เลขาฯ BIOTHAI เตือน! ไทยพึ่งพาปุ๋ย-พลังงานฟอสซิลสูง ทำความมั่นคงอาหารเปราะบาง เสนอทางออกลดใช้ปุ๋ย 30% หนุนระบบอาหารท้องถิ่น แนะ รัฐต้องกล้าจัดการรายใหญ่ เปิดข้อมูลสต๊อก สกัดกำไรเกินควรช่วงวิกฤต หวั่น โครงสร้างตลาดกระจุกตัว ทำมาตรการรัฐได้ผลจำกัด เสนอเปิดพื้นที่ขายตรง ช่วยผู้บริโภคเข้าถึงอาหารราคายุติธรรม
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ให้สัมภาษณ์ The Active ถึงผลกระทบของวิกฤตตะวันออกกลางต่อระบบอาหารของไทยว่า แม้ไทยจะถูกมองว่าเป็น อู่ข้าวอู่น้ำของโลก แต่ในเชิงโครงสร้างการผลิตยังพึ่งพาปัจจัยจากต่างประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะพลังงานและปุ๋ยเคมี ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของภาคเกษตรกรรม จึงทำให้วิกฤตด้านภูมิรัฐศาสตร์สามารถส่งผลต่อราคาอาหารและความเป็นอยู่ของประชาชนได้โดยตรง
ต้นทุนเกษตรพุ่งทันที เหตุพึ่งพาพลังงาน-ปุ๋ยนำเข้า
วิฑูรย์ อธิบายว่า เมื่อเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ผลกระทบแรกที่เกิดขึ้นคือ ราคาพลังงาน ซึ่งเชื่อมโยงกับต้นทุนการผลิตอาหารเกือบทั้งหมด ตั้งแต่การเดินเครื่องจักรในภาคเกษตร การขนส่ง ไปจนถึงการผลิตปุ๋ยเคมี
โดยประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะ ปุ๋ยยูเรีย ที่มีวัตถุดิบหลักจากก๊าซธรรมชาติหรือพลังงานฟอสซิล ส่งผลให้ราคาปุ๋ยผันผวนตามราคาพลังงานโลก
“เมื่อราคาน้ำมันและปุ๋ยเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตอาหารก็เพิ่มขึ้นทันที ซึ่งสุดท้ายจะสะท้อนมาที่ราคาอาหาร”
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ

จากการประเมินเบื้องต้น พบว่า ต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรสำคัญของไทย เช่น ข้าวโพด อ้อย และปาล์มน้ำมัน มีสัดส่วนการพึ่งพาพลังงานและปุ๋ยเคมีสูงถึงประมาณ 40–50% ของต้นทุนทั้งหมด ทำให้เกษตรกรเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
ราคาอาหารเพิ่ม แต่เกษตรกรไม่ได้ประโยชน์เต็มที่
แม้ราคาอาหารมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเกษตรกรจะได้รับประโยชน์เสมอไป เนื่องจากต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นในอัตราที่ใกล้เคียงหรือมากกว่าราคาผลผลิต
“เกษตรกรอยู่ล่างสุดของห่วงโซ่การผลิต เมื่อเกิดต้นทุนเพิ่ม ภาระจะถูกผลักกลับมาที่เกษตรกร ขณะที่ราคาผลผลิตไม่ได้เพิ่มในสัดส่วนเดียวกัน”
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ
นอกจากนี้ เกษตรกรจำนวนมากยังเป็นผู้มีรายได้น้อย และต้องเผชิญค่าใช้จ่ายด้านอาหารเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป ทำให้ได้รับผลกระทบซ้ำซ้อน ทั้งจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและค่าครองชีพที่สูงขึ้น
คนรายได้น้อยกระทบก่อน สัญญาณราคาอาหารเริ่มขยับ
วิฑูรย์ ยังระบุว่า กลุ่มเปราะบางจะได้รับผลกระทบก่อน โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านอาหารสูง เพราะปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณราคาสินค้าอาหารบางรายการปรับเพิ่มขึ้นแล้ว เช่น ไข่ ไก่ เนื้อหมู และน้ำมันปาล์ม รวมถึงอาหารสัตว์ ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาอาหารในระยะต่อไป

จึงเตือนว่า สถานการณ์ดังกล่าวอาจซ้ำรอยวิกฤตราคาอาหารช่วงสงครามรัสเซีย–ยูเครน เมื่อ 4–5 ปีก่อน ซึ่งส่งผลให้ราคาอาหารโลกปรับสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์
“ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา จำนวนคนจนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นเกือบ 1 ล้านคน หากราคาอาหารเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดความยากจนรูปแบบใหม่เพิ่มขึ้น”
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ
มองโอกาสปรับระบบผลิตอาหาร ลดพึ่งพาปุ๋ยเคมี
อย่างไรก็ตาม วิกฤตครั้งนี้อาจเป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างการผลิตอาหารของไทยให้พึ่งพาทรัพยากรในประเทศมากขึ้น ซึ่ง เลขาฯ BIOTHAI ยังอ้างอิงงานศึกษาที่พบว่า ประเทศไทยมีการใช้ปุ๋ยเคมีเกินความจำเป็นเฉลี่ยถึง 30% ซึ่งสามารถลดการใช้ปุ๋ยลงได้โดยไม่กระทบต่อผลผลิต หากมีการจัดการดินและธาตุอาหารอย่างเหมาะสม
แนวทางสำคัญ ได้แก่
- การใช้มูลสัตว์เป็นปุ๋ยอินทรีย์
- การปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อเพิ่มไนโตรเจนในดิน
- การลดการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร เช่น ซังข้าวโพดและอ้อย
จากการประเมินร่วมกับนักวิชาการ พบว่า หากใช้มาตรการเหล่านี้อย่างจริงจัง จะสามารถเพิ่มปริมาณธาตุอาหารหลักในดินได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยไนโตรเจน เพิ่มขึ้นประมาณ 2.3 เท่า ฟอสเฟต 2.8 เท่า และโพแทสเซียมเพิ่มขึ้นได้ถึง 5 เท่า ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาปุ๋ยนำเข้าได้ในระยะยาว
หนุนระบบอาหารท้องถิ่น ลดผลกระทบค่าครองชีพ
ทางฝั่งผู้บริโภค วิฑูรย์ ยังเสนอให้ สนับสนุนระบบอาหารท้องถิ่น เพื่อลดต้นทุนจากการขนส่งและลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานขนาดใหญ่

“ตลาดอาหารของไทยมีทั้งโมเดิร์นเทรดและตลาดท้องถิ่น การซื้ออาหารจากตลาดสดหรือผู้ผลิตโดยตรง จะช่วยลดต้นทุนจากคนกลาง และช่วยพยุงเศรษฐกิจชุมชน”
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ
การพึ่งพาอาหารในท้องถิ่นยังช่วยเพิ่มความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว โดยเฉพาะในภาวะที่ราคาพลังงานผันผวน
เสี่ยงกักตุนสินค้า ซ้ำเติมราคาพุ่ง
วิฑูรย์ ยังเตือนว่า เมื่อเกิดความกังวลเรื่องราคาอาหารและพลังงาน มีแนวโน้มเกิดการกักตุนสินค้า ทั้งในระดับประเทศและระดับผู้ประกอบการรายใหญ่ โดยประสบการณ์จากวิกฤตอาหารโลกที่ผ่านมา พบว่า บางประเทศใช้มาตรการจำกัดการส่งออกเพื่อรักษาปริมาณอาหารในประเทศ ส่งผลให้ราคาในตลาดโลกปรับสูงขึ้นทันที
ขณะเดียวกัน บริษัทขนาดใหญ่ในห่วงโซ่อาหารและพลังงานมักมีกำไรเพิ่มขึ้นในช่วงวิกฤต เนื่องจากมีศักยภาพในการบริหารสต็อกและต้นทุนได้ดีกว่ารายย่อย
“เมื่อเกิดวิกฤต ผลกระทบมักตกกับผู้ประกอบการรายเล็กและผู้บริโภค ขณะที่รายใหญ่มีโอกาสทำกำไรเพิ่มขึ้น รัฐจึงต้องมีมาตรการกำกับดูแลไม่ให้เกิดการเอาเปรียบ”
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ
วิกฤตสะท้อนจุดอ่อนโครงสร้างอาหารโลก
วิฑูรย์ ยังมองว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาระยะสั้น แต่สะท้อนข้อจำกัดของระบบอาหารโลกที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิลสูง
“ระบบอาหารโลกในปัจจุบันพึ่งพาฟอสซิลมากเกินไป ทั้งในกระบวนการผลิตปุ๋ย การขนส่ง และอุตสาหกรรมอาหาร หากไม่ปรับตัว วิกฤตลักษณะนี้จะเกิดขึ้นซ้ำอีก”
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ

จึงเสนอว่า ไทยควรใช้โอกาสนี้ปรับระบบเกษตรให้พึ่งพาทรัพยากรในประเทศมากขึ้น ทั้งการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และการสร้างระบบอาหารท้องถิ่น เพื่อเสริมความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว
“วิกฤตครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนว่า ความมั่นคงทางอาหารไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับโครงสร้างการผลิตที่ยั่งยืนด้วย”
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ
มองรัฐคุมราคาได้จำกัด หากไม่แตะ “รายใหญ่”
วิฑูรย์ ยังกล่าวถึงบทบาทของภาครัฐในการควบคุมราคาสินค้าช่วงวิกฤตตะวันออกกลางว่า แม้หน่วยงานด้านการค้าจะประกาศดูแลราคาสินค้า แต่ในทางปฏิบัติยังมีข้อจำกัดจากโครงสร้างตลาดที่ผู้ประกอบการรายใหญ่มีอำนาจสูง ส่งผลให้มาตรการควบคุมราคามีประสิทธิภาพจำกัด หากรัฐไม่ดำเนินการเชิงโครงสร้างควบคู่กัน
โดยปัญหาการควบคุมราคามีความซับซ้อน เพราะมีทั้งปัจจัยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจริง และปัจจัยเชิงโครงสร้างตลาดที่มีการกระจุกตัวสูงในหลายสินค้า ตัวอย่างสำคัญคือ พลังงาน ปุ๋ยเคมี และอาหาร ซึ่งล้วนมีผู้ประกอบการรายใหญ่ครองส่วนแบ่งตลาดจำนวนมาก ทำให้มีอำนาจต่อรองและกำหนดราคาในระบบได้
“ข้อมูลเรื่องต้นทุน โครงสร้างตลาด และสัดส่วนผู้เล่นรายใหญ่ ภาครัฐมีข้อมูลอยู่แล้ว แต่คำถามสำคัญคือ รัฐจะกล้าดำเนินมาตรการกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่หรือไม่”
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ
โดยมองว่า ในหลายกรณี ความสัมพันธ์ระหว่างภาคธุรกิจและการเมือง อาจทำให้การกำกับดูแลไม่เข้มงวดเท่าที่ควร ส่งผลให้ราคาสินค้าปรับขึ้นเร็วกว่าต้นทุนจริง
เสนอเปิดข้อมูลต้นทุน–สต๊อก สร้างแรงกดดันทางสังคม
ในเชิงปฏิบัติ วิฑูรย์ เสนอว่า หน่วยงานรัฐสามารถใช้เครื่องมือที่มีอยู่แล้ว เช่น ข้อมูลต้นทุนการผลิตและปริมาณสต๊อกสินค้า เพื่อสร้างความโปร่งใสและป้องกันการปรับราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุน
พร้อมทั้งยกตัวอย่างวิกฤตราคาอาหารโลกปี 2551 (2008) ซึ่งรัฐบาลในขณะนั้นเปิดเผยข้อมูลสต๊อกสินค้า เช่น ปุ๋ย อาหารสัตว์ และวัตถุดิบสำคัญ เพื่อให้สังคมตรวจสอบได้ว่าการปรับราคามีเหตุผลเพียงใด
“ถ้าสินค้ายังอยู่ในสต๊อกเดิมที่ต้นทุนยังไม่เพิ่ม การขึ้นราคาทันทีอาจไม่สมเหตุสมผล การเปิดข้อมูลจะช่วยสร้างแรงกดดันทางสังคมให้เกิดการกำกับดูแลโดยสาธารณะ”
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ
โครงสร้างตลาดกระจุกตัว ทำผู้บริโภคทางเลือกจำกัด
วิฑูรย์ ยังชี้ว่า ปัญหาสำคัญคือโครงสร้างตลาดอาหารไทยมีการกระจุกตัวสูงในหลายสินค้า โดยเฉพาะเนื้อสัตว์และไข่ ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกจำกัด
ข้อมูลตลาดสะท้อนว่า ผู้ผลิตรายใหญ่มีสัดส่วนสูง ขณะที่ผู้ผลิตรายย่อยมีส่วนแบ่งค่อนข้างต่ำ เช่น ผู้ผลิตสุกรรายย่อยมีสัดส่วนเพียงประมาณ 10% ของตลาดทั้งหมด
“เวลามีคนบอกว่าสินค้าราคาถูกเพราะรายใหญ่ผลิตได้มีประสิทธิภาพ ต้องไม่ลืมว่าที่ราคาถูกส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ผู้ผลิตรายย่อยจำนวนมากออกจากตลาดไปแล้ว ทำให้โครงสร้างการแข่งขันลดลง”
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ
นอกจากนี้ ยังมีต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมที่ไม่ได้สะท้อนอยู่ในราคาสินค้า เช่น ผลกระทบจากการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร หรือการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งอาจทำให้ราคาที่เห็นไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
เสนอเปิดพื้นที่ขายตรง เพิ่มทางเลือกผู้บริโภคช่วงวิกฤต
จึงเสนอว่า มาตรการเชิงโครงสร้างที่รัฐสามารถดำเนินการได้ทันที คือ การเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรและผู้ผลิตรายย่อยเข้าถึงตลาดโดยตรง เพื่อลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานขนาดใหญ่
โดยยกตัวอย่างช่วงวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ที่มีการเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำสินค้า เช่น ไข่ไก่ จากต่างจังหวัดเข้ามาจำหน่ายโดยตรงในเมือง ช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนและลดแรงกดดันด้านราคา
แนวทางดังกล่าวแตกต่างจากโครงการจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดบางรูปแบบ ที่อาจยังคงพึ่งพาสินค้าจากผู้ผลิตรายใหญ่เป็นหลัก
“การเปิดพื้นที่ให้รายย่อยเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง จะช่วยเพิ่มทางเลือกด้านราคา และช่วยให้ระบบอาหารมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในช่วงวิกฤต”
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ
คาดอาหารไม่ขาด แต่ราคา “เนื้อสัตว์-น้ำมันพืช” เสี่ยงปรับขึ้น
วิฑูรย์ ยังประเมินว่า วิกฤตตะวันออกกลางไม่น่าทำให้ประเทศไทยขาดแคลนอาหาร เนื่องจากไทยยังมีศักยภาพการผลิตสูง โดยเฉพาะข้าวที่มีปริมาณเพียงพอและยังมีส่วนเกินเพื่อการส่งออก
อย่างไรก็ตาม สินค้าที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบด้านราคามาก ได้แก่
- เนื้อสัตว์
- ไข่
- น้ำมันพืช เช่น น้ำมันปาล์ม
- สินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนพลังงานและอาหารสัตว์
ปัจจัยสำคัญคือราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อทั้งต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ การขนส่ง และการแปรรูปอาหาร
ผลกระทบอาจยืดเยื้อ แม้สถานการณ์คลี่คลาย
เลขาธิการ BIOTHAI ทิ้งท้ายว่า แม้ความขัดแย้งจะคลี่คลายในระยะสั้น แต่ผลกระทบด้านราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตอาจต่อเนื่องอีกระยะหนึ่ง
“ต่อให้สถานการณ์หยุดทันที ระบบพลังงานและห่วงโซ่อุปทานต้องใช้เวลาอย่างน้อยหลายเดือนกว่าจะปรับตัวกลับสู่ภาวะปกติ”
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ
จึงย้ำว่า วิกฤตครั้งนี้สะท้อนความจำเป็นที่ไทยต้องปรับโครงสร้างระบบอาหารให้มีความหลากหลายและยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกในอนาคต
