ส่องความเห็นโลกออนไลน์ หลัง สว.ติง สปสช.จัดลำดับความสำคัญงบฯ ท่ามกลางข้อจำกัด ขณะที่ นักการเมือง ภาคประชาชน เห็นต่าง ชี้ ระบบสาธารณสุขที่ดี ไม่ใช่แค่การรักษา แต่คือการสร้างสุขภาวะองค์รวม ให้ประชากรทุกกลุ่มเท่ากันไปพร้อมกันได้
จากกรณี นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา โพสต์ตั้งคำถามต่อ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่บรรจุบริการ “ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ” เป็นสิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทอง ใน 50 หน่วยบริการ โดยชี้ถึงความเหมาะสมของการใช้งบประมาณ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ระบบสาธารณสุขไทยยังเผชิญข้อจำกัดด้านทรัพยากรและงบประมาณ แม้จะยินดีกับคนข้ามเพศที่ได้รับสิทธิประโยชน์ใหม่ และไม่ได้ปฏิเสธว่ากลุ่มดังกล่าวควรได้รับการดูแลด้านสุขภาพ
พร้อมชี้ว่า การข้ามเพศเป็นเรื่องส่วนตัวที่เข้าใจได้ แต่ยาฮอร์โมนข้ามเพศไม่ใช่ยาที่รักษาโรคที่คุกคามชีวิต พูดให้เข้าใจง่ายที่สุด คือ
“ไม่ให้ฟรีก็ไม่ตาย”
สืบเนื่องจากโพสต์ดังกล่าว ได้มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก ทั้งเห็นด้วยกับการตั้งข้อสังเกตของ นพ.วีระพันธ์ เช่น
“ตั้งแต่เมษาปี 68 ผู้ป่วยโรคไตรายใหม่ ไม่สามารถใช้สิทธิ์บัตรทองฟอกเลือดได้ อยากให้รัฐบาลเอาฟอกเลือดกลับมา”
“เอางบฯ ส่วนนี้ไปช่วยผู้ป่วยที่เป็นโรคที่ขาดยาแล้วจะถึงแก่ชีวิตจะดีกว่ามั้ย”
“30 บาทรักษาทุกโรค เป็นการประกันสุขภาพ ใช้งบประมาณเพื่อคนป่วย แล้วคนข้ามเพศเป็นโรคอะไร”
ขณะที่ความเห็นอีกด้าน ซึ่งมีนักการเมือง และภาคประชาสังคมที่ขับเคลื่อนด้านความเท่าเทียมทางเพศ ก็โพสต์ชี้แจงต่อประเด็นดังกล่าวด้วยเช่นกัน

ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ นักนโยบายสาธารณะ และอดีต สส.พรรคประชาชน ระบุว่า ถ้าเราใช้เกณฑ์ว่า “ไม่ให้ก็ไม่ตาย” เราจะตัดบริการสุขภาพจิต การป้องกันโรค การคุมกำเนิด การฟื้นฟูสมรรถภาพ และวัคซีนหลายตัวออกด้วยหรือไม่ ?
