ผู้ประกอบการ ย้ำ มาตรการเข้าถึงสินเชื่อของรัฐไม่ตอบโจทย์ปัญหา SME ชี้ ตัวการที่แท้จริง คือ ทุนเทาและธุรกิจผูกขาดรายใหญ่ ครองสัดส่วนขนาดใหญ่ในระบบเศรษกิจประเทศ จนรายเล็กไม่สามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม
วันนี้ (20 ม.ค. 69) ในงานสัมมนาเรื่อง “เวทีฟังเสียงประชาชน : ประเทศไร้ทิศ เศรษฐกิจไร้ทาง” โดยคณะอนุกรรมาธิการด้านตลาดทุนและธุรกิจประกันภัย วุฒิสภา สุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี) เปิดเผยว่า ปัญหาของธุรกิจเอสเอ็มอีในขณะนี้ เกิดการตีความผิดตั้งแต่แรก โดยรัฐบาลเข้าใจว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ต้องการเงินทุนเพียงอย่างเดียว สะท้อนได้จากการมีมาตรการของรัฐที่สนับสนุนทางการเงินผ่านสถาบันการเงินและตลาดเงิน แต่อย่างไรก็ตามธุรกิจเอสเอ็มอีก็ยังคงประสบปัญหาขาดสภาพคล่องมาตลาดต่อเนื่องกว่า 10 ปี จึงบ่งชี้ได้ว่าการที่รัฐให้เงินทุนกับเอสเอ็มอีกเพียงอย่างเดียวจึงไม่ใช้คำตอบในการแก้ปัญหาดังกล่าว
ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาบริษัทขนาดใหญ่เพียงประมาณ 0.2% ของธุรกิจทั้งหมดในระบบ แต่กลับมีสัดส่วนต่อระบบเศรษฐกิจสูงกว่า 85% ในขณะที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี มีจำนวนมากถึงเกือบ 98% ของธุรกิจทั้งหมดในระบบ หากไม่สามารถเข้าไปจัดการหรือควบคุมวงจรดังกล่าวได้ ปัญหาของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก็จะยังคงเกิดขึ้นซ้ำซากไปเรื่อย ๆ

ขณะเดียวกันธุรกิจเอสเอ็มอี ได้รับผลกระทบจากการขยายตัวของธุรกิจทุนเทา โดยทุนเทามีความได้เปรียบจากการหลีกเลี่ยงภาษี การตั้งธุรกิจในลักษณะนอมินี รวมถึงการทุ่มตลาดด้วยสินค้าราคาต่ำ ซึ่งอาศัยจากการมีเงินทุนจำนวนมาก ก่อนจะขยายธุรกิจไปสู่เงินกู้นอกระบบในที่สุด เมื่อทุนเทาเข้ายึดหัวหาดในหลายธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันมีขนาดในไทยคิดเป็น 48.7% ของจีดีพี เอสเอ็มอีจึงตกอยู่สภาพถูกล็อกคอ จนไม่สามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม
นอกจากนี้ เอสเอ็มอียังเผชิญปัญหาด้านเงื่อนไขการค้า โดยเฉพาะระยะเวลาการให้เครดิตเทอมที่ยาวนานถึง 60–120 วัน ซึ่งกระทบต่อสภาพคล่องอย่างรุนแรง หากสามารถปรับลดระยะเวลาลงมาเหลือไม่เกิน 45 วัน จะช่วยบรรเทาปัญหาสภาพคล่องของเอสเอ็มอีได้ ซึ่งปัจจุบันเอสเอ็มอีจำนวนมากต้องกู้เงินเพื่ออุ้มธุรกิจใหญ่ ส่งผลให้ต้องแบกรับต้นทุนดอกเบี้ย หากภาครัฐยังไม่เข้าไปกำกับดูแลเรื่องเครดิตเทอมที่ถือเป็นกระดุมเม็ดแรกของปัญหา ท้ายที่สุดเอสเอ็มอีจะวนกลับไปสู่ปัญหาไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้จากสถาบันการเงินได้อีกเหมือนเดิม

