แนะใช้วิกฤต สร้างโอกาสปรับโครงสร้างพลังงาน เปลี่ยนกำไรมหาศาลเป็นรัฐสวัสดิการเพื่อรับมือวิกฤตต่างๆ ที่จะเข้ามากระทบเพิ่ม
วันนี้ ( 29 มี.ค.69 ) นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ผู้อำนวยการเครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียม และเป็นธรรม ( We fair ) กล่าวถึงสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน โดยแสดงความกังวลถึงผลกระทบความยากจนที่จะสูงขึ้น เพราะเรื่องราคาน้ำมันที่พุ่งตัวสูงขึ้นในปัจจุบันไม่ใช่แค่วิกฤตตัวพลังงานโลก แต่คือวิกฤตค่าครองชีพที่ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยอีกครั้ง เป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตอยู่ ซึ่งถ้าย้อนไปช่วงโควิด ชัดเจนที่สุดคือวิกฤตความเหลื่อมล้ำยังคงดำรงอยู่ในสังคมไทยและวิกฤตความเปราะบางประชากรกลุ่มเฉพาะต่างๆทั้งคนยากจน คนพิการ แรงงาน ทำให้โอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไม่เท่ากัน
ดังนั้นพอราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นในลักษณะที่เป็นเหมือนผลกระทบทับซ้อนทางเศรษฐกิจ เพราะการที่น้ำมันปรับขึ้นทีเดียว 6 บาท ทำให้ต้นทุนชีวิตคนไทยเพิ่มขึ้นและราคาพลังงานซึ่งเป็นต้นทุนพื้นฐานขยับตัวก็ส่งผลโดยตรงต่อดัชนีราคาอาหารและค่าอุปโภคบริโภคต่างๆ ในขณะที่ต้นทุนค่าขนส่งและแก๊สหุงต้มมันปรับเพิ่มขึ้น แต่ค่าจ้างขั้นต่ำที่แท้จริงก็ยังคงเดิม
“เราคำนวณถึงค่าใช้จ่ายพื้นฐาน ค่าอาหาร 3 มื้อ / วันถ้าสมมติว่าเรายังมีสถานการณ์เช่นนี้อยู่ ต่อไปค่าอาหารก็จะมีการปรับสูงขึ้นจาก 50 บาท อาจเป็น 70 บาท รวมต้นทุนค่าสัญจรค่าเดินทางต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น ประมาณ 50-60 บาทต่อวัน มันก็ทำให้ต้นทุนพื้นฐาน มากกว่า 300 บาทแล้ว ทำให้มันเป็นภาวะที่ความยากจนแฝงในกลุ่มผู้มีงานทำ คือถ้าเรามีรายได้ขั้นต่ำ 400 บาท ตรงนี้น่ากังวลมาก เพราะเราจะมีเงินไม่ถึง 100 บาทสำหรับค่าเช่าห้อง ค่าน้ำ ค่าไฟ ตอนนี้ยังดีที่ปิดเทอมอยู่ ถ้าหากยืดเยื้อถึงเปิดเทอมจะเป็นภาระที่หนักมาก ” นิติรัตน์ กล่าว
ชี้ 7 มาตรการแก้วิกฤตพลังงานรัฐยังไม่ตอบโจทย์ หวั่นซ้ำ คนเกือบจน กลายเป็นคนจนเพิ่มสูงขึ้น

ผู้อำนวยการ We Fair ให้ข้อมูลสถานการณ์ตัวเลขความยากจน ซึ่งเป็นตัวเลขน่าตกใจ โดยข้อมูลสภาพัฒน์ ระบุว่า คนจนสะสมล่าสุดพุ่งสูงถึงประมาณ 3,430,000คน นี่ก็คือกลุ่มคนที่เรียกว่าอาจจะล้มละลายทางรายได้ไปแล้ว คือ มีรายได้ต่ำกว่า 3,078 บาทต่อเดือน ซึ่งตัวเลขเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วประมาณ 1,000,000 คน ทีนี้ในกลุ่มคนเหล่านี้มีกลุ่มคนประมาณ 900,000 คนที่พยายามประคับประคองตัวเองอยู่ในเส้นความยากจน
“ผมคิดว่า เมื่อมาเจอน้ำมันปรับเพิ่มลิตรละ 6 บาท หรือสถานการณ์สงครามที่มีอยู่ คนกลุ่มนี้จะถูกผลักตกลงไปอีก ไปอยู่ในเส้นความยากจน ในขณะที่ตอนนี้เขาอยู่ในเส้นคนเกือบจน อย่างไรก็ตามผมคิดว่าตัวเลขคน 3,000,000 คน เป็นเพียงตัวชี้วัดปลายทาง แต่ปัญหาที่แท้จริงคิดว่ามันเกิดจากความอ่อนแอทางนโยบาย หรือว่าเกิดจากการที่เราไม่มีโครงสร้างตาข่ายรองรับทางสังคม ประชาชนถูกบอกให้ประหยัดแต่บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่กลับกำไรเป็นหลายแสนล้าน นี่คือความล้มเหลวในการจัดสรรทรัพยากร ” นิติรัตน์ กล่าว
และการกำกับดูแลของรัฐก็ทำให้ภาระตกอยู่ที่ประชาชน โครงสร้างราคาไม่เป็นธรรม ค่าการตลาดที่สูง การบริหารจัดการก็ยังเอื้อต่อภาคอุตสาหกรรมมากกว่าภาคปากท้องครัวเรือน กำไรที่กระจุกตัวอยู่ในทุนพลังงาน แต่ความทุกข์ของประชาชนกระจายอยู่ไปทั่ว นี่คือความจริงที่คิดว่ามันซ้ำเติมคนจนและประชากรกลุ่มเฉพาะต่างๆ มากที่สุดในช่วงสถานการณ์ปัจจุบัน
7 มาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาของรัฐบาลที่ออกมา เหมือนอยากให้เห็นว่า พูดแล้วทำ แต่มันยังเป็นสิ่งที่ทำแต่ไม่ตรงจุด สิ่งที่เคยพูดก็ยังไม่สะท้อนการแก้ไขปัญหาในการมองปัญหาเชิงโครงสร้าง
“ เราจะเห็นได้ว่าพลัสทั้งหลายของรัฐบาล จะเป็นเหมือนกับมาตรการประคับประคองระยะสั้น เป็นมาตรการเหมือนกับประทังชีวิตแค่ชั่วคราว เป็นการปะผุเฉพาะหน้า ขาดมิติการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพราะไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอปัญหาและวิกฤตครั้งนี้ เหมือนเป็นมะเร็งร้าย แต่กลับใช้ยาพารามารักษา ” นิติรัตน์ กล่าว
เข้าใจว่าปัญหามาจากปัจจัยภายนอกอย่างสงคราม จะกดดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น แต่มันสะท้อนโครงสร้างบ้านเรา และสะท้อนการบริหาร อย่าง การเติมเงิน 100 บาทในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาเลย เพราะการแก้ไขปัญหาแบบนี้ เป็นการแก้ไขปัญหาที่เป็นเงินโอนตามสถานการณ์ แล้วขอโทษนะเหมือนเศษเงินที่ไม่ได้ช่วยให้ใครหลุดพ้นจากสถานการณ์ได้เลยไม่มีนัยยะสำคัญในการที่จะทำให้เกิดความยั่งยืนคือต้องถามว่า ได้เงิน 100 บาท ซื้อข้าวแกงได้กี่จานแถมให้เดือนเดียว ทั้งทั้งที่ของแพงมันแพงมาทั้งปี และแพงทุกวัน แพงต่อเนื่อง และจะแพงมากขึ้นด้วย อันนี้ก็เลยคิดว่ามันเป็นการแก้ไขปัญหาที่ขอไปที เหมือนพูดแล้วทำ แต่มันไม่ได้ทำตามที่ประชาชนอยากจะเห็น
หรือกรณีการที่บอกว่าอาจจะมีการลดภาษีสรรพสามิตจริงๆ แล้วในเรื่องของการลดภาษีสรรพสามิต อาจจะทำให้ราคาลดลงทันที แต่สิ่งนี้มีภาพสะท้อนที่เป็นจุดที่น่าพิจารณาเหมือนกัน เพราะว่าเวลาเราดูการลดภาษี คล้ายๆกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นภาษีระบบถดถอย ก็คือว่าผู้บริโภคพลังงาน ที่มีการเข้าถึงการบริโภคสูง คือมีเงินเยอะ หรือกลุ่มผู้มีฐานะได้รับประโยชน์แต่ไม่เต็มใจ คือจะเป็นคนที่มีรายได้มากกว่า
“ คือเปรียบคนมีรถเหมือนกัน แต่ระหว่างรถเบนซ์กับรถมอเตอร์ไซค์ แล้วคนที่จะได้ลดในสัดส่วนมากกว่า ก็จะเป็นรถเบนซ์รถหรูคันใหญ่ เพราะได้รับส่วนลดในเม็ดเงินเหล่านี้มากกว่าแน่นอน และรัฐจะสูญเสียรายได้ในส่วนนี้หลายพันล้าน และเงินก้อนนี้ก็จะหายไปจากระบบในการดูแลคุณภาพชีวิตประชาชนโดยตรง อันนี้เหมือนเอาภาษีคนทั้งประเทศไปอุดหนุน คนที่มีฐานะให้เติมน้ำมันถูกลงหรือไม่ อันนี้ต้องถาม ” นิติรัตน์ กล่าว
หรืออย่างกรณีที่จะช่วยกลุ่มธุรกิจ SME ผมคิดว่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ SME ต้องการกำลังซื้อจากประชาชน แต่ประชาชนไม่มีกำลังซื้อ การขยายสินเชื่อก็เป็นการเพิ่มภาระหนี้สินของ SME มากกว่า เพราะฉะนั้นตรงนี้มันจึงเหมือนกับว่าในแง่นี้เป็นการแก้ปัญหาไม่ถูกจุด ต้องย้ำว่าเหมือนเป็นสถานการณ์มะเร็ง แต่กลับเอาพารามาแก้โรคมะเร็งร้าย อันนี้ก็เลยคิดว่าในตัวมาตรการที่เกิดขึ้นของภาครัฐยังไม่ตอบโจทย์
แนะใช้โอกาสปรับโครงสร้างพลังงาน เปลี่ยนกำลังมหาศาลเป็นรัฐสวัสดิการรับมือวิกฤตต่างๆ ที่จะเข้ามากระทบเพิ่ม
ผู้อำนวยการ We Fair ชี้ว่า เรื่องสำคัญคือการไม่มองปัญหาแบบแยกส่วน และการที่จะต้องมองการปฏิรูปเชิงระบบไม่ใช่การแจกเงินประทังชีวิต 100 บาทจาก 300 เป็น 400 หรือว่าในกรณีที่เป็นเหมือนแบบการกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างกรณีเงินที่รัฐบาลจะออกมาให้ คนละครึ่งพลัสต่างๆ อันนี้เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจชั่วคราวคงต้องหันมามองเรื่องการปฏิรูปเชิงโครงสร้างทั้งโครงสร้างพลังงานและโครงสร้างสวัสดิการ
ซึ่งเราเห็นว่าในระยะเร่งด่วน ก็จะมี 4 ประเด็น ทั้งในระยะสั้น และในระยะยาวด้วย โดยเรื่องที่สามารถทำได้เลย คือมาตรการทางภาษี ภาษีลาภลอยควรจะต้องนำมาใช้ เพราะว่าการจัดเก็บภาษีจากกำไรส่วนเกินมหาศาลของบริษัทพลังงานในช่วงวิกฤตอาจจะนำมาเป็นตัวที่สร้างกองทุนเพื่อรักษาเสถียรภาพค่าครองชีพของประชาชนแทนการสร้างหนี้สาธารณะผ่านกองทุนน้ำมันอันนี้คิดว่า น่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง
2.จากการสำรวจสภาพปัญหาของประชาชนต่างๆ พบว่าเรื่องสำคัญ คือสวัสดิการเรื่องขนส่งสาธารณะ ตอนนี้เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น การเดินทางก็มีราคาสูงขึ้นทีนี้เราจะทำอย่างไรให้การแปลงงบประมาณที่ใช้อุดหนุนหน้าปั๊มแบบสะเปะสะปะทั่วไป มาลงทุนในระบบขนส่งมวลชนให้ครอบคลุม เข้าถึงง่าย ลดความจำเป็นในการใช้น้ำมันส่วนบุคคล อันนี้คิดว่าอาจจะต้องเป็นมาตรการในระยะสั้น ในระยะกลางด้วย ในการอุดหนุนเงินในการเดินทาง หรือการปรับปรุงตัวของการขนส่งสาธารณะต่างๆ
3.เรื่องทรัพยากรก๊าซธรรมชาติต่างๆ คงจะต้องมีการรื้อโครงสร้างราคากลาง เท่าที่ทราบคือว่าก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเราคิดว่ามันยังมีความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นคิดว่าจะต้องถูกจัดสรรให้ภาคครัวเรือน และการผลิตไฟฟ้าลำดับแรกก่อน เพื่อคุมราคาค่าไฟให้ต่ำลง ไม่ใช่ปล่อยให้กลุ่มไปใช้ในอุตสาหกรรมก่อน จนประชาชนต้องแบกรับในราคาต่างๆ เหล่านี้
4.ต้องมีการพูดคุยกันถึงเรื่องการสนับสนุนตัวสวัสดิการพลังงานสะอาดในระดับครัวเรือน คงจะต้องทำจริงจังให้ทุกครัวเรือนติดตั้งโซลาร์เซลล์เป็นโครงสร้างพื้นฐาน แล้วปรับปรุงกฎหมายให้ประชาชนคือให้เปลี่ยนสถานะของประชาชนจากผู้บริโภคที่แบกรับภาระ เป็นผู้ผลิตที่มีรายได้ สามารถสร้างรายได้จากพลังงานสะอาด ในส่วนนี้ก็จะทำให้ตัวของวิกฤตทางรายได้ที่เกิดขึ้นลดลง
ส่วนระยะยาวมี 2 ประเด็น
1.รัฐบาลควรจะมีนโยบายในการคุ้มครองทางสังคมเพื่อสร้างหลักประกันรายได้ให้กับประชาชนกลุ่มเฉพาะต่างๆ คือจริงๆเราก็ใช้สิทธิ์สวัสดิการแบบถ้วนหน้าอย่างเรื่องของการแจกเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็ให้เป็นระบบแบบถ้วนหน้า เพราะตอนนี้เด็กก็เข้าไม่ถึงเงินอุดหนุนหลายแสนคน สตรีมีครรภ์ก็เข้าไม่ถึงก็ไม่มีเงินส่วนนี้ และผู้สูงอายุก็เช่นเดียวกัน ดังนั้นเพื่อให้ทุกครอบครัว ถ้าเรามีการปฏิรูปโครงสร้างสวัสดิการส่วนนี้ ทุกครอบครัวก็จะมีฐานที่มั่นในการรองรับแรงกระแทกตัววิกฤตต่างๆไม่ว่าน้ำมันแพงหรือกรณีของโรคระบาด
2.การสร้างอธิปไตยทางพลังงาน ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมาพูดคุยกันอย่างจริงจัง ในกรณีที่เราจะสร้างอธิปไตยพลังงานเพื่อสวัสดิการ ต้องนิยามน้ำมันและไฟฟ้าจากสินค้าทำกำไร มาเป็นความมั่นคงพื้นฐานของประชาชนหรือไม่ การปรับบทบาทของปตท.และ กฟผ.ให้เป็นรัฐวิสาหกิจที่มุ่งในเรื่องสวัสดิการสังคมอาจจะต้องมีการมาพูดคุยเรื่องนี้อย่างจริงจัง คิดว่ารัฐบาลเองก็ต้องมีความกล้าหาญทางการเมืองในการที่จะจัดสรรทรัพยากรในส่วนนี้ ให้เป็นสมบัติส่วนรวม ก็จะทำให้ผลกำไรแสนล้านทางด้านพลังงาน ถูกปรับมาเป็นสวัสดิการในการลดค่าครองชีพให้กับประชาชน