จากความเห็นของสมาชิกวุฒิสภา ที่ตั้งคำถามต่อการเพิ่มยาฮอร์โมนข้ามเพศเข้าสู่สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คิดว่ามีคำถามสำคัญที่ควรชวนกันคิดต่อ คือรัฐควรใช้หลักอะไรในการตัดสินใจลงทุนด้านสุขภาพ
เป็นเรื่องจริงที่งบประมาณมีจำกัด และรัฐต้องเลือกว่าจะใช้งบกับอะไร แต่ถ้าเกณฑ์คือ “สิ่งที่ไม่ให้แล้วไม่ตาย” ระบบสุขภาพของเราอาจต้องตัดบริการอีกจำนวนมากออกไป เพราะเป้าหมายของระบบสุขภาพไม่ได้มีแค่การรักษาชีวิต แต่รวมถึงการทำให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิต เรียน ทำงาน และมีศักยภาพได้อย่างเต็มที่
หากมองผ่านแนวคิด “ทุนมนุษย์ (Human Capital)” งบประมาณสุขภาพไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่าย แต่คือการลงทุน รัฐอาจจ่ายเงินวันนี้ แต่ลดต้นทุนในอนาคตได้ ทั้งค่าใช้จ่ายจากภาวะแทรกซ้อน ปัญหาสุขภาพจิต การหลุดออกจากระบบการศึกษา การว่างงาน และการสูญเสียศักยภาพทางเศรษฐกิจของประชาชน
ในกรณีของคนข้ามเพศ คำถามจึงไม่ควรเป็นเพียง “ให้ฟรีแล้วจะตายไหมถ้าไม่ได้” แต่ควรถามว่า หากรัฐออกแบบระบบบริการที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้ จะช่วยลดต้นทุนอะไรในอนาคตบ้าง เช่น ลดการใช้ฮอร์โมนที่ไม่ได้มาตรฐาน ลดภาวะแทรกซ้อน ลดปัญหาสุขภาพจิต เพิ่มการเข้าถึงระบบสุขภาพ และเพิ่มโอกาสในการเรียนและการทำงาน
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ การบำบัดด้วยฮอร์โมนไม่ใช่เรื่องเฉพาะของคนข้ามเพศอยู่แล้ว ระบบสุขภาพใช้ฮอร์โมนในการดูแลคนหลายกลุ่ม เช่น การรักษาภาวะฮอร์โมนผิดปกติ การใช้ฮอร์โมนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน การรักษาภาวะขาดฮอร์โมนในผู้ชาย การคุมกำเนิด การรักษาภาวะมีบุตรยาก และโรคในระบบต่อมไร้ท่อ สิ่งที่รัฐพิจารณาจึงไม่ใช่ว่าเป็น “ฮอร์โมน” หรือไม่ แต่คือมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และคุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่
“ท้ายที่สุด คำถามอาจไม่ใช่ว่า “ประเทศเรารวยพอหรือยัง” แต่คือ “เรากำลังออกแบบระบบสุขภาพแบบไหน” ระบบที่รอรักษาเมื่อคนป่วยหนักแล้ว หรือระบบที่ลงทุนตั้งแต่ต้นเพื่อลดต้นทุนในอนาคต เพราะสุขภาพไม่ใช่ต้นทุนที่สูญเปล่า แต่คือการลงทุนในมนุษย์ และมนุษย์คือทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของประเทศ”
ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์

สอดคล้องกับ เบสท์ วงศ์ไพโรจน์กุล รองเลขาธิการและรองโฆษกพรรคไทยสร้างไทย ระบุ ไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวของ นพ.วีระพันธ์ ในทำนองว่า “ไม่ให้ฟรีก็ไม่ตาย” เพื่อโจมตีนโยบายการรักษาด้วยฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศ
เพราะไม่ใช่เรื่องของความเห็นส่วนตัว แต่เป็นเรื่องของข้อเท็จจริงทางการแพทย์ ภาวะ Gender Dysphoria ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก และองค์กรวิชาชีพทางการแพทย์ระดับสากลยืนยันว่าการบำบัดด้วยฮอร์โมนเป็นการรักษาที่มีความจำเป็นทางการแพทย์สำหรับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยอย่างเหมาะสม
“การพูดว่า ไม่ตาย อาจเป็นเรื่องง่ายสำหรับคนที่ไม่เคยต้องเผชิญกับความทุกข์ทางจิตใจจากภาวะดังกล่าว แต่ในโลกความจริง ความทุกข์เหล่านี้นำไปสู่ภาวะซึมเศร้า การทำร้ายตัวเอง และการสูญเสียชีวิตได้จริง ยิ่งไปกว่านั้น งบประมาณที่ถูกโจมตีมีเพียง 145 ล้านบาทต่อปี ดูแลคนประมาณ 20,000 คน หรือเฉลี่ยเพียง 610 บาทต่อเดือนต่อคน คิดเป็นเศษเสี้ยวของงบประมาณสาธารณสุขทั้งประเทศ จึงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า เหตุใดบางคนจึงเลือกหยิบงบประมาณเพียงเท่านี้ขึ้นมาโจมตี ขณะที่ปัญหาการรั่วไหล ความไม่มีประสิทธิภาพ และความสูญเสียในระบบสาธารณสุข ที่มีมูลค่ามหาศาลกว่าหลายร้อยหลายพันเท่า กลับไม่ถูกพูดถึงด้วยความจริงจังเท่าที่ควร”
เบสท์ วงศ์ไพโรจน์กุล
สังคมต้องตัดสินใจว่า เราจะสร้างระบบสาธารณสุขบนพื้นฐานของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือจะปล่อยให้อคติเป็นตัวกำหนดว่าใครสมควรได้รับการรักษา ส่วนตัวมองว่า ประชาชนทุกคนควรได้รับการดูแลตามความจำเป็นทางการแพทย์ของตน ไม่ใช่ถูกตัดสิทธิ์เพียงเพราะคนบางกลุ่มมองว่าชีวิตของพวกเขา “ไม่สำคัญพอ” ไม่มีใครควรถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และไม่มีใครควรถูกทำให้เป็นเป้าโจมตีทางการเมืองเพียงเพราะเขาแตกต่างจากคนส่วนใหญ่

ขณะที่ มัจฉา พรอินทร์ ผู้ก่อตั้งและประธานมูลนิธิสร้างสรรค์อนาคตเยาวชน โพสต์ระบุถึงความน่าผิดหวังที่สุดในถ้อยแถลงของ นพ.วีระพันธ์ ไม่ใช่การตั้งคำถามเรื่องงบประมาณต่อ สปสช. เพราะการตรวจสอบการใช้งบประมาณเป็นหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่ง สว. แต่คือกรอบความคิดที่ลดทอนความทุกข์ ความเสี่ยงทางสุขภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และ สิทธิของคนข้ามเพศในการเข้าถึงฮอร์โมน (gender affirming care)
เพราะตามหลักสิทธิมนุษยชน สุขภาพครอบคลุมทั้งกาย จิตใจ และสังคม ซึ่งการเข้าถึงฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพไม่ใช่เรื่องความงาม แต่เป็นบริการสุขภาพสากลที่มีความสำคัญต่อการลดภาวะซึมเศร้า ความทุกข์ทางจิตใจ รวมถึงป้องกันอันตรายจากการซื้อฮอร์โมนใช้เองโดยไม่มีแพทย์ดูแล
“การตั้งโจทย์ประหนึ่งว่าจะให้เลือก ว่าจะเอาผู้ป่วยมะเร็งหรือคนข้ามเพศนั้น เป็นการสร้างความขัดแย้งระหว่างคนชายขอบด้วยกันเอง ผู้ป่วยมะเร็งไม่ใช่ศัตรูของคนข้ามเพศ และคนข้ามเพศก็ไม่ใช่สาเหตุที่โรงพยาบาลขาดงบประมาณ”
มัจฉา พรอินทร์
พร้อมเสนอว่า หากระบบสาธารณสุขมีปัญหาด้านงบประมาณจริง หน้าที่ของ สว. คือผลักดันให้รัฐเพิ่มการลงทุนด้านสาธารณสุขและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่การชี้นิ้วให้ประชาชนกลุ่มหนึ่งต้องสละสิทธิของตนเพื่ออีกกลุ่มหนึ่ง การตั้งคำถามเรื่องการเข้าถึงฮอร์โมนอย่างปลอดภัยสำหรับคนข้ามเพศ น่ากังวลทั้งในฐานะแพทย์ และ สว. เพราะอาจทำให้สังคมเข้าใจผิดว่าคนข้ามเพศกำลังแย่งงบประมาณการรักษาจากกลุ่มอื่น ทั้งที่การเข้าถึงบริการสุขภาพเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของทุกคน
ในฐานะเฟมินิสต์และนักสิทธิมนุษยชน ยืนยันว่าร่างกายของทุกคนมีคุณค่าเท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง คนพิการ ผู้อยู่ร่วมกับ HIV คนข้ามเพศ หรือผู้ป่วยมะเร็ง ไม่ควรมีใครถูกนำมาเปรียบเทียบเพื่อจัดลำดับก่อนหลัง เพราะสังคมที่เป็นธรรมต้องมีหลักประกันว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
“หากหมอ ซึ่งเป็น สว. ยังมองว่าการเข้าถึงฮอร์โมนของคนข้ามเพศ ไม่ให้ฟรีก็ไม่ตาย ก็สมควรตั้งคำถามกลับว่า… เข้าใจเรื่องสิทธิในสุขภาพ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนข้ามเพศมากน้อยเพียงใด”
มัจฉา พรอินทร์
ทำความเข้าใจ “สุขภาวะ” ตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ
ฮอร์โมนเพื่อการข้ามเพศ…เกี่ยวข้องอย่างไร ?