อุดมธิปก ไพรเกษตร รองประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย บอกว่า ปัญหาทุนเทาและการฟอกเงิน ส่งผลกระทบกับเอสเอ็มอี หากแบ่งเอสเอ็มอีที่จดทะเบียนในระบบประมาณ 3 ล้านราย ตามเกณฑ์รายได้จะพบว่าส่วนใหญ่กว่า 90 % มีรายได้ประมาณ 1.8 ล้าน แต่จะมีเพียง 7 – 8% ที่มีรายได้ประมาณ 30-40 ล้านบาท
เอสเอ็มอีในความหมายของสมาพันธ์ฯ จะรวมไปถึงแม่ค้าพ่อค้ารายย่อย และผู้ประกอบการขนาดเล็ก ในชุมชนที่ไม่ได้จดทะเบียนอย่างเป็นทางการ หากมองในแง่เศรษฐกิจทุกเทาระดับหมู่บ้านและตำบล คือ เจ้ามือหวยใต้ดิน และคนปล่อยเงินกู้นอกระบบ กลุ่มนี้เป็นผู้มีอิทธิพล ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีปัญหา

นอกจากนี้ อุดมธิปก ยังมองว่า สิ่งที่ทำให้พ่อค้าแม่ค้าในชุมชนไม่สามารถอยู่รอดได้ มาจากร้านค้าโมเดิร์นเทรด (Modern Trade) ที่เปิดธุรกิจในชุมชน แม้ระยะสั้นในเชิงของผู้บริโภคจะได้ประโยชน์จากสินค้าราคาถูกและมีมาตรฐาน แต่ระยะยาวกระทบผู้ประกอบการค้าปลีกรายย่อย ทำให้ไม่สามารถมีรายได้จนต้องปิดกิจการ เพราะทุนขนาดใหญ่เข้าไปผูกขาด เงินไม่ได้กลับไปหมุนเวียนในพื้นที่ชุมชน และในที่สุดทำให้รายย่อยในชุมชนอยู่ไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ยังไม่เห็นนโยบายพรรคการเมือง หรือ รัฐบาล เข้ามาดูแลเรื่องของผู้ประกอบการรายย่อยในชุมชนให้สามารถประกอบการได้ มีรายได้หมุนเวียนในชุมชนเลย เพราะหากไม่มีมาตรการควบคุมทุนใหญ่ ไม่ให้เข้าไปทำให้ธุรกิจของคนในชุมชนอยู่ไม่รอด เชื่อว่าในระยะยาวจะเป็นปัญหาเรื่องทุนขนาดใหญ่ผูกขาด กำหนดราคาได้ สร้างปัญหาใหม่ในอนาคต

สถาพร พัฒนะคูหา ผู้แทนสมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย ระบุว่า ทุกครั้งที่มีปัญหาเรื่องทุนเทา รัฐบาลมักจะมุ่งไปที่การเพิ่มกฎเกณฑ์มากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมายสูงขึ้น (Compliance cost) โดยเฉพาะภาคสถาบันการเงินจะมีแนวโน้มความเสี่ยงในส่วนนี้
ตัวอย่างในต่างประเทศ พบว่า ธนาคารพาณิชย์ในประเทศฟินแลนด์ปฏิเสธการทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินอื่นถึงราว 1 ใน 3 ของทั้งหมด ส่งผลให้ความสามารถในการส่งออกของประเทศลดลงกว่า 53% เนื่องจากข้อจำกัดด้านการโอนเงินข้ามพรมแดน หรือในประเทศไทย ผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งประสบปัญหาในการเปิดบัญชีธนาคาร โดยเฉพาะบริษัทที่จัดตั้งใหม่ ซึ่งธนาคารบางแห่งเลือกไม่ให้บริการจากความกังวลต่อความเสี่ยงด้านสแกมเมอร์และธุรกิจทุนเทา นอกจากนี้ ยังมีบางกรณีที่บริษัทไม่สามารถจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้
ดังนั้นเมื่อมีทุนเทาเข้ามา ต้นทุนการปฎิบัติตามกฎหมายจะสูงขึ้น สถาบันการเงินมักจะเลือกลดการให้บริการ แทนการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีหรือสตาร์ทอัพ เข้าถึงบริการทางการเงินได้ยากลำบากมากขึ้น และกระทบเป็นลูกโซ่ถึงการจ้างงานของพนักงงานในธุรกิจเหล่านั้น
