กกต.แถลงการณ์ยืนยัน แจ้งความดำเนินคดี6บุคคล กรณีถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ถอดรหัสบาร์โค้ด มีหลักฐานการกระทำผิดชัดเจน ไม่ใช่การฟ้องประชาชน หรือ คุกคามสื่อ ด้านอัยการอาวุโสสำนักงานการสอบสวน ระบุ แม้ กกต. จะอ้างสิทธิ แต่การตรวจสอบ การทำงานของ กกต.ประชาชนสามารถทำได้ และการสังเกตการณ์ภายนอก ไม่เข้าข่ายขัดขวางการทำงานเจ้าหน้าที่
เมื่อวันที่ 27 ก.พ.69 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งออกเอกสารชี้แจงปฎิเสธ ข่าว กกต.แจ้งความฟ้องประชาชนถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง หรือคุกคามสื่อ ระบุ ไม่เป็นความจริง พร้อมให้เหตุผลว่า บุคคลหรือสื่อมวลชนที่ดำเนินการตั้งกล้องวีดิโอหรือถ่ายรูปบัตรเลือกตั้ง ที่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งดำเนินการขานคะแนนหรือนับคะแนน หรือถ่ายภาพบรรยากาศของประชาชนมาใช้สิทธิ สามารถทำได้และไม่มีความผิดตามกฎหมาย

แต่ต้องไม่กระทบหรือขัดขวางการสิทธิของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และปฏิบัติหน้าที่ของ กปน. แต่หากการตรวจสอบ พบไปละเมิด กกต.ก็ต้องดำเนินการตามอำนาจและหน้าที่ไม่อาจละเว้นได้
ซึ่งการดำเนินการแจ้งความกับบุคคลที่ร่วม และแบ่งงานกันทำเป็นขบวนการ กกต. ไม่ได้ดำเนินการกับผู้ประกอบอาชีพใดอาชีพหนึ่ง และดำเนินการไปตามข้อเท็จจริง โดยในวันที่ 22 กุมภาพันธ์มีสื่อมวลชนและประชาชนกว่า 100 คน เข้าร่วมสังเกตการณ์ กกต. ไม่ได้ดำเนินการร้องทุกข์แต่อย่างใด เพราะได้ตระหนักถึงเสรีภาพของสื่อมวลชนในการแสวงหาข้อเท็จจริง
แต่การแจ้งความดำเนินคดีกลุ่มบุคคลที่กระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย เนื่องจากปรากฏว่ามีการตั้งกล้องวีดิโอตั้งแต่เช้า ถ่ายภาพประชาชนที่มาใช้สิทธิต่อเนื่อง ไปจนถึงการนับคะแนน และหน้าหน่วยเลือกตั้งมีกลุ่มบุคคลพยายามถอดรหัสให้ได้ว่าบัตรลงคะแนนที่ถ่ายภาพ และบันทึกภาพไว้เป็นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนใด
ซึ่งการลงคะแนนตามกฎหมายต้องเป็นการลงคะแนนโดยตรงและลับ การที่กลุ่มบุคคลมีความพยายามที่จะเปิดเผย อ้างว่ามาทำการพิสูจน์อะไรบางอย่าง ถือเป็นการกระทำที่เซาะกร่อนบ่อนทำลาย การดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจของ กกต.ให้ขาดความน่าเชื่อถือ ด้วยวิธีการที่ไม่สุจริต
กกต.ได้แจ้งความดำเนินคดี เพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางรายไม่มาใช้สิทธิเลือกตั้ง และบางคนที่มาใช้สิทธิพอมาถึงหน้าหน่วยเห็นกล้องวีดีโอที่ถ่ายในลักษณะตั้งกล้องสังเกตุการณ์อยู่ จึงตัดสินใจไม่ใช้สิทธิเลือกตั้ง เพราะมีการนำเสนอข่าวว่า จะนำภาพของประชาชนที่ถ่ายไว้ ไปเข้าขบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อสามารถระบุตัวตนจากภาพถ่ายได้