หากพิจารณานิยามคำว่า “สุขภาวะ” ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ไม่ได้หมายถึงเพียงการไม่มีโรคหรือความพิการเท่านั้น แต่หมายถึงภาวะของมนุษย์ที่สมบูรณ์ใน 4 มิติ ได้แก่ กาย จิต ปัญญา และสังคม ซึ่งเชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมอย่างสมดุล
หลักการสำคัญของกฎหมายฉบับนี้จึงไม่ได้มองสุขภาพเพียงการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วยเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันปัจจัยคุกคาม การฟื้นฟูสุขภาพ และการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขอย่างเหมาะสมและมีศักดิ์ศรี

ณชเล บุญญาภิสมภาร ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาวะคนข้ามเพศ (คขพ.) ชี้ว่า หากใช้นิยามนี้มาอธิบายสุขภาพของคนข้ามเพศ จะเห็นได้ว่า สุขภาพของคนข้ามเพศไม่ได้แตกต่างจากสุขภาพของประชาชนกลุ่มอื่นในแง่ความเป็นมนุษย์ เพราะไม่ว่าจะเป็นเพศใด ทุกคนล้วนต้องการมีสุขภาพดี มีชีวิตที่ปลอดภัย มีความมั่นคงทางจิตใจ มีความสัมพันธ์ทางสังคมที่เกื้อกูล และสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี
สิ่งที่แตกต่าง คือ คนแต่ละกลุ่มมีความจำเป็นทางสุขภาพไม่เหมือนกัน ผู้ป่วยมะเร็งต้องการยามะเร็ง ผู้ป่วยไตต้องการระบบฟอกไต ผู้สูงอายุต้องการการดูแลระยะยาว ผู้หญิงตั้งครรภ์ต้องการบริการอนามัยแม่และเด็ก และคนข้ามเพศจำนวนหนึ่งต้องการบริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศสภาพที่ปลอดภัย อยู่ภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์ และไม่ถูกผลักให้ออกไปดูแลตัวเองตามลำพัง
ดังนั้น การเพิ่มฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพเข้าสู่สิทธิหลักประกันสุขภาพ ไม่ได้หมายความว่ารัฐให้ความสำคัญกับคนข้ามเพศมากกว่าผู้ป่วยกลุ่มอื่น และไม่ได้หมายความว่างบประมาณของผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ป่วยไต หรือผู้ป่วยเรื้อรังอื่น ๆ ถูกลดทอนลง แต่เป็นการขยายความเป็นธรรมของระบบสุขภาพให้ครอบคลุมประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกมองข้ามมาเป็นเวลานาน
ณชเล ยังระบุถึงคำถามว่า “สปสช.มีเงินพอไหม” เป็นคำถามที่สำคัญ และควรถูกถามต่อระบบสุขภาพโดยรวม แต่คำถามนี้ไม่ควรถูกใช้เพื่อทำให้สุขภาพของคนข้ามเพศดูเหมือนเป็นภาระส่วนเกินของประเทศ เพราะหากเรายอมรับว่าสุขภาพเป็นสิทธิของทุกคน เราก็ต้องยอมรับด้วยว่า คนข้ามเพศเป็นประชาชน เป็นผู้เสียภาษี เป็นแรงงาน เป็นนักเรียน นักศึกษา เป็นลูก เป็นพ่อแม่ เป็นคนทำงานในสังคม และมีสิทธิได้รับบริการสุขภาพที่จำเป็นเช่นเดียวกับคนอื่น
