‘นพ.วีระพันธ์’ ยันไร้อคติ ปมเสนอทบทวนแจก ‘ฮอร์โมนข้ามเพศ’ ขอแค่จัดลำดับความสำคัญก่อน

ย้ำ ไม่มีเจตนาด้อยค่า เลือกปฏิบัติต่อกลุ่ม LGBTQ+ ชี้ ตั้งคำถามถึงความเหมาะสม ในภาวะระบบสุขภาพไทยยังเผชิญวิกฤตหลายด้าน ควรจัดลำดับความสำคัญงบประมาณก่อน เปรียบเทียบวัคซีน PCV ที่เด็กยังเข้าไม่ถึง จัดซื้อล่าช้า พร้อมตั้งข้อสังเกต ผลกระทบระยะยาว เกณฑ์ใช้ฮอร์โมนที่ยังต้องการความชัดเจน กมธ.สาธารณสุข สว. เตรียมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจงความคุ้มค่า-เกณฑ์ใช้สิทธิ์-งบฯ

วันนี้ (9 มิ.ย.​ 69) นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย รองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์เปิดใจกับ The Active หลังออกมาแสดงความเห็นต่อกรณีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) บรรจุสิทธิประโยชน์ “ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ” ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยยืนยันว่าไม่ได้มีอคติหรือคัดค้านบุคคลข้ามเพศ แต่ต้องการตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการจัดลำดับความสำคัญการใช้งบประมาณด้านสาธารณสุขในช่วงเวลาที่ระบบสุขภาพไทยกำลังเผชิญปัญหาหลายด้าน 

ก่อนแสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้จำเป็นต้องย้ำ ว่าตนให้ความเคารพและให้ความสำคัญกับบุคคลหลากหลายทางเพศอย่างเท่าเทียม ไม่ได้มีเจตนาด้อยค่าหรือเลือกปฏิบัติต่อกลุ่ม LGBTQ+ แต่อย่างใด แต่ในฐานะแพทย์และสมาชิกวุฒิสภา มีหน้าที่ตรวจสอบและตั้งคำถามต่อทุกนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณและส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง

“ผมไม่ได้บอกว่าไม่ควรให้ฮอร์โมนข้ามเพศ แต่กำลังถามว่าภายใต้งบประมาณที่มีจำกัด เราควรจัดลำดับความสำคัญอย่างไร ในขณะที่ยังมีผู้ป่วยโรคมะเร็ง โรคไตวาย โรคปอด และโรคร้ายแรงอีกจำนวนมากที่รอการเข้าถึงบริการรักษา”

นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย

พร้อมย้ำว่าบุคคลข้ามเพศ ยังคงได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลเช่นเดียวกับประชาชนทุกคนอยู่แล้ว แต่เมื่อมีการจัดสรรสิทธิประโยชน์เฉพาะด้านเพิ่มขึ้น จึงเป็นเรื่องที่สังคมสามารถตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของลำดับความสำคัญได้ โดยเฉพาะในช่วงที่หลายสิทธิการรักษายังมีปัญหาการเข้าถึงบริการและการเบิกจ่าย

เปรียบเทียบ “ฮอร์โมนข้ามเพศ” กับ วัคซีน PCV

นพ.วีระพันธ์ ยกกรณีวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมคอคคัส (PCV) มาเปรียบเทียบ โดยระบุว่าเป็นสิทธิประโยชน์ที่มีการผลักดันมานานกว่า 7 ปี ครอบคลุมเด็กเกิดใหม่ทั่วประเทศประมาณ 300,000 คนต่อปี ใช้งบประมาณราว 200 ล้านบาทเศษ ขณะที่สิทธิประโยชน์ฮอร์โมนข้ามเพศใช้งบประมาณประมาณ 145 ล้านบาท ครอบคลุมประชากรราว 20,000 คน

นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย รองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา

“PCV สู้กันมา 7 ปี ครอบคลุมเด็กทั้งประเทศกว่า 300,000 คน แต่จนถึงวันนี้เด็กยังไม่ได้รับวัคซีนฟรีจริง ๆ เพราะอยู่ระหว่างการจัดซื้อ ขณะที่สิทธิประโยชน์ฮอร์โมนข้ามเพศสามารถเริ่มดำเนินการได้แล้ว จึงเป็นเรื่องที่สังคมตั้งคำถามได้ว่ากระบวนการจัดลำดับความสำคัญเหมาะสมหรือไม่”

นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย

นพ.วีระพันธ์ ยังอ้างว่า หากการจัดซื้อวัคซีน PCV ล่าช้าออกไปอีกหลายเดือน จะยังมีเด็กจำนวนมากเสี่ยงป่วยด้วยโรคปอดอักเสบ รวมถึงเกิดภาวะแทรกซ้อนและความพิการที่สามารถป้องกันได้

ชี้ LGBTQ+ ไม่ใช่ “ผู้ป่วย” ตามนิยามโรค

นพ.วีระพันธ์ ยังกล่าวถึงข้อถกเถียงที่มีการอ้างอิงบัญชีจำแนกโรคสากล ICD-11 ว่า ปัจจุบันองค์การอนามัยโลกได้ย้ายภาวะเกี่ยวกับอัตลักษณ์ทางเพศออกจากหมวดโรคทางจิตเวชแล้ว จึงไม่ควรตีความว่าบุคคลข้ามเพศเป็น “ผู้ป่วย”

LGBTQ+ ไม่ใช่โรค ไม่ได้เป็นผู้ป่วยตามนิยามทางการแพทย์อีกต่อไป องค์การอนามัยโลกแยกออกไปแล้ว แต่แน่นอนว่าบุคคลกลุ่มนี้อาจเผชิญปัญหาสุขภาพจิตหรือภาวะซึมเศร้าจากการถูกตีตราทางสังคม ซึ่งเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องแก้ไขด้วยมาตรการทางสังคม ไม่ใช่เพียงเรื่องการใช้ฮอร์โมน”

นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย

ตั้งข้อสังเกต “เทคฮอร์โมน” ยังไม่มีไกด์ไลน์ชัดเจน

นพ.วีระพันธ์ บอกด้วยว่า หลังจากแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ ได้รับการติดต่อจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อ ซึ่งสะท้อนข้อกังวลเกี่ยวกับความพร้อมของแนวทางเวชปฏิบัติในการใช้ฮอร์โมนบางประเภท โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น

“อาจารย์แพทย์ต่อมไร้ท่อท่านหนึ่งโทรมาบอกผม ว่ากระบวนการเหมือนกลับด้าน คือมีการอนุมัติสิทธิประโยชน์ไปก่อน แล้วจึงเร่งจัดทำแนวทางปฏิบัติตามมาในภายหลัง ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร”

นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย

โดยปกติการบรรจุสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพ ควรผ่านกระบวนการพิจารณาทางวิชาการอย่างรอบด้าน มีแนวทางเวชปฏิบัติ (Clinical Practice Guideline) และเกณฑ์การใช้ที่ชัดเจนจากราชวิทยาลัยหรือสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้องก่อนนำไปใช้จริง

ห่วงการใช้ฮอร์โมนระยะยาว 

นพ.วีระพันธุ์ ระบุเพิ่มเติมว่า ในมุมมองของแพทย์เฉพาะทาง สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการอนุมัติให้เข้าถึงยา แต่ต้องมีความชัดเจนว่าใครเป็นผู้มีสิทธิได้รับการรักษา ต้องผ่านการประเมินด้านร่างกายและสุขภาพจิตอย่างไร รวมถึงกำหนดระบบติดตามผลข้างเคียงและผลลัพธ์ระยะยาวอย่างเป็นมาตรฐาน

นพ.วีระพันธ์ ยอมรับว่าการใช้ฮอร์โมนเพื่อยืนยันเพศสภาพสามารถช่วยให้ผู้รับบริการมีความพึงพอใจต่อร่างกายและอัตลักษณ์ของตนเองมากขึ้น แต่ก็มีทั้งประโยชน์และความเสี่ยงที่ต้องพิจารณา

พร้อมยกตัวอย่าง ยากลุ่ม GnRH Analog ซึ่งเป็นหนึ่งในยาที่อยู่ในรายการสิทธิประโยชน์ โดยอธิบายว่า ยากลุ่มนี้เป็นฮอร์โมนสังเคราะห์ที่ออกฤทธิ์ต่อระบบควบคุมฮอร์โมนจากสมอง ทำหน้าที่ยับยั้งการทำงานของฮอร์โมนเพศตามธรรมชาติ ส่งผลให้ร่างกายชะลอหรือหยุดการพัฒนาลักษณะทางเพศ 

