เครือข่ายประมงพื้นบ้าน 5 จังหวัดภาคใต้ ประกาศไม่เอาแลนด์บริดจ์  

ชี้ไม่ใช่แค่กระทบทรัพยากรทางทะเล ระนอง-ชุมพร แต่กระทบทั้งอ่าวไทย และความยั่งยืนต่อแผนการจัดทำเขตคุ้มครองทางทะเลโดยชุมชน ประกาศพร้อมร่วมขบวนใหญ่เคลื่อนไหวคัดค้าน หากรัฐบาลใส่เกียร์เดินหน้าโครงการนี้

4 พ.ค.69 เวทีโครงการแผนงานร่วมทุนสนับสนุนสร้างสุขภาวะ ในพื้นที่ชุมชนประมงพื้นบ้าน 5 จังหวัดชายฝั่งทะเล ที่จัดขึ้นที่ มหาวิทยาลัยทักษิณ

เครือข่ายประมงพื้นบ้าน 5 จังหวัดภาคใต้ ร่วมกันแถลงไม่เอาโครงการแลนด์บริดจ์ระนอง-ชุมพร หลังตัวแทนรัฐบาลตบเท้า ประกาศเดินหน้าโครงการนี้ 

วิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ The Active ว่า ย้อนกลับไปในการประชุมสมัชชาประมงพื้นบ้าน เมื่อปี 2567 ที่ จ.ระนอง ตอนนั้นสมาคมสมาพันธ์ประมงพื้นบ้านจัดประชุม และสมาชิกได้ยกประเด็นนี้ขึ้นมาหารือว่าจะมีผลกระทบต่อชาวประมง และทรัพยากรทางทะเลอย่างมาก ไม่ใช่แต่เฉพาะพื้นที่จังหวัดระนอง -ชุมพร และครั้งนั้นได้มีการยื่นหนังสือถึงรัฐบาลชุดที่แล้ว ว่าสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทยไม่เห็นด้วย แล้วก็มีการรณรงค์ที่ จ.ระนอง ซึ่งเป็นการรณรงค์รอบแรก

พอเปลี่ยนรัฐบาลแล้ว เรื่องนี้ก็ยังครุมเครือไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะเอายังไง จนมีการตั้งรัฐบาลใหม่ แล้วนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ออกมาประกาศชัดเจน จึงกลายเป็นกระแสคัดค้านมาอย่างต่อเนื่อง

และในเวทีโครงการแผนงานร่วมทุนสนับสนุนสร้างสุขภาวะ ในพื้นที่ชุมชนประมงพื้นบ้าน 5 จังหวัดชายฝั่งทะเลล่าสุด หนึ่งประเด็นสำคัญที่นำมาหารือ คือการจัดทำเขตคุ้มครองทางทะเลโดยชุมชน ซึ่งต่างเห็นว่ามันเป็นแนวโน้มที่ดีที่ควรจะกระจายการทำเขตคุ้มครองทางทะเลโดยชุมชน เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการจัดการทรัพยากรให้ยั่งยืน และมีผลต่อรายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่เมื่อยกปัญหาและอุปสรรค ต่างสะท้อนความกังวลจากการเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ที่จะมีการถมทะเล คำถามที่ตามมา อาจไม่ใช่แค่ประมงพื้นบ้าน ระนอง-ชุมพร จะเดินหน้าทำเขตคุ้มครองทางทะเลกันอย่างไร แต่การถมทะเลส่งผลกระทบวงกว้าง หมดทางทำมาหากินไปโดยสิ้นเชิง 

คือชาวประมงพื้นบ้าน เดิมมีปัญหาเรื่องการไม่มีที่ดินทำกินอยู่เป็นทุนเดิม เพราะการทำกินของต้องใช้ปัจจัยการผลิตคือทะเลเป็นปัจจัยหลัก เพราะว่าจะปลูกปลาบนดิน มันปลูกไม่ได้ ใส่ปุ๋ยให้ปลาโตไม่ได้ มันต้องอาศัยทะเลที่มันสมบูรณ์เท่านั้น และราคามูลค่าของสัตว์น้ำมันสูงกว่าผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆหลายเท่า การเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ระนอง-ชุมพร ไม่ได้ไม่เพียงส่งกระทบต่อทรัพยากรทางทะเลแค่ใน ระนอง-ชุมพร แต่จะกระทบทะเลทั้งอ่าวไทยก็เป็นได้ เพราะน้ำมันไม่ได้อยู่นิ่ง และเชื่อมโยงกัน  ”  วิโชคศักดิ์ กล่าว 

ทั้งนี้ เห็นว่ารัฐบาล ควรจะเดินหน้าข้อเสนอ ที่เครือข่ายประมงพื้นบ้านเสนอมาตลอด คือ ถ้ามองในแง่เศรษฐกิจ มีข้อเสนอชัดเจนว่า ควรจะมาทำงานเรื่องการทำประมงมูลค่าสูง แทนที่จะขายนโยบายส่งเสริมการขายปลาป่น ปลาเป็ดเป็นอาหารสัตว์ ก็ให้เปลี่ยนมาเป็นขายชนิดพันธุ์หลายชนิด เช่น ขายกุ้งแชบ๊วย ปลาทูปลาอินทรีย์ ตัวเต็มวัย มาหนุนเกษตรกรชาวประมงให้มาทำสินค้ามูลค่าสูงแบบนี้ จะส่งผลดีกว่าที่ไปขายปลาเป็ดอยู่เหมือนเดิม 

เพราะสถานการณ์ทั่วโลก รวมทั้งไทยตอนนี้ มีความตึงเครียดทางเศรษฐกิจ แล้วก็เรื่องสงครามอยู่ด้วย ต้นทุนก็สูง รัฐบาลควรมาส่งเสริมเศรษฐกิจมูลค่าสูงภาคการเกษตร โดยเฉพาะประมงพื้นบ้าน ที่เรามีปลาหรือสัตว์ทะเลหลายหลาย 3-400 ชนิด  แต่ว่าตอนนี้รัฐบาลทุกรัฐบาล กลับไม่มีการดำเนินงานเรื่องนี้อย่างชัดเจนจริงจัง มัวแต่ขายปลาเป็ด ขายอาหารสัตว์กันอยู่นั่นแหละ อันนี้ก็เป็นข้อเสนอที่ให้รัฐบาลควรทำ ซึ่งถ้าทำแบบนี้ได้ มันก็เพิ่มเม็ดเงินได้ในทางเศรษฐกิจ และเผลอๆเพิ่มได้เป็น 100 เท่า เพราะปลาเป็ดมันแค่กิโลกรัมละ 5 บาท แต่กุ้งแชบ๊วยโลละ 350 บาท ปลายทางมากถึงกิโลกรัมละ 800 บาท มาทำเรื่องนี้ไม่ดีกว่าหรือไง นี่ไม่ใช่การมองเศรษฐกิจรายย่อย แต่ว่านี่มันเป็นเศรษฐกิจมหภาคในภาพรวมได้ด้วย ” วิโชคศักดิ์  กล่าว 

อีกเรื่องที่ควรเร่งแก้ไข คือ การทำประมงขนาดเล็ก เรื่องน้ำมัน เป็นต้นทุนหลักนอกจากเครื่องมือประมง เนื่องจาก น้ำมันคือเงื่อนไขสำคัญ ที่ทำให้ประมงพื้นบ้านมีรายได้มากหรือรายได้ลดลงจากต้นทุนที่สูง แต่ตัวต้นทุนนี้ รัฐบาลก็ไม่เคยช่วย ตอกย้ำเหมือนเดิมว่าเรื่องน้ำมันก็วิกฤต จึงอยากให้รัฐบาลเร่งพิจารณาเรื่องนี้ 

ดังนั้นหากเรื่องเร่งด่วนที่ควรเดินหน้าแก้ไขปัญหาให้กับประมงพื้นบ้านไม่ทำ และรัฐบาลเลือกที่จะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร ที่ส่งผลกระทบต่อชาวประมง และผลกระทบต่อภาพรวมทรัพยากรสิ่งแวดล้อม อาชีพ วิถีชีวิตประชาชน เครือข่ายประมงพื้นบ้าน 5 จังหวัดภาคใต้ ประกาศพร้อมร่วมขบวนใหญ่เคลื่อนไหวคัดค้านเรื่องนี้อย่างแน่นอน 

“สิริพงษ์” ย้ำแลนด์บริดจ์ สร้างเศรษฐกิจ รายได้ อาชีพใหม่ให้คนไทย

ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระรวงคมนาคม กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตุเร่งพลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในนโยบายของรัฐบาลว่า สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์หรือโครงการคลองไทยที่ผ่านมา ได้มีการพูดคุยกันได้พูดคุยมาเป็นระยะเวลา 10 ปีแล้ว ดังนั้นคิดว่าการนำกลับมาพิจารณาในครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะมีการดูสถานการณ์โลกโดยรวม ทั้งสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หรือในหลายประเทศที่มีความพยายามที่จะเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบต่างๆ ประกอบกับการคาดการณ์ว่าช่องแคบมะละกา ประเทศมาเลเซียจะเต็มความจุในอีก 10 ปี ข้างหน้า

“ส่วนตัวคิดว่าจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะหยิบเรื่องนี้มาพูดในสถานการณ์โลกเช่นนี้ แต่หากไม่นำเรื่องนี้มาพิจารณาจะเป็นเรื่องที่แปลกมากกว่าว่าเราจะไปเอื้อให้ใครหรือไม่ ทั้งนี้สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์มีทั้งเสียงที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ดังนั้นรัฐบาลต้องทำข้อมูลให้ครบถ้วนและทำความเข้าใจกับประชาชนให้มากที่สุด เนื่องจากตัวเลขที่มีในตอนนี้จะสร้างเศรษฐกิจ รายได้ ศร้างงานสร้างอาชีพใหม่ให้คนไทยได้จำนวนมาก”

เมื่อถามว่า ความคุ้มทุนในด้านเศรษฐกิจแต่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ในเรื่องของการคุ้มทุนทางเศรษฐกิจ สำนักงานขนส่งทางราง (สนข.) ได้มีการศึกษาทั้ง อัตราผลตอบแทนภายในทางการเงิน ( FIRR) และ อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ( EIRR ) ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่น่าสนใจ โดยตัวเลข FIRR  อยู่ที่ประมาณร้อยละ 11 ส่วน EIRR อยู่ร้อยละ 8 ซึ่งทั้งหมด สนข. ได้จ้างที่ปรึกษาเอกชนเข้ามาร่วมศึกษาด้วย ซึ่งถือว่าเป็นบริษัทระดับโลก จากประเทศเนเธอแลนด์ ซึ่งจะเห็นได้ว่าความคุ้มค่าในการลงทุนไม่ใช่แค่รัฐบาลจะไปเชิญชวนต่างชาติมาลงทุนได้ แต่จะต้องประกอบด้วยภาคเอกชนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเดินเรือ ซึ่งก่อนหน้านี้ไทยได้เดินสายโรดโชว์มาแล้ว ซึ่งก็มีบริษทให้ความสนใจกว่า 400 บริษัท

ดังนั้นคิดว่าด้านเศรษฐกิจมีความคุ้มค่าและเป็นที่น่าสนใจต่อการลงทุนของภาคเอกชน ส่วนผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจะปฏิเสธไม่ได้เนื่องจากโครงการใหญ่ๆ ย่อมส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นระบบนิเวศน์หรือสิ่งมีชีวิต จึงต้องหามาตรการทำให้คนอยู่กับสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิต มีประโยชน์ร่วมกันอย่างสูงสุดเท่าที่คนในพื้นที่จะได้รับ

ส่วนการตั้งข้อสังเกตุว่าเงินทุนนับล้านล้านบาทสูงเกินที่จะมาดำเนินโครงการนี้นั้น นายสิริพงศ์ กล่าวว่า งบประมาณโครงการนี้ได้ประมาณการว่าการทำท่าเรือและระบบล้อ ราง ท่อ วงเงินอยู่ที่ประมาณกว่า 9 แสนล้านบาท ซึ่งจะไม่ใช่งบฯญ รัฐบาล แต่จะเป็นโครงการร่วมทุน PPP หลังจากนี้จะประเมินว่าจะใช้ PPP รูปแบบใด และย้ำว่าไทม์ไลน์การดำเนินโครงการจะเป็นไปตามที่ สนข. กำหนด อย่างเร็วการวางโครงสร้างพื้นฐานใน 2573 แต่อันดับแรกจะต้องมีการผ่านลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SECหลังจากนั้นก็จะมาดูเรื่องความพร้อม สภาพพื้นที่ ข้อกฎหมาย ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการเชิญชวนนักลงทุน

 โดยภายในปีนี้ร่างพ.ร.บ. SEC จะเข้าสู่ที่ประชุมสภาและเดินหน้าได้ ทั้งนี้นายสิริพงศ์ กล่าวทิ้งท้ายว่าจะเห็นว่าโครงการนี้ หากติดตามตั้งแต่ต้นจะเห็นว่าเงื่อนไขต่างๆ ได้ปรับเปลี่ยนมาเรื่อย เช่น เมื่อก่อนมีคำถามว่าจะให้เช่าพื้นที่ 99 ปี แต่ตอนนี้มีธงแล้วว่าจะเป็นการเช่าพื้นที่ 50 ปี เป็นต้น นั่นหมายความว่ารัฐบาลฟังเสียงประชาชน และฟังข้อท้วงติงจากประชาชนเช่นกัน ดังนั้นร่างพ.ร.บ. SEC ดังกล่าวหลักๆ มาจากการฟังข้อคิดเห็นจากประชาชนด้วย ซึ่งในเร็วๆ นี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจปราการ จะลงพื้นที่เพื่อไปรับฟังพูดคุย โดยมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นไม่ว่าจากกระทรวงคมนาคม หรือ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย 

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active