ในมุมมองด้านสาธารณสุขร่วมสมัย สุขภาพไม่ได้ถูกกำหนดโดยบริการทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่ถูกกำหนดโดย “ปัจจัยสังคมกำหนดสุขภาพ” (Social Determinants of Health) ด้วย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว การศึกษา รายได้ อาชีพ ที่อยู่อาศัย ความปลอดภัย การยอมรับทางสังคม การเข้าถึงข้อมูล และการไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อโอกาสที่คนคนหนึ่งจะมีสุขภาพดีหรือเจ็บป่วย
สำหรับคนข้ามเพศ ปัจจัยสังคมกำหนดสุขภาพเหล่านี้ทำงานอย่างชัดเจน หลายคนไม่ได้เจ็บป่วยเพราะเป็นคนข้ามเพศ แต่เจ็บป่วยจากการถูกตีตรา ถูกปฏิเสธจากครอบครัว ถูกกลั่นแกล้งในสถานศึกษา ถูกเลือกปฏิบัติในการทำงาน ถูกคุกคามในพื้นที่สาธารณะ และถูกทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่อเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของแต่ละคน แต่คือปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ทำให้คนข้ามเพศมีความเสี่ยงด้านสุขภาพสูงขึ้น
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า ความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ (Health Disparity) กล่าวคือ ประชาชนแต่ละกลุ่มไม่ได้เริ่มต้นจากจุดเดียวกัน และไม่ได้มีโอกาสเข้าถึงสุขภาพที่ดีอย่างเท่าเทียมกัน กลุ่มที่ถูกเลือกปฏิบัติ ถูกทำให้มองไม่เห็น หรือถูกผลักออกจากระบบ ย่อมมีโอกาสเจ็บป่วยมากกว่า เข้าถึงบริการช้ากว่า และได้รับผลกระทบจากระบบที่ไม่เข้าใจมากกว่า
เพราะฉะนั้น การจัดบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพจึงไม่ใช่การให้สิทธิพิเศษแก่คนข้ามเพศ แต่เป็นการลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพที่เกิดจากโครงสร้างสังคมและระบบบริการที่ไม่เคยออกแบบมาเพื่อทุกคนอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก อธิบายว่า บริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศสภาพ หรือ gender-affirming health care อาจรวมถึงการสนับสนุนทางสังคม จิตใจ พฤติกรรม และการแพทย์ เพื่อสนับสนุนและยืนยันอัตลักษณ์ทางเพศของบุคคล ซึ่งอาจรวมถึงการให้คำปรึกษา การใช้ฮอร์โมน และการผ่าตัดบางประเภท โดยหลักสำคัญคือการให้บริการแบบยึดผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง เคารพสิทธิ ไม่ตัดสิน และใช้ชื่อหรือสรรพนามที่บุคคลนั้นเลือกใช้
ในทางการแพทย์สากล สุขภาพของคนข้ามเพศไม่ได้ถูกมองว่าเป็นความผิดปกติทางจิต องค์การอนามัยโลกได้ปรับการจัดประเภทใน ICD-11 โดยย้าย “gender incongruence” ออกจากหมวดความผิดปกติทางจิตและพฤติกรรม ไปอยู่ในหมวดภาวะที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพทางเพศ เพื่อสะท้อนหลักฐานทางวิชาการร่วมสมัยว่า อัตลักษณ์ของคนข้ามเพศและผู้มีความหลากหลายทางเพศไม่ใช่โรคทางจิต แต่การคงหมวดนี้ไว้ในระบบจำแนกโรคมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้คนข้ามเพศเข้าถึงบริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศสภาพและการคุ้มครองด้านค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น