ตามปกติ GnRH Analog มีข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่ชัดเจน เช่น การรักษาภาวะเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ก่อนวัยในเด็ก การรักษาโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ รวมถึงโรคบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเพศ โดยการใช้ในข้อบ่งชี้เหล่านี้มักเป็นการใช้ในระยะเวลาจำกัด และมีข้อมูลรองรับด้านประสิทธิผลและความปลอดภัยในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม นพ.วีระพันธ์ ตั้งข้อสังเกตว่า การนำยากลุ่มดังกล่าวมาใช้ในบริบทการยืนยันเพศสภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นหรือผู้ที่ต้องใช้ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามข้อมูลทางวิชาการเพิ่มเติม เนื่องจากอาจมีข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวต่อความหนาแน่นของมวลกระดูก การเจริญเติบโต และระบบฮอร์โมนของร่างกาย ซึ่งจำเป็นต้องมีการติดตามโดยแพทย์เฉพาะทางอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามถึงความพร้อมของแนวทางเวชปฏิบัติ (Clinical Practice Guideline) ที่จะกำหนดเกณฑ์การใช้ยาอย่างชัดเจน เช่น ใครบ้างที่ควรได้รับยา ต้องผ่านการประเมินด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิตอย่างไร ระยะเวลาการใช้ควรนานเท่าใด รวมถึงระบบติดตามผลข้างเคียงหลังเริ่มรักษา เพื่อให้การใช้ยาเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

“ผมไม่ได้บอกว่ายากลุ่มนี้ใช้ไม่ได้ แต่เมื่อเป็นยาที่ส่งผลต่อระบบฮอร์โมนของร่างกายโดยตรง การกำหนดหลักเกณฑ์การใช้ที่ชัดเจนและมีข้อมูลรองรับเพียงพอจึงเป็นเรื่องสำคัญ”

นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย

หนุนให้เข้าถึงฮอร์โมนภายใต้การดูแลแพทย์

แม้จะตั้งคำถามต่อการจัดลำดับความสำคัญของนโยบาย แต่ นพ.วีระพันธ์ ยอมรับว่า การให้บริการฮอร์โมนภายใต้การดูแลของแพทย์ย่อมปลอดภัยกว่าการซื้อยามาใช้เอง

“ถ้าจะใช้ฮอร์โมน การอยู่ในระบบบริการย่อมดีกว่าการใช้เอง เพราะสามารถติดตามผลข้างเคียง ให้คำแนะนำ และตรวจพบภาวะแทรกซ้อนได้เร็วกว่า”

นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย

พร้อมทั้งเห็นว่าก่อนดำเนินนโยบายควรมีข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนมากขึ้น ทั้งในด้านผลลัพธ์สุขภาพ ประโยชน์ที่เกิดขึ้น จำนวนผู้ได้รับผลกระทบจากการเข้าถึงบริการที่ไม่เหมาะสม ตลอดจนผลข้างเคียงจากการใช้ฮอร์โมน เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย

จ่อชงกรรมาธิการเรียกหน่วยงานชี้แจง

สำหรับการดำเนินการในระดับคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา นพ.วีระพันธ์ ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามข้อมูลเพิ่มเติม และอาจมีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง หากพบว่ามีประเด็นที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม

“ผมคิดว่าหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีข้อมูลสนับสนุนที่ชัดเจน ก็ควรนำมาชี้แจงต่อสังคม เพราะอาจทำให้หลายคนเข้าใจและยอมรับนโยบายได้มากขึ้น แต่วันนี้ข้อมูลหลายส่วนยังไม่ถูกสื่อสารออกมาอย่างเพียงพอ”

นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย

พร้อมยังระบุว่า ประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข ได้หารือเบื้องต้นแล้ว และอาจพิจารณาเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงภายใน 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อสอบถามถึงความคุ้มค่า หลักเกณฑ์การใช้สิทธิ์ และการใช้งบประมาณของโครงการดังกล่าว

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active