แก้ระบบสุขภาพเมืองกรุง ‘ผู้ว่าฯ กทม.’ ต้องทำอะไร ? นั่งหัวโต๊ะ คกก.หลักประกันสุขภาพฯ ช่วยได้จริงหรือ ?

นักวิชาการ TDRI – แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว แนะ ผู้ว่าฯ กทม. ต้องเป็นเจ้าภาพขับเคลื่อนระบบบริการสุขภาพ ย้ำ ต้องนั่งประธาน อปสข. เขต 13 กทม. ด้าน ‘หมอวิชัย’ เชื่อเปลี่ยนเจ้าภาพก็ไม่จบ ชี้ ปัญหาซับซ้อน ดันข้อเสนอเชิงนโยบายรอบด้าน  

การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ใกล้มาถึง ในวันอาทิตย์ ที่ 28 มิ.ย.นี้ ประเด็น ระบบสุขภาพกรุงเทพฯ ยังกลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงในหลายเวที โดยเฉพาะข้อเสนอให้ “ผู้ว่าฯ กทม. เข้ามารับบทบาทเป็นประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร” หรือ อปสข. เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการปฏิรูประบบบริการสุขภาพของเมืองหลวง ซึ่งมีปัญหาหนักเรื่องใบส่งตัว ที่หน่วยปฐมภูมิต้องตามจ่าย รพ.ใหญ่ ผู้คนไม่เชื่อมั่นระบบปฐมภูมิ คลินิกชุมชนอบอุ่น ซึ่งเป็นภาคเอกชน แบกรับความเสี่ยงขาดทุน ตามที่ได้นำเสนอเป็นข่าวไปแล้วหลายครั้ง

ข้อเสนอดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากทั้งนักวิชาการด้านนโยบายสาธารณะ และเครือข่ายแพทย์ครอบครัว ซึ่งมองตรงกันว่าปัญหาสุขภาพของกรุงเทพฯ ไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนทรัพยากร แต่เป็นปัญหาการบริหารจัดการ การเชื่อมต่อบริการ และการขาดเจ้าภาพที่มีอำนาจตัดสินใจในระดับเมือง

พญ.นันทวรรณ ชอุ่มทอง นายกสมาคมคลินิกชุมชนอบอุ่น ระบุว่า หากต้องการเห็นระบบสุขภาพปฐมภูมิในกรุงเทพฯ เปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม สิ่งสำคัญที่สุดคือการมี “ผู้นำ” ที่มุ่งมั่นแก้ปัญหาระบบสาธารณสุขอย่างจริงจัง โดยเห็นว่า ผู้ว่าฯ กทม. ควรเข้ามาทำหน้าที่เป็นประธานคณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร (อปสข.) ด้วยตนเอง

เนื่องจากปัจจุบันกรุงเทพฯ ยังขาดหน่วยงานเจ้าภาพหลักในการกำหนดทิศทางระบบสุขภาพ แตกต่างจากต่างจังหวัดที่มีสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทำหน้าที่เชื่อมประสานและกำหนดนโยบายร่วมกัน ทำให้การดำเนินงานในพื้นที่กรุงเทพฯ กระจัดกระจายและขาดเอกภาพ

“ผู้ว่าฯ ต้องไม่มาเพียงพร้อมอำนาจ แต่ต้องมาพร้อมงบประมาณและความตั้งใจในการแก้ปัญหา สามารถนำทรัพยากรของกรุงเทพมหานครเข้ามาเติมเต็มช่องว่างที่ระบบสุขภาพยังขาดอยู่”

พญ.นันทวรรณ ชอุ่มทอง

ณัฐนันท์ วิจิตรอักษร นักวิจัยที่ปรึกษารับเชิญ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) 

เช่นเดียวกับ ณัฐนันท์ วิจิตรอักษร นักวิจัยที่ปรึกษารับเชิญ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เสนอว่า ผู้ว่าฯ กทม. ควรเข้ามามีบทบาทนำในคณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับพื้นที่ (อปสข.) เพื่อให้เกิดเจ้าภาพที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพของเมือง

หลายครั้งนโยบายด้านสุขภาพของ กทม. และ สปสช. ยังดำเนินไปคนละทิศทาง เช่น กรณีโครงการตรวจสุขภาพประชาชนจำนวนมาก ซึ่งภายหลังต้องมีการหารือเรื่องแหล่งงบประมาณและการสนับสนุนจาก สปสช.

ขณะที่ กทม.มีหน่วยบริการจำนวนมาก ทั้งศูนย์บริการสาธารณสุข โรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ ตติยภูมิ และตติยภูมิขั้นสูงในสังกัด แต่ยังไม่ได้ทำหน้าที่บริหารจัดการภาพรวมอย่างเต็มตัวเหมือนในต่างจังหวัดที่มีโครงสร้างกำกับดูแลชัดเจน

หาก กทม. เป็นแกนกลางในการกำหนดนโยบายร่วมกับ สปสช. ตั้งแต่ต้น จะทำให้เกิดการวางแผนและจัดสรรทรัพยากรที่สอดคล้องกันมากขึ้น อย่างน้อยที่สุดต้องมีเจ้าภาพที่ชัดเจน นั่งหัวโต๊ะว่าจะเดินไปทางไหน และทำงานร่วมกับ สปสช. ตั้งแต่ระดับนโยบาย 

งานวิจัยจึงเสนอให้ กทม. เข้ามาเป็นเจ้าภาพหลักของระบบบริการปฐมภูมิ โดยไม่ได้หมายถึงเพียงการสนับสนุนงบประมาณ แต่ต้องได้รับอำนาจและบทบาทในการบริหารจัดการ กำกับคุณภาพ และประสานงานเครือข่ายบริการด้วย

“เจ้ามือเรื่องงบประมาณยังเป็น สปสช. เหมือนเดิม แต่ กทม. ควรเป็นเจ้าภาพในการบริหารจัดการพื้นที่อย่างเต็มตัว”

ณัฐนันท์ วิจิตรอักษร

“หมอวิชัย” ไม่เชื่อเปลี่ยนเจ้าภาพแล้วจะแก้ปัญหาได้ทั้งหมด

ด้าน นพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานคณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร (อปสข. เขต 13) คนปัจจุบัน ระบุว่า ระบบบริการสุขภาพในกรุงเทพมหานคร มีความซับซ้อนกว่าพื้นที่อื่นของประเทศอย่างมาก จึงจำเป็นต้องพิจารณาข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างรอบด้าน

นพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานคณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร (อปสข. เขต 13)

สำหรับข้อเสนอที่ต้องการให้ผู้ว่าฯ กทม.เข้ามาเป็นประธาน อปสข. นั้น นพ.วิชัย บอกว่า ประเด็นนี้เคยมีการเสนอมาแล้วในสมัยที่ผ่านมา แต่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ปฏิเสธตำแหน่งดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่า กรุงเทพมหานคร เป็นทั้งผู้จัดบริการและผู้ให้บริการสุขภาพในหลายส่วน หาก ผู้ว่าฯ เข้ามาเป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ ที่กำกับดูแลเรื่องการจัดสรรงบประมาณและบริหารระบบ อาจเกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) ได้

“อาจารย์ชัชชาติบอกว่า กทม.เป็นผู้ให้บริการอยู่แล้ว ถ้าเข้ามาเป็นประธาน อปสข. ด้วยอาจไม่เหมาะสม จึงขอเป็นกรรมการและร่วมเสนอความเห็นแทน”

นพ.วิชัย โชควิวัฒน

นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ กทม.ยังมีภารกิจจำนวนมาก จนอาจไม่มีเวลามากพอที่จะทุ่มเทให้กับการบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพในเมืองหลวง ซึ่งมีรายละเอียดซับซ้อนทั้งด้านบริการและการเงิน

นพ.วิชัย อธิบายว่า ความแตกต่างสำคัญระหว่างกรุงเทพฯ กับจังหวัดอื่น ๆ คือ ต่างจังหวัดมีหน่วยงานหลักอย่างกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้กำกับดูแล ทั้งด้านนโยบาย การบริหาร และการบังคับบัญชา ขณะที่กรุงเทพฯ มีหน่วยบริการจำนวนมากจากหลายสังกัด ทั้งโรงพยาบาลของกรุงเทพมหานคร กระทรวงสาธารณสุข กรมการแพทย์ โรงพยาบาลทหาร โรงพยาบาลตำรวจ โรงเรียนแพทย์ รวมถึงภาคเอกชน

“ใน กทม.ไม่มีใครสามารถสั่งการทุกหน่วยบริการได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้น อปสข. กรุงเทพมหานครจึงทำหน้าที่คล้าย Trading House หรือกลไกกลางที่คอยประสานและบริหารจัดการผลประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย”

นพ.วิชัย โชควิวัฒน

แม้งบประมาณที่จัดสรรให้กรุงเทพมหานครจะสูงกว่าจังหวัดอื่นประมาณ 5% เนื่องจากโครงสร้างประชากรและต้นทุนบริการที่สูงกว่า แต่ระบบกลับยังประสบปัญหาด้านการเงินมาโดยตลอด

ทำไม ? อปสข.จึงสำคัญต่อสุขภาพคนกรุง

อปสข. หรือ คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับเขตพื้นที่ เป็นกลไกตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทำหน้าที่กำหนดทิศทาง พัฒนาระบบบริการ และบริหารจัดการงบประมาณด้านสุขภาพในพื้นที่

สำหรับกรุงเทพฯ อปสข. ถือเป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมโยงหน่วยงานจำนวนมาก ที่มีส่วนได้เสีย กับระบบสุขภาพกทม. ทั้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กรุงเทพมหานคร โรงพยาบาลสังกัด กทม. โรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข คลินิกชุมชนอบอุ่น และภาคประชาชน ฯลฯ 

เช็กจุดยืนผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. โจทย์แก้ปัญหาระบบสุขภาพเมืองกรุง

ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 1 เสนอเชื่อมข้อมูลสุขภาพทุกสังกัดผ่านบัตรประชาชนและระบบ Thai ID พร้อมผลักดัน “ใบส่งตัวอิเล็กทรอนิกส์” ลดภาระเอกสารและความซ้ำซ้อนในการรับบริการ รวมถึงมีแผนขยายโรงพยาบาลสังกัด กทม. จาก 11 แห่ง เป็น 15 แห่ง อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะรับตำแหน่งประธาน อปสข. หรือไม่

ภาสพงศ์ ไชยวิริยะวาณิชย์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 7 เสนอใช้เลขบัตรประชาชน 13 หลัก เชื่อมโยงฐานข้อมูลสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนเข้ารับบริการได้สะดวกขึ้น ลดการใช้เอกสาร พร้อมพัฒนาระบบจองคิวและประเมินคุณภาพสถานพยาบาล แม้จะให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงข้อมูล แต่ยังไม่มีการประกาศจุดยืนเรื่องการรับตำแหน่งประธาน อปสข.

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 9 ระบุว่าปัญหาใบส่งตัวเป็นหนึ่งในข้อร้องเรียนสำคัญของผู้ใช้สิทธิบัตรทอง โดยเสนอขยาย “ดุสิตโมเดล” ที่เชื่อมศูนย์บริการสาธารณสุขกับโรงพยาบาลโดยตรง รวมถึงพัฒนา Primary Care Unit (PCU) ให้ประชาชนเข้าถึงบริการใกล้บ้านและส่งต่อได้สะดวก นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าขยายศักยภาพดูแลผู้ใช้สิทธิบัตรทองจาก 1 ล้านคน เป็น 1.3 ล้านคน เพิ่มเตียงผู้ป่วย พัฒนาโรงพยาบาล และขยายบริการ Telemedicine อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้ประกาศจุดยืนว่าจะรับตำแหน่งประธาน อปสข. หรือไม่

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 10 ผ่านการนำเสนอของ เดชรัต สุขกำเนิด โดยเสนอปรับโครงสร้างระบบสุขภาพครั้งใหญ่ ให้ กทม. เป็นเจ้าภาพจัดระบบสุขภาพของเมือง ข้อเสนอสำคัญ ได้แก่ การตั้งกองทุนดูแลโรคซับซ้อน ปรับบทบาทหน่วยบริการปฐมภูมิจากผู้คัดกรองผู้ป่วยเป็นผู้ประสานการรักษา เพิ่มนักบริบาลดูแลผู้ป่วยติดเตียง และขยายการรับผู้ใช้สิทธิบัตรทองเพิ่มอีก 200,000 คน ที่สำคัญ ทั้งนี้เป็นผู้สมัครเพียงคนเดียวที่ประกาศชัดเจนว่าจะรับตำแหน่งประธาน อปสข. เขต 13 หากได้รับเลือกเป็น ผู้ว่าฯ กทม. โดยมองว่า กทม. ควรทำหน้าที่เป็น “เจ้าภาพระบบสุขภาพ” ของเมืองอย่างเต็มรูปแบบ

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active