ในบริบทไทย งานวิจัยเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติในระบบสุขภาพพบว่า คนข้ามเพศจำนวนมากยังเผชิญอุปสรรคเมื่อเข้ารับบริการสุขภาพ ทั้งการไม่เคารพอัตลักษณ์ การใช้สรรพนามผิด หรือการปฏิเสธบริการ โดยงานวิจัยหนึ่งพบว่า ผู้เข้าร่วมที่เป็นคนข้ามเพศมากกว่าครึ่งเคยมีประสบการณ์ถูกเลือกปฏิบัติจากผู้ให้บริการสุขภาพ และผู้หญิงข้ามเพศมีแนวโน้มมากกว่าผู้ชายข้ามเพศในการซื้อฮอร์โมนหรือใช้บริการสุขภาพจากช่องทางที่ไม่เป็นทางการ เช่น ร้านขายยา อินเทอร์เน็ต หรือเครือข่ายนอกระบบบริการสุขภาพ
เชื่อแจกฮอร์โมน พาคนข้ามเพศเข้าสู่ระบบสุขภาพที่ปลอดภัย
ณชเล ยังย้ำว่า ข้อเท็จจริงนี้สำคัญมาก เพราะการที่คนข้ามเพศซื้อฮอร์โมนเองไม่ได้เกิดจากความไม่รับผิดชอบต่อสุขภาพ แต่เกิดจากระบบสุขภาพที่ยังไม่เป็นมิตร ไม่เข้าถึงง่าย หรือไม่สร้างความไว้วางใจมากพอ เมื่อไม่มีช่องทางที่ปลอดภัย ผู้คนจึงต้องพึ่งพาข้อมูลจากเพื่อน ร้านขายยา หรืออินเทอร์เน็ต ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการใช้ยาผิดขนาด ขาดการตรวจติดตามผลข้างเคียง และเกิดปัญหาสุขภาพในระยะยาว ในแง่นี้ การบรรจุฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพในสิทธิหลักประกันสุขภาพจึงไม่ใช่เพียงการ “แจกฮอร์โมน” แต่เป็นการพาคนข้ามเพศกลับเข้าสู่ระบบสุขภาพที่ปลอดภัย มีการตรวจเลือด มีการติดตามการทำงานของตับ ไต ระบบเผาผลาญ ระดับฮอร์โมน สุขภาพจิต และความเสี่ยงอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง การลงทุนในบริการเช่นนี้จึงเป็นการป้องกันปัญหาสุขภาพ ไม่ใช่การเพิ่มภาระโดยไม่จำเป็น
หากรัฐปล่อยให้คนข้ามเพศใช้ฮอร์โมนเองโดยไม่มีแพทย์ดูแล ความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นในอนาคตอาจกลายเป็นภาระต่อระบบสาธารณสุขมากกว่าเดิม แต่หากรัฐจัดบริการอย่างเหมาะสมตั้งแต่ต้นทาง ย่อมช่วยลดความเสี่ยง ลดภาวะแทรกซ้อน ลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว และทำให้คนข้ามเพศมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
อีกประเด็นหนึ่ง ประเทศไทยยังขาดระบบการเก็บข้อมูลและการประมาณการจำนวนคนข้ามเพศอย่างเป็นระบบ แม้ว่าจะมีข้อมูลจากกรมควบคุมโรคที่ประมาณจำนวนหญิงข้ามเพศไว้ที่ประมาณ 313,747 คน แต่ตัวเลขดังกล่าวยังถูกตั้งคำถามว่าอาจต่ำกว่าความเป็นจริง และยังไม่สามารถสะท้อนความหลากหลายของประชากรคนข้ามเพศทั้งหมดได้
ข้อมูลทางการอีกส่วนหนึ่งที่มักถูกนำมาใช้เกี่ยวข้องกับจำนวนบุคคลที่มีเพศกำเนิดชายที่เข้าสู่กระบวนการเกณฑ์ทหาร แต่ข้อมูลประเภทนี้ก็ไม่สามารถเป็นภาพแทนจำนวนหญิงข้ามเพศทั้งหมดในประเทศไทยได้ เพราะไม่ได้ครอบคลุมคนที่ไม่เข้าสู่ระบบเกณฑ์ทหาร คนที่ไม่เปิดเผยอัตลักษณ์ คนที่อยู่นอกระบบข้อมูลรัฐ รวมถึงไม่ได้สะท้อนผู้ชายข้ามเพศ นอนไบนารี และคนข้ามเพศกลุ่มอื่น ๆ
จากการศึกษาของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า กลุ่มประชากร LGBTQ+ มีสัดส่วน 2.37% ของประชากรทั้งหมดจากการสำรวจเชิงประชากรศาสตร์ หากเทียบกับจำนวนประชากรประเทศไทยที่มีประมาณ 70–72 ล้านคน สะท้อนให้เห็นว่าประชากรหลากหลายทางเพศอาจมีจำนวนหลายล้านคน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นเพียงการประมาณจากพื้นที่ศึกษา และยังไม่มีการขยายผลในระดับประเทศอย่างเป็นระบบ
ช่องว่างด้านข้อมูลนี้ส่งผลโดยตรงต่อการกำหนดนโยบายและการจัดสรรทรัพยากร เนื่องจากรัฐยังไม่สามารถระบุขนาดและความต้องการของประชากรคนข้ามเพศได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะกลุ่มที่มักถูกมองไม่เห็นในระบบข้อมูล เช่น ผู้ชายข้ามเพศและนอนไบนารี การขาดข้อมูลเชิงโครงสร้างทำให้การออกแบบบริการสุขภาพและนโยบายสาธารณะยังไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายได้อย่างแท้จริง และอาจนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพในระยะยาว
ดังนั้น หากจะถกเถียงเรื่องงบประมาณอย่างจริงจัง เราต้องไม่ถกเถียงบนฐานของความรู้สึกว่า “คนกลุ่มนี้มีน้อย” หรือ “เรื่องนี้ไม่จำเป็น” แต่ต้องถกเถียงบนฐานของข้อมูล หลักฐาน และความเป็นธรรมทางสุขภาพ การไม่มีข้อมูลที่ดี ไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลในการละเลยคนข้ามเพศ แต่ควรเป็นเหตุผลให้รัฐเร่งพัฒนาระบบข้อมูลที่เคารพสิทธิ ความเป็นส่วนตัว และสะท้อนความหลากหลายของประชากรอย่างแท้จริง”
ณชเล ยอมรับว่า ระบบสาธารณสุขไทยยังมีปัญหาทรัพยากรจำกัด โรงพยาบาลหลายแห่งเผชิญภาระหนัก บุคลากรทางการแพทย์ทำงานเกินกำลัง ผู้ป่วยหลายกลุ่มยังต้องรอรับบริการ และงบประมาณด้านสุขภาพจำเป็นต้องได้รับการจัดสรรอย่างรอบคอบ แต่การแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ควรทำด้วยการนำความจำเป็นของประชาชนกลุ่มหนึ่งไปเปรียบเทียบกับความจำเป็นของประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง
“ผู้ป่วยมะเร็งควรได้รับยาที่จำเป็น ผู้ป่วยไตควรเข้าถึงการล้างไต ผู้สูงอายุควรได้รับการดูแลระยะยาว และคนข้ามเพศก็ควรเข้าถึงบริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศสภาพที่ปลอดภัยเช่นกัน สิทธิด้านสุขภาพไม่ควรถูกจัดวางเป็นการแข่งขันว่าใครควรได้รับก่อนหรือหลังบนฐานของอคติ แต่ควรถูกพิจารณาบนฐานของหลักฐาน ความจำเป็นทางสุขภาพ ความคุ้มค่า และความเป็นธรรม”
ณชเล บุญญาภิสมภาร
WHO ย้ำ กลุ่มหลากหลายทางเพศ เผชิญความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ
ชี้ แจกฮอร์โมน ช่วยลดช่องว่าง
ทั้งนี้ ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก ยังชี้ว่า กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศและเพศสภาพเผชิญความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพจากการตีตรา การเลือกปฏิบัติ ความรุนแรง และระบบบริการสุขภาพที่ไม่พร้อมตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะ ซึ่งส่งผลต่อทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต การเข้าถึงบริการป้องกัน การตรวจคัดกรอง และการรักษา ปัญหาสุขภาพของคนข้ามเพศ จึงไม่ได้อยู่ที่การเป็นคนข้ามเพศ แต่อยู่ที่สังคมและระบบบริการที่ทำให้คนกลุ่มนี้เข้าไม่ถึงสุขภาพที่ดีอย่างเท่าเทียม การมีนโยบายฮอร์โมนในสิทธิหลักประกันสุขภาพจึงเป็นก้าวสำคัญในการลดช่องว่างดังกล่าว
ขณะที่ความเห็นที่ตั้งคำถามต่อสิทธิสุขภาพของคนข้ามเพศ ณชเล มองว่า ควรถูกนำมาพิจารณาอย่างลึกซึ้งกว่านั้น ไม่ใช่เพียงในเชิงงบประมาณ แต่ในเชิงอคติที่ซ่อนอยู่ในสังคมไทยด้วย เราควรถามตัวเองอย่างตรงไปตรงมาว่า เหตุใดเมื่อรัฐจัดบริการสุขภาพให้คนบางกลุ่ม เราจึงมองว่าเป็นความจำเป็น แต่เมื่อรัฐจัดบริการสุขภาพให้คนข้ามเพศ เรากลับรีบตั้งคำถามว่าเป็นภาระ เป็นเรื่องฟุ่มเฟือย หรือเป็นสิ่งที่ควรรอไว้ก่อน
“คำถามนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อกล่าวโทษใคร แต่เพื่อชวนให้สังคมสำรวจอคติในใจของเราเอง อคติที่อาจทำให้เรามองความทุกข์ของคนข้ามเพศเป็นเรื่องเล็ก มองความต้องการทางสุขภาพของพวกเขาเป็นเรื่องไม่จำเป็น และมองชีวิตของพวกเขาเป็นสิ่งที่สามารถเลื่อนไปก่อนเสมอ”
ณชเล บุญญาภิสมภาร
อคติเหล่านี้คือรากของการเบียดขับคนข้ามเพศออกจากระบบสาธารณสุขและพื้นที่ในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน เมื่อคนข้ามเพศถูกทำให้ไม่ปลอดภัยในครอบครัว ถูกทำให้ไม่มั่นใจในโรงเรียน ถูกทำให้ถูกล้อเลียนในที่ทำงาน และถูกทำให้หวาดกลัวเมื่อต้องไปโรงพยาบาล สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่คือโครงสร้างที่ทำให้คนข้ามเพศจำนวนมากเข้าไม่ถึงชีวิตที่มีสุขภาวะอย่างแท้จริง
ณชเล ทิ้งท้ายว่า คำถามที่สังคมควรถามอาจไม่ใช่เพียงว่า “เรามีเงินพอจะดูแลคนข้ามเพศหรือไม่” แต่ควรถามว่า “ระบบสุขภาพไทยจะเป็นระบบที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังได้อย่างไร” ในเดือน Pride ที่เราพูดถึงความภาคภูมิใจ ความหลากหลาย และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เรายังเห็นได้ชัดว่าอคติต่อคนข้ามเพศยังคงอยู่มากในสังคมไทย และยังมีงานอีกมากที่ต้องทำ ไม่ใช่เพียงงานของชุมชนคนข้ามเพศเท่านั้น แต่เป็นงานของทุกคนที่เชื่อในความเป็นธรรม เชื่อในศักดิ์ศรีของมนุษย์ และเชื่อว่าระบบสุขภาพควรดูแลประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม
