นักเศรษฐศาสตร์ สะท้อนความล้มเหลวโครงสร้างเกษตรไทยที่เรื้อรังมานาน ผูกโยงปมปัญหา รายได้ไม่แน่นอน หนี้สิน สู่กับดักนโยบายแจกเงิน หวังวิสัยทัศน์ ‘เจ้ากระทรวงเกษตรฯ’ คนใหม่ เป็นผู้จัดการความเสี่ยง แนะเชื่อมทุกกระทรวง มุ่งเป้าหมายเดียว คือ เพิ่มรายได้ ขีดความสามารถแข่งขันให้เกษตรกรไทย อย่างยั่งยืน ไม่กลับสู่วังวนการทำงานในพื้นที่เสี่ยง หาเลี้ยงครอบครัว
วันนี้ (2 มี.ค. 69) รศ.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยกับ The Active ถึงปัจจัยที่ทำให้แรงงานภาคการเกษตรไทย นิยมไปใช้แรงงานที่ประเทศแถบตะวันออกกลาง เช่น อิสราเอล แม้จะเป็นพื้นที่เสี่ยงความขัดแย้งก็ตาม โดยปัจจัยหลักที่ผลักดันให้แรงงานกลุ่มนี้ไปทำงานต่างประเทศ คือ รายได้ที่ผันผวน และ หนี้สิน ที่พุ่งสูง เฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ที่รายได้ต่อไร่บางปีไม่ถึง 1,000 บาท หรือบางทีติดลบ
ขณะที่ หนี้ครัวเรือน กลับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การไปทำงานต่างประเทศ จึงเป็นทางเลือกเดียวที่ช่วยให้มี รายได้ที่แน่นอน เพื่อกลับมาใช้หนี้และเลี้ยงปากท้องครอบครัว ขณะเดียวกัน เกษตรกรไทยมีทักษะสูง แต่ในประเทศไม่มีระบบที่สร้างรายได้ให้กับพวกเขาได้เท่ากับต่างประเทศ เช่น อิสราเอล ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและให้ค่าตอบแทนที่คุ้มค่าความเสี่ยง
“เกษตรกรไทยไม่ได้ขี้เกียจ และไม่ได้ไม่รักบ้านเกิด แต่เขาต้องทำเพื่อเอาตัวรอด หนี้มันเป็นตัวนำ แต่รายได้มันผันผวน สิ่งที่เขาต้องการคือรายได้ที่ประจำและแน่นอน การย้ายไปทำงานต่างประเทศจึงเป็นคำตอบที่เขาจะใช้ทักษะที่มี สร้างรายได้มาหล่อเลี้ยงครัวเรือน”
รศ.วิษณุ อรรถวานิช

โครงสร้างที่ล้มเหลว ปัญหาที่มองไม่เห็น
เมื่อมองลึกลงไปที่โครงสร้างเกษตรไทย รศ.วิษณุ ชี้ให้เห็นจุดอ่อนสำคัญ คือ การเข้าถึง ระบบชลประทาน ที่มีเพียงร้อยละ 26-27 เท่านั้น ส่วนที่เหลืออีกกว่าร้อยละ 70 ต้องรอฟ้าฝน ทำให้ภาคเกษตรเปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ยังพบปัญหา ปลูกพืชไม่เหมาะสมกับพื้นที่ สูงถึงร้อยละ 35 ของพื้นที่เกษตรทั้งหมด
ขณะที่งบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาของไทยมีน้อยมาก ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่ของข้าวไทยแทบไม่ขยับในรอบทศวรรษ จนถูกเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามแซงหน้าไปแล้ว แต่หากมองที่ระบบส่งเสริมที่มีก็ไม่ทั่วถึง อย่างเช่น อัตราส่วนเจ้าหน้าที่เกษตรตำบล 1 คน ต่อเกษตรกรนับพันคน ทำให้การถ่ายทอดองค์ความรู้ทำได้ไม่ทั่วถึง
“เราขาดเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร เรามีเกษตรกร 12 ล้านคน แต่มีเจ้าหน้าที่หลักหมื่นคน มันไม่ทั่วถึงอีกมิติคือเราใช้การแจกเงินเยียวยาให้เปล่าแบบไม่มีเงื่อนไขมานาน จนทำให้เกษตรกรขาดการปรับตัว ในขณะที่คู่แข่งอย่างเวียดนามเขาปรับตัวไปไกลแล้ว สุดท้ายเราแข่งในตลาดโลกไม่ได้ รายได้ก็ไม่ดี ก็ต้องหนีไปทำงานต่างประเทศ”
รศ.วิษณุ อรรถวานิช

หวังวิสัยทัศน์ ‘รัฐมนตรีเกษตรฯ คนใหม่’ ต้องเป็น ‘ผู้จัดการความเสี่ยง’ ไม่ใช่ ‘ผู้แจกเงิน’
สำหรับความคาดหวังต่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนใหม่ นักเศรษฐศาสตร์ ก็มองว่าไม่สำคัญว่าเป็นใครหรือพรรคไหน แต่ต้องมี วิสัยทัศน์เชิงระบบ มองตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และต้องเปลี่ยนบทบาทจาก ผู้แจกเงินเยียวยา มาเป็น ผู้จัดการความเสี่ยง ซึ่งการบูรณาการข้ามกระทรวงคือกุญแจสู่ความสำเร็จ โดยต้องประสานงานข้ามกระทรวง ทั้งกระทรวงพาณิชย์ เช่น เพื่อหาตลาดและยกระดับแบรนด์สินค้าเกษตรพรีเมียม (เช่น ข้าว Low Carbon) กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อการแปรรูปเพิ่มมูลค่าสินค้าขั้นปฐมภูมิ และกระทรวงการคลัง เช่น ปรับโครงสร้างภาษีเพื่อสนับสนุนสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตร และ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยมาเป็น พี่เลี้ยง ให้เกษตรกรในพื้นที่ใช้ข้อมูลจากงานวิจัยเป็นตัวนำนโยบาย ไม่ใช่ทำเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง
“ผมอยากเห็น รมว.เกษตรฯ ที่กล้าเปลี่ยนจากการจ่ายเงินเยียวยาให้เปล่า ไปสู่การช่วยเหลือแบบมีเงื่อนไข เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ท่านต้องเป็นผู้ที่กล้าเชื่อมโยงทุกกระทรวงเข้าด้วยกัน เพื่อเป้าหมายเดียวคือเพิ่มรายได้และขีดความสามารถในการแข่งขันให้เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน”
รศ.วิษณุ อรรถวานิช
นอกจากนี้หากรัฐบาลใหม่ยังคงเดินหน้าด้วยนโยบายเดิม ๆ คือเน้นการแทรกแซงตลาดและแจกเงินโดยไม่มีเงื่อนไขเพื่อหวังคะแนนเสียง ท้ายที่สุดแล้วเกษตรกรไทยก็จะไม่เกิดการพัฒนา และภาพการยอมเสี่ยงชีวิตไปทำงานในพื้นที่สงครามเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว ก็จะยังคงเป็นภาพที่เห็นได้อยู่ต่อไปคงถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องผ่าตัดใหญ่ ภาคเกษตรไทยให้ยืนได้ด้วยขาของตัวเองอย่างยั่งยืน
เลิกแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ สร้าง ‘คน’ – ที่ปรึกษามืออาชีพ
หัวใจสำคัญของการปฏิรูปคือการพัฒนา ทุนมนุษย์ โดยเฉพาะการสร้างระบบ พี่เลี้ยงเกษตรกร เหมือนในต่างประเทศ ที่ใช้ศาสตราจารย์หรือผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยลงไปให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ซึ่งปัจจุบันไทยมีผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากในกระทรวง อว. แต่กลับไม่มีการบูรณาการงานร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ อย่างจริงจัง ทำให้องค์ความรู้ไปไม่ถึงตัวเกษตรกร
การเมืองต้องมี ‘อุดมการณ์’ มองประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก
รศ.วิษณุ ย้ำชัดว่า หากทุกพรรคยึดถือ “ความอยู่ดีกินดีของเกษตรกร” เป็นหัวใจสำคัญ ความแตกต่างทางสีเสื้อหรืออุดมการณ์พรรคจะไม่เป็นอุปสรรค แต่หากยังมองแค่ผลประโยชน์ทางการเมืองและการแบ่งพรรคแบ่งพวก ภาคเกษตรไทยก็ยากจะก้าวข้ามวิกฤตนี้ไปได้
