ยัน ไม่ได้แสดงความเห็นกรณีความสูญเสียที่จุดตรวจบูเก๊ะซามี แต่กลับมีข่าวบิดเบือน นำข้อความอันเป็นเท็จเผยแพร่ ส่งต่อ ในโลกออนไลน์ ปลุกความเกลียดชัง ถึงขั้นโพสต์ข่มขู่ให้หวาดกลัว เกิดอันตรายถึงชีวิต ด้าน ตัวแทน PI จี้ ตำรวจสาวต้นตอ เรียกร้องรัฐคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
วันนี้ (31 ก.ค. 2569) อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน พร้อมด้วย ตัวแทนจากองค์กร Protection International (PI) เข้าพบพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางยี่เรือ เพื่อแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคล เพจออนไลน์ และผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์หลายแห่ง ในความผิดฐานนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์, หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา การหมิ่นประมาทใส่ร้ายป้ายสี และการคุกคามปลุกระดมสร้างความเกลียดชัง จากเหตุเกี่ยวกับเหตุการณ์ 5 ทหารพรานถูกยิงเสียชีวิต รวมถึงมีพลเรือนและเด็กได้รับบาดเจ็บ บริเวณจุดตรวจบูเก๊ะซามี ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 22 ก.ค. ที่ผ่านมา

อังคณา ระบุว่า หลังจากเกิดเหตุวันนั้นมีกลุ่มเพจออนไลน์ และผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่ง นำข้อความเท็จที่เธอไม่ได้พูด ไม่ได้เขียน ไปปลอมข้อความ ตัดต่อ และแชร์ซ้ำ ๆ ในลักษณะคัดลอกถ้อยคำ เพื่อข่มขู่ คุกคาม ทำให้หวาดกลัว ด่าประจาน ใส่ร้ายป้ายสี และดิสเครดิต ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้มีการแสดงความคิดเห็น ให้สัมภาษณ์ หรือโพสต์ข้อความใด ๆ ลงในสื่อมวลชนหรือเฟซบุ๊กส่วนตัวเลยแม้แต่น้อย
อังคณา ยังบอกด้วยว่า สิ่งที่กังวลอย่างยิ่งคือ พฤติกรรมการสร้างความเกลียดชังเหล่านี้ อาจถูกพัฒนาจนนำไปสู่อาชญากรรมจากความเกลียดชังในชีวิตจริง ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความปลอดภัยในชีวิตของตนเองและครอบครัว ทั้งยังเป็นการบั่นทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรง
นอกจากนี้ ยังรู้สึกประหลาดใจอย่างมากที่พบว่ามีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐ และอดีตข้าราชการ ร่วมวิพากษ์วิจารณ์ ตำหนิติติง และนำข้อความเท็จดังกล่าวไปโพสต์ต่อในสื่อสังคมออนไลน์ โดยไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนซึ่งในฐานะเจ้าหน้าที่ระดับสูงควรมีความรับผิดชอบในการตรวจสอบข้อมูลก่อนการแสดงความคิดเห็น
อังคณา ยังระบุถึงบทเรียนในอดีตว่า ที่ผ่านมาตนเคยยื่นฟ้องศาลแพ่งในคดีปฏิบัติการข่าวสาร (IO) ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ซึ่งศาลอุทธรณ์มีคำตัดสินให้ กอรมน. ชดใช้ค่าเสียหาย เนื่องจากพิสูจน์ได้ว่ามีการกระทำไอโอจริง แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้น ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงใด ๆ ในพื้นที่ชายแดนใต้ ตนก็ยังตกเป็นเป้าหมายการโจมตีซ้ำ ๆ อยู่เสมอ
“จริง ๆ ไม่ใช่คนที่อะไรนิดอะไรหน่อยก็จะไปฟ้องร้อง แต่คราวนี้ค่อนข้างกังวล เพราะมีการเรียกร้องให้วิสามัญฆาตกรรม หรืออุ้มฆ่า”
อังคณา นีละไพจิตร
สำหรับการดำเนินคดี อังคณา เลือกเข้าแจ้งความที่ สน.บางยี่เรือ เพื่อขอให้ตำรวจสืบสวนหาต้นตอ ผู้ส่งต่อ และวัตถุประสงค์ของการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ หลังจากนี้จะเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เพื่อติดตามขยายผล พร้อมฝากคำถามถึงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ว่าได้มีมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและสวัสดิภาพของประชาชนจากการถูกคุกคามออนไลน์บ้างหรือไม่

ขณะที่ ปรานม สมวงศ์ ตัวแทนจาก Protection International (PI) เปิดเผยว่า ข้อความข่มขู่ที่ปรากฏมีลักษณะข่มขู่ให้เกิดความกลัวและอันตรายถึงชีวิต บางโพสต์ถึงขั้นระบุว่า “ขอให้เจ้าหน้าที่รัฐอุ้มหายคุณอังคณาไปก่อนได้ไหม” ซึ่งเป็นแบบแผนความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับนักปกป้องสิทธิ์อย่างน่ากลัว
“ต้องย้อนกลับไปว่า คดีการอุ้มหายทนายสมชาย นีละไพจิตร ผ่านมากว่า 20 ปีแล้ว ก็ยังไม่ได้รับความยุติธรรม การที่ผู้มีตำแหน่งใหญ่โตเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรืออดีตเจ้าหน้าที่ ถูกกล่าวหาว่าคุกคามคุณอังคณาซึ่งเป็นทั้ง สว. และผู้หญิงนักปกป้องสิทธิ์ เป็นเรื่องน่ากังวลอย่างยิ่ง หากกระบวนการยุติธรรมไม่สามารถให้ความยุติธรรมได้ ประชาชนคนอื่นๆ ที่ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิมนุษยชนก็ตกอยู่ในอันตรายไปด้วย”
ปรานม สมวงศ์
ปรานม ยังชี้ว่า อังคณาเป็นผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ถูกคุกคามทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง แม้เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษาว่าการคุกคามเกิดขึ้นจริงและสั่งให้ กอ.รมน. ชดใช้ค่าเสียหาย แต่ในสภาวะที่เกิดเหตุความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะที่ทุกฝ่ายกำลังพยายามพูดคุยสันติภาพ อังคณา ไม่ได้พูดหรือให้ข่าวใด ๆ แต่กลับถูกสร้างข่าวปลอมโจมตีอย่างหนัก ทั้งทางเฟซบุ๊กและยูทูบมาต่อเนื่อง
พร้อมทั้งเรียกร้องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เร่งสืบสวนและกระบวนการยุติธรรมเร่งนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อพิสูจน์ความจริงใจ พร้อมฝากข้อความถึงรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้มีอำนาจบริหารประเทศ ควรทำหน้าที่เป็นกลไกตรวจสอบข้อเท็จจริงและสร้างหลักประกันความปลอดภัยให้กับผู้ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูล
