ยอมรับพื้นที่ชายแดน ซับซ้อนจากวิถีชีวิตข้ามแดนของชุมชนชาติพันธุ์ เร่งเดินหน้าตรวจ DNA ควบคู่สอบข้อเท็จจริง ประชาคมหมู่บ้าน ดันพิสูจน์สิทธิ์ค้างเก่า 150 คน ย้ำ “ไม่ทิ้งใคร แต่ต้องอยู่บนหลักกฎหมาย” ชี้ การจัดการสถานะบุคคล ต้องเกิดสมดุลระหว่างสิทธิมนุษยชน ความมั่นคง ลดภาระ รพ.ชายแดน
ปัญหาสถานะบุคคลในพื้นที่ชายแดน อ.อุ้มผาง จ.ตาก ยังคงเป็นหนึ่งในโจทย์ท้าทายของการบริหารราชการ ทั้งในมิติสิทธิมนุษยชน ความมั่นคง และการเข้าถึงบริการพื้นฐาน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งมีประชาชนหลากหลายสถานะอาศัยอยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน
วันนี้ (30 เม.ย. 69) มาโนช โพธิ์เนียม นายอำเภออุ้มผาง เปิดเผยกับ The Active ว่า หลายหมู่บ้านใน อ.อุ้มผาง ตั้งอยู่ห่างจากตัวอำเภอเกือบ 100 กิโลเมตร และบางแห่งอยู่ติดแนวชายแดน เช่น หมู่บ้านเลตองคุ ที่ The Active ได้ลงพื้นที่ไปก่อนหน้านี้ เป็นตัวอย่างที่ดีที่สะท้อนการเข้าถึงบริการภาครัฐเป็นไปอย่างยากลำบาก โดยเฉพาะการจัดทำทะเบียนราษฎรและบัตรประจำตัวประชาชน
“มีบางหมู่บ้านที่ชาวบ้านเกิดมาไม่เคยเดินทางเข้ามาที่อำเภอเลย เมื่อถึงเวลาต้องทำบัตรประชาชนหรือบัตรหมดอายุ เจ้าหน้าที่จึงต้องลงพื้นที่ไปให้บริการถึงหมู่บ้าน”
มาโนช โพธิ์เนียม

สำหรับคนไทยในพื้นที่ การจัดทำบัตรประชาชนหรือการแก้ไขปัญหาทะเบียนราษฎรโดยทั่วไปไม่ใช่อุปสรรคใหญ่ แม้บางกรณีจะพบปัญหาการแจ้งเกิดล่าช้าหรือไม่ได้แจ้งภายในกำหนด ซึ่งต้องดำเนินการตามขั้นตอนเพิ่มเติม
ชายแดนที่ผู้คนสองฝั่งมีชีวิตร่วมกัน
มาโนช ยังอธิบายว่า พื้นที่ชายแดนอุ้มผางมีลักษณะพิเศษ เนื่องจากชุมชนสองฝั่งชายแดนมีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ซึ่งมีเครือญาติอยู่ทั้งฝั่งไทยและเมียนมา
“ฝั่งนี้ก็เป็นกะเหรี่ยง ฝั่งโน้นก็เป็นกะเหรี่ยง บางครอบครัวสามีอยู่ฝั่งหนึ่ง ภรรยาอยู่อีกฝั่งหนึ่ง เป็นญาติกันมาตั้งแต่ก่อนมีการกำหนดเส้นเขตแดน”
มาโนช โพธิ์เนียม
ด้วยเหตุนี้ จึงพบการเคลื่อนย้ายข้ามแดนตามวิถีชีวิตอยู่เสมอ ในช่วงที่สถานการณ์ฝั่งเมียนมาสงบ ชาวบ้านบางส่วนจะกลับไปทำกินฝั่งโน้น แต่เมื่อเกิดความไม่สงบหรือการสู้รบ ก็จะย้ายกลับเข้ามาอยู่ฝั่งไทย
การให้สัญชาติไทยต้องเป็นไปตามหลักกฎหมาย
นายอำเภออุ้มผาง ย้ำว่า การพิจารณาสถานะบุคคลและการให้สัญชาติไทยต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัดตามกฎหมาย ไม่สามารถใช้ดุลพินิจนอกเหนือจากหลักฐานและข้อเท็จจริงได้
กรณีบุคคลที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง ไม่มีภูมิลำเนาหรือการดำรงชีวิตอยู่ฝั่งเมียนมา และมีคุณสมบัติตามกฎหมาย ก็สามารถเข้าสู่กระบวนการพิจารณาได้ แต่หากบุคคลนั้นยังมีการเดินทางไป-กลับ หรือประกอบอาชีพอยู่ทั้งสองฝั่งชายแดน ก็ไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมายสำหรับการได้รับสัญชาติไทย
“ถ้าเจ้าตัวให้ถ้อยคำเองว่ายังกลับไปทำกินฝั่งโน้นอยู่ ก็ไม่สามารถเสนอเรื่องให้ได้ เพราะผิดหลักกฎหมาย”
มาโนช โพธิ์เนียม
DNA เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการพิสูจน์สิทธิ์
หนึ่งในประเด็นที่มักถูกเข้าใจคลาดเคลื่อน คือการตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือดด้วย DNA ซึ่ง นายอำเภออุ้มผาง ระบุว่า ไม่ใช่ขั้นตอนเดียวที่เพียงพอสำหรับการรับรองสิทธิ์

ผู้ยื่นคำร้องต้องเข้าสู่กระบวนการอย่างเป็นทางการ เริ่มจากการยื่นคำร้องต่ออำเภอ จากนั้นเจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบและสอบสวนข้อเท็จจริงก่อนว่า บุคคลที่เข้ารับการตรวจ DNA มีความสัมพันธ์ทางสายโลหิตกับผู้ถือสิทธิจริงหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นบิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย หรือพี่น้องร่วมสายเลือด
“DNA เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ แต่ก่อนจะใช้ได้ ต้องพิสูจน์ก่อนว่าคนที่ไปตรวจนั้นเป็นญาติตามที่กล่าวอ้างจริง”
มาโนช โพธิ์เนียม
ที่ผ่านมา บางกรณีมีการตรวจ DNA ก่อนเข้าสู่กระบวนการสอบสวนอย่างครบถ้วน ทำให้เมื่อเรื่องมาถึงอำเภอ จำเป็นต้องย้อนกลับมาตรวจสอบใหม่ ส่งผลให้เกิดความล่าช้า
เร่งสะสางพิสูจน์สิทธิ์ค้างเก่า 150 คน
ปัจจุบัน อำเภออุ้มผาง มีกรณีที่เกี่ยวข้องกับการพิสูจน์สิทธิผ่าน DNA ค้างอยู่ประมาณ 150 คน จากราว 60 ครัวเรือน กระจายอยู่ในหลายหมู่บ้าน โดยเฉพาะบ้านเลตองคุและบ้านก้อทอ ซึ่งเป็นพื้นที่ติดชายแดน
มาโนช ยังระบุว่า ขณะนี้ได้หารือร่วมกับกำนันและผู้ใหญ่บ้านทุกพื้นที่ เพื่อเร่งรัดการดำเนินการอย่างเป็นระบบ โดยกำหนดเป้าหมายพิจารณาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครัวเรือน และอาจเพิ่มได้ตามความพร้อมของแต่ละครอบครัวและปริมาณงาน
“บางครัวเรือนมีสมาชิก 6-7 คน แต่บางครอบครัวมีเพียง 1 คน เราจะจัดคิวตามความเหมาะสม เพื่อให้เดินหน้าได้ต่อเนื่อง”
มาโนช โพธิ์เนียม
ปัญหา “รับรองการเกิด” ยังพบในคนรุ่นเก่า
นอกจากกรณี DNA แล้ว ยังมีอีกหนึ่งปัญหาสำคัญ คือการรับรองการเกิดของบุคคลที่เกิดในอดีต โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือคนวัยกลางคนที่เกิดในพื้นที่ห่างไกล หลายคนเกิดที่บ้าน โดยมีหมอตำแยทำคลอด และไม่ได้แจ้งเกิดต่อผู้ใหญ่บ้านหรืออำเภอในเวลานั้น ทำให้ไม่มีหลักฐานทางทะเบียน
“ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นเก่า อายุ 40-50 ปีขึ้นไป สมัยนั้นยังไม่ได้คลอดในโรงพยาบาล จึงไม่มีเอกสารรับรองการเกิด กรณีดังกล่าวต้องอาศัยการสืบสวนข้อเท็จจริง การรับรองจากผู้นำชุมชน และกระบวนการประชาคมหมู่บ้านประกอบการพิจารณา”
