สปสช. เผยขั้นตอนรับบริการ ‘ฮอร์โมนข้ามเพศ’ ย้ำ จัดทำไกด์ไลน์ชัด

ยืนยัน ผู้รับบริการต้องผ่านการประเมินกาย-ใจ ตรวจสุขภาพ ติดตามโดยทีมแพทย์ ระบุ มีไกด์ไลน์เทคฮอร์โมน จัดทำโดย ThaiPATH ขณะที่ ‘ณชเล’ ย้ำสิทธิฮอร์โมนข้ามเพศ เดินหน้าตามแผน มั่นใจ สปสช. ไม่ถอย ชี้ เป็นบริการสุขภาพที่จำเป็น ไม่ใช่เรื่องความสวยงาม

วันนี้ (10 มิ.ย. 69) ในการประชุมสร้างความเข้าใจเพื่อการทำงานร่วมกับกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศอย่างเท่าเทียม ธารทิพย์ สังข์สิงห์ ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายสนับสนุนการเข้าถึงบริการปฐมภูมิและสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค สปสช. ชี้แจงรายละเอียดการให้บริการ ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยย้ำว่า การให้บริการจะอยู่ภายใต้แนวทางทางการแพทย์ที่ชัดเจน มีการประเมินสุขภาพและติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้รับบริการ

ธารทิพย์ บอกว่า ปัจจุบัน สปสช. ได้บรรจุสิทธิประโยชน์ด้านการยืนยันเพศสภาพ ทั้งรายการตรวจทางห้องปฏิบัติการ 15 รายการ และยาฮอร์โมน 6 ชนิด สำหรับบุคคลข้ามเพศจากชายเป็นหญิง และหญิงเป็นชาย โดยการให้บริการทั้งหมดจะอ้างอิงแนวทางวิชาการและคู่มือการดูแลที่พัฒนาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและราชวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง

สำหรับผู้ที่ต้องการรับบริการ ไม่สามารถรับฮอร์โมนได้ทันที แต่จะต้องเข้าสู่กระบวนการดูแลตามขั้นตอนที่กำหนด ประกอบด้วย

  • Step 1: Counseling : ให้คำปรึกษาสุขภาพองค์รวม (ทุก 5 นาทีคุ้มค่า) และกระบวนการยืนยันเพศสภาพทั้งข้อดี ข้อเสีย และทางเลือกแบบไม่ใช้ยา

  • Step 2: Diagnosis : ประเมินวินิจฉัยภาวะอัตลักษณ์ทางเพศสภาพไม่สอดคล้องกับเพศกำเนิด Gender dysphoria ตาม DSM-5

  • Step 3: Assessment : ประเมินสุขภาพองค์รวมและตรวจสอบข้อห้ามในการใช้ฮอร์โมน

  • Step 4: Hormone Therapy : ให้บริการยาฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ

  • Step 5: Monitoring : ตรวจติดตามผลทางห้องปฏิบัติการและผลข้างเคียงอย่างต่อเนื่องตามวงรอบ

“เริ่มมจากการเข้ารับคำปรึกษา (Counseling) เพื่อให้ข้อมูลอย่างรอบด้านเกี่ยวกับการใช้ฮอร์โมน ทั้งผลดี ผลข้างเคียง ความเสี่ยง และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว รวมถึงทางเลือกอื่นในการยืนยันเพศสภาพ เช่น การผ่าตัด หลังจากนั้นจะมีการประเมินทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม รวมถึงการประเมินภาวะอัตลักษณ์ทางเพศที่ไม่สอดคล้องกับเพศกำเนิด โดยใช้หลักเกณฑ์ทางการแพทย์ที่กำหนดไว้ในแนวทางวิชาชีพ ก่อนเข้าสู่การตรวจสุขภาพและตรวจทางห้องปฏิบัติการ”

ธารทิพย์ สังข์สิงห์

ธารทิพย์ สังข์สิงห์ ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายสนับสนุนการเข้าถึงบริการปฐมภูมิและสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค สปสช.

ธารทิพย์ อธิบายว่า การตรวจทางห้องปฏิบัติการดังกล่าวเป็นรายการที่ สปสช. รองรับการเบิกจ่ายไว้แล้ว 15 รายการ และมีการกำหนดโปรโตคอลแยกสำหรับกลุ่มชายข้ามเพศและหญิงข้ามเพศ เพื่อให้การใช้ฮอร์โมนเหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล

เมื่อผ่านการประเมินและตรวจสุขภาพแล้ว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะพิจารณาการให้ฮอร์โมน พร้อมให้คำแนะนำเรื่องการใช้ยา การติดตามอาการ และการนัดหมายตรวจติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยผู้รับบริการจะต้องกลับมาตรวจเลือดและตรวจทางห้องปฏิบัติการตามระยะเวลาที่กำหนดในโปรโตคอล เพื่อประเมินประสิทธิผลและความปลอดภัยของการรักษา

ในส่วนของหน่วยบริการนั้น ปัจจุบันมีสถานพยาบาลที่เคยให้บริการด้านการยืนยันเพศสภาพอยู่แล้วประมาณ 50 แห่งทั่วประเทศ แต่จะต้องขึ้นทะเบียนศักยภาพกับ สปสช. ก่อนจึงจะสามารถให้บริการภายใต้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ โดยขณะนี้มีหน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียนแล้วเกือบ 20 แห่ง และ สปสช. กำลังเร่งกระบวนการขึ้นทะเบียนเพิ่มเติม

ยันชัดมีไกด์ไลน์การเทคฮอร์โมน 

เมื่อถามถึงประเด็นสำคัญอีกส่วนหนึ่งคือการจัดทำ แนวทางเวชปฏิบัติ หรือ Clinical Practice Guideline (CPG) สำหรับการดูแลผู้รับบริการยืนยันเพศสภาพ ธารทิพย์ ระบุว่า จัดทำโดย สมาคมเพื่อพัฒนาบริการสุขภาพคนข้ามเพศ และเพศหลากหลาย หรือ ThaiPATH ร่วมกับราชวิทยาลัย รวมถึงราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ก่อนที่ สปสช. จะนำมาจัดทำเป็นคู่มือและโปรโตคอลการเบิกจ่ายสำหรับใช้ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อให้หน่วยบริการทั่วประเทศใช้มาตรฐานเดียวกันในการดูแลผู้รับบริการ

โดยขณะนี้แนวทางเวชปฏิบัติหลักจัดทำเสร็จแล้ว และอยู่ระหว่างการเผยแพร่คู่มือสำหรับหน่วยบริการในระบบ ทั้งนี้ ผู้มีข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ การเข้ารับบริการ หรือรายชื่อหน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียนแล้ว สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน สปสช. 1330 ตลอด 24 ชั่วโมง

มั่นใจ สปสช. ไม่ถอย ชี้เป็นบริการสุขภาพที่จำเป็น ไม่ใช่เรื่องความสวยงาม

ขณะที่ ณชเล บุญญาภิสมภาร ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาวะคนข้ามเพศ (คขพ.) ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม ถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณีการบรรจุบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพในชุดสิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ว่า ขอให้กลุ่มคนข้ามเพศและผู้ที่ต้องการเข้ารับบริการมีความมั่นใจ ว่าสิทธิประโยชน์ดังกล่าวได้รับการประกาศใช้แล้ว และเชื่อว่าจะสามารถเดินหน้าให้บริการได้ตามแผน แม้จะมีเสียงคัดค้านหรือข้อถกเถียงในสังคมเกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

ณชเล บุญญาภิสมภาร ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาวะคนข้ามเพศ (คขพ.)

โดยสิทธิประโยชน์ด้านฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพได้รับการประกาศให้เป็นสิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทองมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมาแล้ว โดยขณะนี้อยู่ในช่วงการเตรียมความพร้อมของระบบบริการ ทั้งการจัดทำแนวทางเวชปฏิบัติ (Guideline) ระบบการเบิกจ่ายงบประมาณ และการขึ้นทะเบียนหน่วยบริการที่จะเข้าร่วมให้บริการ

“จากความเข้าใจ คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรผิดพลาด สิทธิประโยชน์นี้น่าจะเกิดขึ้นและให้บริการแก่คนข้ามเพศ รวมถึงผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพได้อย่างแน่นอน”

ณชเล บุญญาภิสมภาร

ชี้คนข้ามเพศไม่ใช่ผู้ป่วย แต่มีความต้องการด้านสุขภาพที่รัฐควรดูแล

ณชเล ยังกล่าวถึงข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่มองว่าคนข้ามเพศไม่ใช่ผู้ป่วยหรือผู้มีโรค จึงไม่ควรได้รับสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพในลักษณะดังกล่าวว่า แนวคิดดังกล่าวอาจไม่สอดคล้องกับพัฒนาการทางวิชาการและมาตรฐานสากลในปัจจุบัน ซึ่งในระบบการจำแนกโรคและภาวะสุขภาพของโลก หรือ ICD-11 ขององค์การอนามัยโลก ได้ย้ายภาวะ “ความไม่สอดคล้องระหว่างเพศกำเนิดกับอัตลักษณ์ทางเพศ” (Gender Incongruence) ออกจากหมวดโรคทางจิตเวช ไปอยู่ในหมวดสุขภาพทางเพศแล้ว

“ความหมายคือ สังคมโลกไม่ได้มองคนข้ามเพศว่าเป็นผู้ป่วยหรือเป็นโรคอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิต ดังนั้นการเข้าถึงบริการที่เกี่ยวข้องกับการยืนยันเพศสภาพ ไม่ว่าจะเป็นฮอร์โมนหรือบริการอื่น ๆ จึงเป็นเรื่องของการดูแลสุขภาวะทางเพศ ไม่ใช่การรักษาโรค”

ณชเล บุญญาภิสมภาร

ประธาน คขพ. ย้ำว่า การใช้ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพมีผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของคนข้ามเพศ เพราะช่วยให้ร่างกายสอดคล้องกับเพศสภาพที่บุคคลรับรู้และต้องการ

ยกตัวอย่างเช่น ผู้หญิงข้ามเพศที่เกิดมาพร้อมเพศกำเนิดเป็นชาย การได้รับฮอร์โมนจะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ เช่น มีหน้าอก ผิวพรรณอ่อนนุ่มขึ้น และลดการขึ้นของหนวดเครา ซึ่งช่วยให้รูปลักษณ์ภายนอกสอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางเพศมากขึ้น

“เมื่อร่างกายสอดคล้องกับเพศสภาพ ก็จะช่วยสร้างความมั่นใจ ลดปัญหาสุขภาพจิต เพิ่มความมั่นใจในการใช้ชีวิตและการปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดี”

ณชเล บุญญาภิสมภาร

แจงสิทธิประโยชน์ผ่านการศึกษาและประเมินความคุ้มค่ามาแล้ว

สำหรับข้อกังวลเรื่องการจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณ ณชเล ระบุว่า สิทธิประโยชน์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่ผ่านกระบวนการพิจารณาและศึกษาความคุ้มค่าตามขั้นตอนของ สปสช. มาเป็นเวลานาน

“กว่าจะมาถึงวันนี้ เราใช้เวลาทำงานหลายปี ผ่านการพิจารณาของบอร์ด สปสช. ผ่านการศึกษาความคุ้มค่าและต้นทุน รวมถึงการทำงานร่วมกันระหว่างภาคประชาสังคม นักวิชาการ และหน่วยงานภาครัฐ”

ณชเล บุญญาภิสมภาร

ทั้งนี้หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อคุ้มครองประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ใช่เฉพาะคนข้ามเพศ และยังมีกลุ่มประชากรอีกหลายกลุ่มที่กำลังผลักดันให้เกิดสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพเฉพาะทางเช่นกัน เพียงแต่แต่ละเรื่องต้องผ่านกระบวนการศึกษาและขับเคลื่อนนโยบายที่ใช้เวลาแตกต่างกัน

ณชเล ยังระบุด้วยว่า หากพิจารณาจากตัวเลขงบประมาณ 145 ล้านบาทที่จัดสรรสำหรับบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ จะพบว่าเป็นสัดส่วนที่เล็กมากเมื่อเทียบกับงบประมาณรวมของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

โดยหากอ้างอิงข้อมูลของกรมควบคุมโรคที่ประเมินว่ามีคนข้ามเพศในประเทศไทยประมาณ 300,000 คน งบประมาณดังกล่าวคิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อคนในระดับไม่สูงนัก

นอกจากนี้ การติดตามประเมินสุขภาพ การพบแพทย์ และการตรวจทางห้องปฏิบัติการเป็นระยะ ยังเป็นบริการที่อยู่ภายใต้ระบบงบเหมาจ่ายรายหัวของประชาชนไทยอยู่แล้ว งบประมาณ 145 ล้านบาทจึงเป็นส่วนของค่ายาฮอร์โมนเป็นหลัก

ปัญหางบประมาณต้องแก้เชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ตัดสิทธิคนกลุ่มเล็ก

เมื่อถูกถามถึงข้อกังวลเรื่องสถานะทางการเงินของระบบบัตรทอง ณชเล ระบุว่า หากใช้มุมมองเรื่องงบประมาณเป็นตัวตั้งเพียงอย่างเดียว ก็อาจทำให้ไม่มีบริการใดเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน โดยเห็นว่าประเทศไทยยังมีประชากรอีกหลายกลุ่มที่ต้องการการคุ้มครองทางสุขภาพเพิ่มเติม และการผลักดันสิทธิประโยชน์ของคนข้ามเพศควรถูกมองเป็นตัวอย่างของการขยายความครอบคลุมของระบบ มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นการแย่งทรัพยากรจากกลุ่มอื่น

“หากรัฐไทยให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชนจริง ก็จำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ เพราะสุขภาพเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคน”

ณชเล บุญญาภิสมภาร

เผยมีฐานข้อมูลวิชาการและงานวิจัยรองรับจำนวนมาก

ณชเล ย้ำถึงการผลักดันสิทธิประโยชน์ดังกล่าวมีฐานข้อมูลทางวิชาการรองรับ ทั้งจากการศึกษาความคุ้มค่าที่ดำเนินการภายใต้กระบวนการของ สปสช. และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับคนข้ามเพศซึ่งสะสมมาอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย

โดยเฉพาะองค์ความรู้ที่เกิดจากการดำเนินงานด้านเอชไอวี (HIV) มากกว่า 20 ปี ซึ่งมีการศึกษากลุ่มผู้หญิงข้ามเพศอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากภาคประชาสังคม สถาบันวิชาการ องค์กรระหว่างประเทศ และหน่วยงานภาครัฐ

“ประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ เรามีองค์ความรู้และงานวิจัยจำนวนมากที่ช่วยอธิบายว่าทำไมการเข้าถึงฮอร์โมนจึงเป็นเรื่องสำคัญต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนข้ามเพศ”

ณชเล บุญญาภิสมภาร

มองกระแสคัดค้านส่วนหนึ่งเกิดจากความไม่เข้าใจ

สำหรับข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นในสังคม ณชเล มองว่าส่วนหนึ่งมาจากความไม่เข้าใจเกี่ยวกับความจำเป็นของการใช้ฮอร์โมน

“หลายคนยังมองว่าฮอร์โมนเป็นเรื่องความสวยงาม ทั้งที่ในมุมมองทางสุขภาพสมัยใหม่ ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพถือเป็นความจำเป็นด้านสุขภาพ ไม่ใช่บริการเพื่อความงาม”

ณชเล บุญญาภิสมภาร

หากสังคมยังมองว่าการใช้ฮอร์โมนเป็นเรื่องความสวยงาม ก็จะนำไปสู่ข้อสรุปว่าผู้รับบริการควรรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง แต่หากมองว่าเป็นความจำเป็นด้านสุขภาพ ก็ย่อมเป็นหน้าที่ของระบบหลักประกันสุขภาพที่จะต้องให้ความคุ้มครองเช่นเดียวกับบริการสุขภาพอื่น ๆ

ย้ำสังคมต้องสำรวจอคติต่อความหลากหลายทางเพศ

ณชเล ยังกล่าวถึงประเด็นอคติต่อคนข้ามเพศ ว่าหลายครั้งผู้คนอาจไม่ตระหนักว่าตนเองมีอคติอยู่หรือไม่ เพราะเป็นสิ่งที่ถูกปลูกฝังมาจากความเชื่อเดิมเกี่ยวกับเรื่องเพศ

“สิ่งสำคัญไม่ใช่การไปตัดสินว่าใครมีอคติหรือไม่มีอคติ แต่คือการสำรวจตัวเองว่าเราเชื่อเรื่องเพศอย่างไร หากเราเชื่อว่าโลกมีเพียงผู้ชายกับผู้หญิงเท่านั้น กรอบความคิดดังกล่าวอาจนำไปสู่การผลักคนที่อยู่นอกกรอบออกจากระบบโดยไม่รู้ตัว”

ณชเล บุญญาภิสมภาร

ณชเล บอกอีกว่า จากข้อมูลที่ สปสช. ชี้แจงในการประชุมล่าสุด ขณะนี้มีหน่วยบริการสุขภาพที่ขึ้นทะเบียนพร้อมให้บริการแล้วกว่า 20 แห่ง จากเป้าหมายทั้งหมดประมาณ 50 แห่งทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม ยังอยู่ในช่วงการตรวจสอบความพร้อมของสถานพยาบาลและบุคลากรให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การบริบาลเพื่อการยืนยันเพศสภาพ จึงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งก่อนเปิดบริการอย่างเต็มรูปแบบ

“คิดว่าน่าจะมีความชัดเจนในเร็ว ๆ นี้ เพราะตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการจัดระบบและตรวจสอบความพร้อมของหน่วยบริการ”

ณชเล บุญญาภิสมภาร

ณชเล กล่าวทิ้งท้ายว่า หากกระแสคัดค้านนำไปสู่การยกเลิกสิทธิประโยชน์ที่ผ่านการประกาศใช้แล้ว อาจสร้างบรรทัดฐานที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพสำหรับประชากรกลุ่มย่อยอื่น ๆ ในอนาคต

“แทนที่จะทำให้หลักประกันสุขภาพเป็นของคนส่วนใหญ่เพียงอย่างเดียว เราควรช่วยกันทำให้ระบบนี้เป็นของทุกคน เพราะวันนี้อาจเป็นสิทธิฮอร์โมน แต่วันข้างหน้าอาจมีสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ ที่จำเป็นต่อกลุ่มประชากรอื่นตามบริบททางสังคมและปัญหาสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไป”

ณชเล บุญญาภิสมภาร

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active