นักวิชาการ ชี้ รัฐกู้เงินหวังรับมือวิกฤตพลังงาน-เปลี่ยนพลังงานสะอาด-บรรเทาภาระค่าครองชีพ แค่ “ปั๊มหัวใจ” เศรษฐกิจให้ฟื้นชั่วคราว ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างประเทศ หวั่นกลับไปเผชิญปัญหาแบบเดิม แนะรื้อโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ ไฟฟ้า-น้ำมัน กระตุ้นการเติบโตธุรกิจพลังงานสะอาด
กรณีรัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ซึ่งประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค. 2569 โดยแบ่งกรอบการใช้เงินออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ วงเงิน 200,000 ล้านบาท สำหรับเยียวยาและบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน และอีก 200,000 ล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลสู่พลังงานสะอาด
รศ.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ผ่าน จับตาสถานการณ์ Thai PBS ว่า เงินกู้ที่รัฐบาลเตรียมนำไปใช้ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน อาจช่วยได้เพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะแนวทางที่รัฐบาลวางไว้มีลักษณะคล้ายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่าการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ทั้งนี้หากอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบจริง ใครจะได้รับประโยชน์มากที่สุดในห่วงโซ่พลังงานไทย ระหว่างผู้ผลิตไฟฟ้า ภาคเอกชน หรือประชาชน ขณะที่โครงสร้างพลังงานของประเทศยังคงเป็นแบบเดิม

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ประชาชนอาจได้ประโยชน์บางส่วน แต่การติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือน ก็ยังเป็นเรื่องที่ยากภายใต้สภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ดังนั้น หากต้องการให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานเกิดขึ้นจริง รัฐบาลจำเป็นต้องปรับโครงสร้างทั้งระบบน้ำมันและไฟฟ้าไปพร้อมกัน
ยกตัวอย่าง อินโดนีเซีย ที่ใช้น้ำมันดีเซลไบโอดีเซล B50 ทั้งประเทศ ถือเป็นเครื่องมือสร้างความมั่นคงทางพลังงาน แตกต่างจากไทยที่ใช้ไบโอดีเซลในลักษณะเฉพาะกิจ เช่น ช่วงที่ต้องการพยุงราคาปาล์มหรือบรรเทาราคาน้ำมันแพง
นอกจากนี้ ระบบไฟฟ้าของไทยยังมีลักษณะผูกขาด ไม่เปิดเสรี ต่อให้เติมเงินเข้าไปอีก 200,000 ล้านบาท ค่าไฟก็อาจไม่ลดลง เพราะประชาชนยังต้องจ่ายทั้งค่าไฟตามจริงและภาระต้นทุนส่วนเกินในระบบ หากไม่รื้อโครงสร้างไฟฟ้า ดังนั้นการใช้เงินก้อนนี้ก็อาจเป็นเพียงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเท่านั้น

นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จึงเสนอว่า รัฐบาลควรเร่งปรับโครงสร้างค่าไฟ เหมือนกับประเทศเวียดนาม ที่เปิดตลาดพลังงานเสรี ทำให้ผู้ผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์สามารถขายตรงถึงผู้ใช้ไฟได้ ส่งผลให้ราคาค่าไฟลดลง และกระตุ้นการเติบโตของธุรกิจพลังงานสะอาด
ขณะเดียวกัน ค่าไฟยังเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเวียดนามเป็นตัวอย่างของประเทศที่ได้รับเม็ดเงินลงทุนจำนวนมากจากต้นทุนพลังงานที่ต่ำ ขณะที่ไทยยังเผชิญข้อจำกัดจากโครงสร้างเดิม สะท้อนได้จากการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ต่ำสุดในอาเซียนต่อเนื่องมานานกว่า 10 ปี
รศ.อัทธ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศไทยมีแผนเปลี่ยนผ่านพลังงานอยู่แล้วผ่านหน่วยงานต่าง ๆ และยังใช้งบประมาณประจำปี หากไปเร่งแผนทั้งเดิมหมดนี้ให้เร็วขึ้นอาจจะมีประสิทธิภาพมากกว่าการกู้เงิน
ส่วนวงเงินอีก 200,000 ล้านบาท ที่คาดว่าจะนำไปใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัสนั้น รศ.อัทธ์ ก็มองว่า อาจผลักดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้น เพราะเป็นมาตรการกระตุ้นการบริโภค ทำให้ความต้องการสินค้าเพิ่มและดันราคาสินค้าสูงขึ้นตามมา
อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลต้องการให้เกิดผลเชิงบวกทางเศรษฐกิจมากขึ้น ควรออกแบบมาตรการให้เม็ดเงินไหลไปถึงกลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็ก โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอีและสินค้าท้องถิ่นในต่างจังหวัด เพื่อให้เกิดแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง
“เงินกู้ 400,000 ล้านบาท อาจช่วยปั๊มหัวใจเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวได้ชั่วคราว ราว 4 – 5 เดือน ผ่านการกระตุ้นการใช้จ่ายและการผลิต แต่หากไม่มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งหมด สุดท้ายเศรษฐกิจก็จะกลับสู่ภาวะเดิม”
รศ.อัทธ์ พิศาลวานิช

ขณะเดียวกัน การกู้เงินครั้งนี้ถือเป็นการใช้เงินก้อนสุดท้ายของรัฐบาล ภายใต้กรอบเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) หากรัฐบาลต้องการกู้เพิ่มในอนาคต ก็ต้องขยับเพดานหนี้ให้สูงขึ้น
ดังนั้น รัฐบาลจึงควรใช้วงเงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งท้ายที่สุดจะกลายเป็นภาระของประชาชน ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตรงเป้าหมาย และตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศให้มากที่สุด
“มันวิกฤตจริงหรือเปล่า เอาง่าย ๆ คือ ในปี 40 วิกฤตต้มยํากุ้งเศรษฐกิจไทยติดลบ 7% โควิด-19 ติดลบ 6% ช่วงวิกฤตทางการเงิน 2008 ติดลบ 1% ปี 2569 ปัจจุบันเนี่ยยังไม่มีสํานักไหนทั้งไทยและต่างประเทศบอกว่าเศรษฐกิจไทยจะติดลบ เพียงแค่โตต่ำ อันนี้ก็เป็นข้อคิดสําหรับรัฐบาล แล้วก็ประชาชนชาวไทย ที่จะรับทราบว่าข้อเท็จจริงคืออะไร”
รศ.อัทธ์ พิศาลวานิช