มาโนช โพธิ์เนียม
ใช้กลไกชุมชนยืนยัน ลดความผิดพลาด
นายอำเภออุ้มผาง ยังระบุว่า อำเภอให้ความสำคัญกับบทบาทของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชุมชน ในการร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะเป็นผู้ที่รู้จักความสัมพันธ์ของคนในพื้นที่ดีที่สุด ทุกกรณีต้องผ่านการสอบปากคำ การรับรองจากผู้นำชุมชน และในบางกรณีต้องมีการจัดประชาคมหมู่บ้าน เพื่อยืนยันความสัมพันธ์และข้อเท็จจริงร่วมกัน
“คนที่ลงนามรับรองต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย หากให้ข้อมูลเท็จ เพราะการให้สัญชาติแก่ผู้ไม่มีสิทธิถือเป็นเรื่องร้ายแรง”
มาโนช โพธิ์เนียม
ช่วยเต็มที่ แต่ต้องไม่ผิดกฎหมาย
ต่อข้อเสนอจากนักวิชาการบางส่วน ที่ต้องการให้กระทรวงมหาดไทยเร่งรัดการรับรองสถานะบุคคล เพื่อช่วยลดภาระของโรงพยาบาลชายแดน นายอำเภออุ้มผาง บอกว่า หน่วยงานฝ่ายปกครองดำเนินการเรื่องนี้มาโดยตลอด

“เราทำอยู่แล้ว และทำเต็มที่เท่าที่กฎหมายเปิดช่องให้ทำได้ แต่ถ้าทำเกินกฎหมาย ก็มีความเสี่ยงทั้งทางวินัยและอาญา ผมก็เสี่ยงติดคุก”
มาโนช โพธิ์เนียม
โดยย้ำว่า ผู้ที่มีสิทธิ์และมีหลักฐานครบถ้วน จะได้รับการพิจารณาอย่างแน่นอน แต่ต้องเป็นไปตามขั้นตอนและข้อเท็จจริง
โรงพยาบาลชายแดนกับภารกิจมนุษยธรรม
ส่วนบทบาทของโรงพยาบาลอุ้มผางนั้น เป็นมากกว่าสถานพยาบาลของคนไทย แต่เป็นด่านหน้าด้านสาธารณสุขของพื้นที่ชายแดน ด้วยสภาพภูมิศาสตร์และบริบททางสังคม ทำให้โรงพยาบาลต้องดูแลทั้งประชาชนฝั่งไทยและผู้ป่วยจากฝั่งเมียนมา โดยเฉพาะในภาวะที่ฝั่งโน้นขาดแคลนบริการสาธารณสุข
“โรคติดต่อไม่รู้จักพรมแดน หากปล่อยให้ฝั่งโน้นขาดการรักษา สุดท้ายก็จะส่งผลกระทบต่อคนฝั่งไทย แนวคิดนี้ทำให้โรงพยาบาลอุ้มผางดำเนินงานในลักษณะ ป้องกันเชิงรุก เพื่อคุ้มครองสุขภาพของประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดน”
มาโนช โพธิ์เนียม
ย้ำไม่ทิ้งผู้มีสิทธิ์ แต่ต้องเดินตามกฎหมาย
ถึงตรงนี้ มาโนช ยืนยันว่า อำเภออุ้มผางไม่มีนโยบายทอดทิ้งผู้มีสิทธิ์ ทุกคำร้องจะได้รับการพิจารณาอย่างต่อเนื่อง แม้อาจต้องใช้เวลาในการตรวจสอบอย่างละเอียด
“ถ้าถูกต้องตามกฎหมาย เราต้องทำให้ และไม่สามารถปฏิเสธได้ แต่ถ้ายังมีข้อสงสัย ก็ต้องตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน”
มาโนช โพธิ์เนียม
พร้อมทั้งย้ำว่า เรื่องสถานะบุคคลไม่ใช่เพียงเรื่องสิทธิส่วนบุคคล แต่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ จึงต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และตรวจสอบได้
“เราไม่ทิ้งใคร แต่ทุกอย่างต้องอยู่บนหลักกฎหมาย”
มาโนช โพธิ์เนียม
