ค่าพร้อมจ่าย ในสัญญาโรงไฟฟ้า เพื่อลดปัญหากำลังผลิตส่วนเกินที่สะสมและผลักภาระไปยังค่า Ft โดยอาจใช้การขยายอายุสัญญาเป็นการชดเชย แลกกับการลดค่าพร้อมจ่าย เพื่อให้ค่าไฟของประชาชนลดลงอย่างยั่งยืนในระยะยาว

กฤชนนท์ อัยยปัญญา พรรคเพื่อไทย เสนอแนวทางลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน โดยมุ่งลดต้นทุนการเดินทางและค่าไฟฟ้าเป็นหลัก ด้านการขนส่ง ผลักดันนโยบายรถไฟฟ้าอัตราเดียว 20 บาทตลอดสาย เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานจากการเดินทาง ซึ่งการนำร่องในรถไฟฟ้าสายสีแดงและสายสีม่วง พบว่าผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นกว่า 50% สะท้อนว่าประชาชนหันมาใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้นและช่วยลดการใช้น้ำมัน โดยเตรียมพัฒนาระบบรถเมล์และฟีดเดอร์เชื่อมต่อขนส่งสาธารณะอย่างครบวงจร เพื่อให้ประชาชนลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคล อันเป็นการลดการใช้พลังงานและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

ส่วนด้านพลังงานไฟฟ้า พรรคเพื่อไทยประกาศนโยบายดูแลค่าไฟฟ้าให้อยู่ที่ 3.70 บาทต่อหน่วย พร้อมส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์ เพื่อลดต้นทุนค่าไฟในระยะยาว และเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เอง ควบคู่กับการพัฒนาระบบรับรองพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าไฟฟ้า ลดต้นทุนภาคอุตสาหกรรม และบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนโดยรวม

มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี พรรคพลังประชารัฐ เสนอปฏิรูปโครงสร้างพลังงานไทย ชี้ว่าการบริหารนโยบายที่ผ่านมาเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้าสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะมาเลเซียที่ใช้กลไกรัฐวิสาหกิจพลังงานดูแลประชาชนในฐานะเจ้าของทรัพยากร ขณะที่ไทยปล่อยให้ภาระต้นทุนตกอยู่กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง

แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ที่คลาดเคลื่อนซ้ำซาก ทำให้เกิดการลงทุนเกินความจำเป็น และประชาชนต้องจ่าย ค่าความพร้อมจ่าย สะสมหลายแสนล้านบาท โดยไม่มีผู้รับผิดชอบ พร้อมตั้งคำถามต่อความโปร่งใสของการประมูลโรงไฟฟ้าและโซลาร์ฟาร์ม ที่มีต้นทุนสูงผิดปกติ ทั้งที่พลังงานแสงอาทิตย์เป็นทรัพยากรฟรี

จึงเสนอ ปรับโครงสร้างระบบไฟฟ้า ลดต้นทุนซ้ำซ้อนด้วยการรวม 3 การไฟฟ้า และจัดสรรก๊าซจากอ่าวไทยให้ใช้ในราคาภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยลดค่าไฟได้อย่างน้อย 43 สตางค์ต่อหน่วย ควบคู่กับการส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน เพิ่มเพดานการติดตั้งเป็น 20 กิโลวัตต์ ปรับราคารับซื้อไฟฟ้าให้เป็นธรรม และผลักดันระบบเน็ตมิเตอร์ริ่ง เพื่อให้ประชาชนมีบทบาทเป็นผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงาน

พร้อมย้ำว่า ระบบพลังงานไทยอยู่ในภาวะวิกฤต หากไม่เร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ประเทศจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และประชาชนยังต้องแบกรับต้นทุนพลังงานที่ไม่เป็นธรรมในระยะยาว

ปริเยศ อังกูรกิตติ พรรคไทยสร้างไทย ย้ำถึงการ มุ่งลดภาระค่าไฟประชาชนอย่างจริงจัง ผ่านการผลักดันพลังงานสะอาด โดยเฉพาะ “โซลาร์รูฟท็อป” ที่ใช้พลังงานแสงแดดซึ่งเป็นทรัพยากรฟรีของประเทศ เสนอจัดตั้ง “กองทุนพลังงานสะอาด” ภายใต้กองทุนสร้างไทย เพื่อให้ประชาชนและเอสเอ็มอีสามารถกู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในอัตราดอกเบี้ยต่ำ แหล่งเงินทุนอาจมาจากกองทุนอนุรักษ์พลังงาน และการออกพันธบัตรรัฐบาลหรือพันธบัตรสีเขียว เพื่อให้กองทุนมีขนาดใหญ่พอรองรับอย่างน้อย 1–2 แสนหลังคาเรือน ซึ่งจะช่วยลดค่าไฟ และลดต้นทุนภาคธุรกิจ เพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจในภาพรวม

โดยย้ำว่า การลดค่าไฟจะเกิดขึ้นได้จริง ต้องอาศัยความจริงจังและประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบาย ทั้งนี้หากไทยสร้างไทยเป็นรัฐบาล จะเร่งผลักดันกองทุนดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม โดยคำนึงถึงสัดส่วนการเข้าถึงของครัวเรือนและเอสเอ็มอีตามขนาดและประสิทธิภาพของกองทุนในแต่ละช่วงเวลา

เอกภพ เพียรพิเศษ พรรคภูมิใจไทย ระบุว่า ปัญหาพลังงานและค่าไฟฟ้าเป็นวาระสำคัญของพรรค พร้อมประกาศเป้าหมายท้าทายในการมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2050 โดยเร่งใช้พลังงานสะอาดที่ประชาชนเข้าถึงได้จริงและเห็นผลชัดเจน โดยมีข้อเสนอหลัก คือการจัดตั้ง “โซลาร์ฟาร์มชุมชน” ใช้ที่ดินของรัฐเปิดให้ชุมชนหรือเอกชนร่วมลงทุนผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และจำหน่ายไฟให้ประชาชนโดยตรงผ่านระบบ Direct PPA โดยไม่ต้องขายผ่านการไฟฟ้า ช่วยตัดต้นทุนค่าดำเนินการและตัวกลาง ทำให้ค่าไฟเหลือ ต่ำกว่า 3 บาทต่อหน่วย

ยกตัวอย่างครัวเรือนที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน จะจ่ายค่าไฟประมาณ 642 บาท จากเดิมราว 755 บาท ประหยัดได้อย่างน้อย 113 บาทต่อเดือน และหากมีมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติม อาจช่วยลดภาระค่าไฟได้มากกว่า 200 บาทต่อเดือน

นอกจากนี้ยังเสนอ นโยบายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ให้ประชาชนผ่อนชำระเพียง 300 บาทต่อเดือน นาน 60 งวด เพื่อเร่งเปลี่ยนยานพาหนะหลักของคนไทยจากน้ำมันเป็นไฟฟ้า เมื่อใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์มชุมชน จะช่วยลดค่าเดินทาง ลดการใช้น้ำมัน และลดค่าครองชีพในระยะยาว ย้ำว่า การผสานนโยบายพลังงานสะอาดกับการคมนาคมไฟฟ้า จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกดดันต้นทุนพลังงานของประเทศ และเป็นก้าวสำคัญสู่เป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active