รวมถึงการกระทำที่จะอ่านบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เพื่อไปถึงข้อมูลว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกใคร เป็นการกระทำที่ทุจริตตามที่กฎหมาย
“การอ้างว่า กกต.เอาผิดหรือฟ้องประชาชนจึงไม่เป็นความจริง ส่วนกรณีมีชื่อบุคคลที่ กกต.ยื่นแจ้งความที่กองบังคับการปราบปราม แม้บุคคลนั้นจะไม่ได้ปรากฏตัวในที่เกิดเหตุ แต่พฤติการณ์ชี้ให้เห็นว่ามีส่วนร่วมในขบวนการเช่นกัน มีการลงในสื่อ Social Media โดยตลอด ประมวลเรื่องต่างๆเกี่ยวกับบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง เพื่อให้การลงคะแนนเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ และมีขบวนการปั่นกระแส ให้เกิดความไม่เรียบร้อย อันเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ”
ขณะที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ในวันเดียวกัน โดย แสดงความเป็นห่วงต่อการดำเนินคดีกับสื่อมวลชน ยืนยันเคารพต่อหลักเกณฑ์ของ กกต. รวมถึงหลักการรักษาความลับในการลงคะแนนเสียงอันเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชน แต่การบังคับใช้กฎหมายต้องแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างการกระทำที่เป็นการแทรกแซงการเลือกตั้ง กับการปฏิบัติหน้าที่ตามหลักวิชาชีพ เพื่อรายงานข้อเท็จจริงและตรวจสอบความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้ง
และการดำเนินคดีทางอาญาหลายข้อหา ที่มีลักษณะร้ายแรง เช่น ความผิดฐานอั้งยี่ ซึ่งมีบทลงโทษสูง อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสรีภาพของสื่อมวลชน และก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวในการรายงานข่าวสารสาธารณะ จึงขอเรียกร้องให้ กกต. พิจารณาทบทวนการฟ้องดำเนินคดีกับสื่อมวลชน

ด้านนายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม อัยการอาวุโสสำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า แม้ กกต. จะอ้างสิทธิ ในฟ้องภาคประชาชน / แต่การตรวจสอบ การทำงานของ กกต.ของประชาชน สามารถทำได้ และจากการสังเกตการณ์ภายนอก ไม่เข้าข่ายการขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะกรณีคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง และบัตรเขย่งที่เกิดขึ้นบางพื้นที่
“กกต. ควรต้องชี้แจงให้ประชาชนหายสงสัย ให้เกิดความโปร่งใส อีกทั้งประชาชน มีสิทธิที่จะฟ้องร้อง กกต. หากพบพฤติกรรมที่สงสัยว่าการจัดการเลือกตั้งไม่โปร่งใส ดังนั้นไปแจ้งความกับประชาชนและสื่อมวลชน ถือเป็นการฟ้องปิดปาก”
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน เดินทางลงบันทึกประจำวัน ที่กองบังคับการปราบปรามเพื่อแสดงตัวยืนยันความบริสุทธิ์ หลังมีข่าวถูก กกต.แจ้งความในหลายข้อหาร่วมกับภาคประชาชนรวม 6 คน สืบเนื่องจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยพร้อมให้ความร่วมมือตำรวจ ยืนยันคนทำงานการเมืองและประชาชน มีสิทธิตรวจสอบการจัดการเลือกตั้งของ กกต. ว่าโปร่งใส หรือ ไม่ แม้จะถูกฟ้องดำเนินคดีก็ไม่ยุติบทบาท ขณะเดียวกันยังไม่ได้แจ้งความกลับ กกต. ขอรอดูข้อเท็จจริงก่อน ส่วนที่ตั้งข้อสังเกตุเป็นการฟ้องปิดปากนั้น หากเป็นจริง จะนำไปสู่ผลกระทบต่อการแสดงออกด้านสิทธิและเสรีภาพประชาชน ที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน
ขณะที่รองศาสตราจารย์สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ยืนยันวันที่ 22 กุมภาพันธ์ไปปั่นจักรยานที่เกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ไม่ได้ไปปรากฎตัวในสถานที่เลือกตั้งในเขตคันนายาว เมื่อถูกกล่าวหาแบบไม่มีมูล ก็ไม่สามารถนิ่งเฉยได้ จึงต้องดำเนินการทางกฎหมายเช่นกัน เพราะข้อหาที่ปรากฎถือร้ายแรง เป็นการทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ทั้งที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมท้าให้ กกต.อย่าถอนแจ้งความ
ด้านหัวหน้าช่างภาพสำนักข่าวสเปซบาร์ เปิดเผยในรายงาน ดีพ สเปซว่า ไม่ได้ไปเก็บภาพตั้งแต่เช้า แต่เข้าไปช่วง 15 นาฬิกา ทำหน้าที่อยู่บริเวณนอกรั้ว หน้าคูหาหน่วยเลือกตั้ง โดยใช้กล้องถ่ายปกติ เมื่อถูกแจ้งไม่ให้ซูมถ่าย ซึ่งก็ไม่ได้เถียงและถอยออกมา
หลังปิดหีบ ได้เข้าไปถ่ายรอบที่ 2 และรอบที่ 3 ช่วงนับคะแนน แต่ไม่ได้ถ่ายจนจบ จึงไม่เข้าใจว่าแจ้งความถูกกล่าวหาได้อย่างไร
