วิเคราะห์ผลพวงความเสียหายในหลายมิติจากการก่อเหตุ ที่ไม่เพียงเกิดขึ้นต่อโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ แต่ยังกระทบรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจฐานราก วิถีชีวิตปากท้อง สภาพจิตใจผู้คนในพื้นที่ ถามหาแนวทางสร้าง ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ให้เกิดขึ้นจริง ด้าน ‘ผอ.สำนักข่าวกรองฯ’ ประเมิน 3 ปัจจัยป่วนใต้ 50 กว่าจุด เชื่อ อำนาจต่อรองช่วงใกล้เปิดโต๊ะเจรจา ตุลาคมนี้ เตรียมประสานมาเลเซียคุมเข้มชายแดนสกัดผู้ก่อเหตุหนีข้ามแดน
The Active รวบรวมและวิเคราะห์สถานการณ์ ทั้งข้อเท็จจริงเชิงพื้นที่, ผลกระทบทางเศรษฐกิจและจิตวิทยา, บทบาทของภาคประชาสังคม ครั้งนี้พบว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนกลยุทธ์ “กระจายจุดเพื่อกดดันวงกว้าง” (Swarming Sผอ.สำนักข่าวกรองฯ ประเมิน 3 ปัจจัยป่วนใต้ 50 กว่าจุด ชี้ ใกล้เปิดโต๊ะเจรจา – สับเปลี่ยนกำลังทหาร เผยเตรียมประสานมาเลเซียคุมเข้มชายแดนสกัดผู้ก่อเหตุหนีข้ามแดน เชื่อ จนท.รู้มือซุ้มก่อเหตุแต่บอกไม่ได้เป็นเรื่องความมั่นคง
วันนี้ (24 ส.ค. 2569) ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประเมินการก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลายจุดในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่ามี 3 สาเหตุหลัก
- การพูดคุยสันติสุขกำลังจะเดินหน้า ซึ่งคาดว่าเป็นช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ ฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้น อาจจะเป็นการสร้างอำนาจเพื่อต่อรองบนโต๊ะเจรจา โดยมองว่าหากรีบวิ่งไปเจรจาก็จะเสียเปรียบ และรีบยอมรับข้อเสนอของเขา เพื่อส่งผลให้เราเสีย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ต้องวางแผนต่อไปว่าจะต้องเตรียมการพูดคุยอย่างไร
- ขณะนี้เป็นช่วงใกล้สับเปลี่ยนกำลังของทหาร เขาอาจจะมองเป็นช่องว่าง เพื่อประเมินท่าทีของเจ้าหน้าที่ว่ามีจุดแข็งหรือจุดอ่อนอย่างไร และการก่อเหตุลักษณะนี้เป็นลักษณะการก่อกวน อย่างเช่นในพื้นที่จังหวัดยะลา และมีหลากหลายมิติในการก่อเหตุ นอกจากนี้ยังมีการก่อเหตุเชิงสัญลักษณ์ เห็นได้จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเป็นเป้ามากกว่าเห็นได้จากการเผาสถานที่และรถของทางราชการ ซึ่งเป็นเรื่องที่หน่วยข่าวจะต้องมาประเมิน และมาชี้ให้เห็นว่ามีปัจจัยอะไรบ้าง
- ขณะนี้อยู่ในช่วงฤดูฝน ของที่เตรียมอาจจะเสียหาย ซึ่งช่วงนี้ก็ได้จังหวะพอดี

“มีคำถามเสมอว่า ทำไมรัฐไม่รู้ว่ามีผู้ก่อเหตุเยอะกันขนาดนี้ ผมอยากจะบอกว่าบางครั้ง พวกเขาก็ไม่ต้องบอกกันล่วงหน้า แต่เมื่อเกิดเหตุก็จะรู้กันโดยทันที ไม่ใช่หมายความว่าวางแผนตรงนี้ เวลานี้ ต้องมาพร้อมกัน”
ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์
เมื่อถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นไปตามที่ฝ่ายทหารอ้างหรือว่าเกิดเกิดจากการเสียผลประโยชน์จากที่รัฐบาลปราบสิ่งผิดกฎหมายหรือไม่ ฐนัตถ์ ยอมรับว่า ก็มีส่วน อย่างเช่นในพื้นที่จังหวัดยะลาเป็นเหตุก่อกวนส่วนใหญ่ และในพื้นที่ก็ไม่มีเหตุการณ์การจับสิ่งกฎหมาย แต่ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส มีการจับสิ่งผิดกฎหมาย เช่นการจับยาบ้าจำนวนมาก รวมถึงในจังหวัดปัตตานี ฉะนั้นจึงต้องมาจำแนกแยกว่าเป็นกลุ่มของใครและเชื่อมโยงไปกลุ่มใด พื้นที่ไหน ซึ่งหากนำมาจัดหมวดหมู่ก็จะเห็นภาพ แต่ถ้าถามระบุให้ชัดตอนนี้ว่าเป็นกลุ่มใดขณะนี้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่กำลังรวบรวมหลักฐานอยู่ยังไม่สามารถตอบได้ชัดเจน
เมื่อถามย้ำว่า รู้ตัวผู้ก่อเหตุในพื้นที่หรือไม่ ผอ.สำนักข่าวกรองฯ ระบุว่า รู้กัน แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้เนื่องจากเป็นเรื่องความมั่นคง เช่น หากเป็นเรื่องอาชญากรรมก็จะรู้ว่าซุ้มมือปืนไหนเป็นผู้ก่อเหตุ เพราะจะรู้กันว่าแต่ละกลุ่มก็จะมีวิธีการปฏิบัติการแบบไหนก็จะเป็นซิกเนเจอร์ซึ่งรู้กัน
เมื่อถามว่า การข่าวในพื้นที่ไม่ทราบเรื่องหรือไม่ ฐนัตถ์ ระบุว่า เรื่องนี้ต้องเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ และแม่ทัพภาคที่ 4 ที่เป็นเจ้าภาพหลักในการให้ข่าว
ผอ.สำนักข่าวกรองฯ ยังย้ำถึงการเตรียมการรับมือว่ามองได้ 2 อย่าง ซึ่งทหารจะต้องมีการจัดเตรียมกำลังกันใหม่และจะต้องออกแนวทางแก้ปัญหาใหม่หรือไม่ รวมถึงนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่โต๊ะการพูดคุยและประเมินกันอีกครั้ง เช่น ควรจะมีพื้นที่ปลอดภัยหรือไม่ และคณะผู้แทนพิเศษก็จะต้องมีการคุยกับทหารในพื้นที่ว่าจะดำเนินการกันอย่างไร
ส่วนจะต้องให้ทางการมาเลเซียช่วยอะไรหรือไม่นั้น ผอ.สำนักข่าวกรองฯ ก็มองว่า มาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการพูดคุยอยู่แล้ว แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะต้องมีความร่วมมือจากมาเลเซียในการควบคุมดูแลชายแดนด้วย เพื่อไม่ให้ผู้ก่อเหตุข้ามไปข้ามมา และช่วงนี้อาจจะต้องขอความเข้มข้นในเรื่องการเฝ้าระวังตามแนวชายแดนด้วย

สำหรับเหตุการณ์ความไม่สงบครั้งใหญ่ล่าสุด เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 22-23 สิงหาคม ที่ผ่านมา กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงกระจายกำลังลอบวางระเบิด วางเพลิง และสร้างสถานการณ์ป่วนพร้อมกันไม่น้อยกว่า 50 จุด ในพื้นที่ จ.นราธิวาส, ปัตตานี และยะลา
เฉพาะการก่อเหตุเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 22 สิงหาคมนั้น จากรายงานของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ พบว่า จังหวัดนราธิวาส (พื้นที่วิกฤตสูงสุด – 22 จุด): ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ครอบคลุมกว่า 12 อำเภอ เช่น อำเภอระแงะ (5 จุด), อำเภอจะแนะ (4 จุด), อำเภอบาเจาะ (3 จุด) และอำเภอตากใบ เป้าหมายหลักพุ่งชนสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หลายแห่ง (เช่น อบต.บองอ และ อบต.ช้างเผือก) รวมถึงการลอบวางเพลิงสถานที่ราชการ เผายางรถยนต์ขัดขวางเส้นทางคมนาคม และทำลายกล้องวงจรปิดเพื่ออำพรางการเคลื่อนไหว ส่งผลให้ต้องมีการประกาศใช้มาตรการควบคุมพื้นที่และเคอร์ฟิวในเวลากลางคืนทันที
จังหวัดยะลา (รวม 18 จุด): ครอบคลุม 4 อำเภอหลัก มีการลอบวางเพลิงรถยนต์ทางราชการภายใน อบต.บ้านแหร อำเภอธารโต ทำลายเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์ เผายางรถยนต์และป้ายโฆษณาบนเส้นทางสายหลัก (เช่น ถนนสาย 418 ตำบลท่าสาป) รวมถึงการโปรยตะปูเรือใบเพื่อสกัดกั้นการเข้าตรวจสอบของเจ้าหน้าที่
จังหวัดปัตตานี (รวม 11 จุด): กระจายใน 6 อำเภอ เช่น ยะรัง, หนองจิก, และยะหริ่ง มีรายงานการใช้อาวุธปืนบุกเข้าปล้นและวางเพลิงร้านสะดวกซื้อ ข่มขู่พนักงาน และสร้างสถานการณ์ก่อกวนตามจุดสำคัญต่าง ๆ
ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานของรัฐเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจฐานราก วิถีชีวิตปากท้องของประชาชน และสภาพจิตใจของผู้คนในพื้นที่อีกด้วย
The Active รวบรวมและวิเคราะห์สถานการณ์ ทั้งข้อเท็จจริงเชิงพื้นที่, ผลกระทบทางเศรษฐกิจและจิตวิทยา, บทบาทของภาคประชาสังคม ครั้งนี้พบว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนกลยุทธ์ “กระจายจุดเพื่อกดดันวงกว้าง” (Swarming Strategy) เพื่อดึงความสนใจและกระจายกำลังเจ้าหน้าที่ให้อยู่ในภาวะตั้งรับ พร้อมทั้งส่งสัญญาณท้าทายอำนาจรัฐในยามวิกาล
มิติเศรษฐกิจฐานรากและปากท้องของ “คนตัวเล็ก” (Grassroots Economic Impact)
การประเมินความเสียหายจากจุดก่อเหตุทั้ง 51 จุด ไม่ควรมองเพียงแค่ตัวเลขความเสียหายของอาคารสถานที่ราชการเท่านั้น แต่ผลกระทบที่รวดเร็วและสร้างความเดือดร้อนโดยตรงกลับตกอยู่กับ ระบบเศรษฐกิจฐานรากและวิถีชีวิตของประชาชน ในพื้นที่
- การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานและวิถีทำมาหากิน
การลอบวางเพลิงร้านสะดวกซื้อ การเผายางรถยนต์บนถนนสายหลัก และการปิดกั้นเส้นทางคมนาคม ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนในพื้นที่ต้องหยุดชะงักลงกะทันหัน ประกอบกับมาตรการเคอร์ฟิวในเวลากลางคืนยิ่งบีบให้วงจรการทำมาหากินของคนตัวเล็กหดแคบลง สร้างภาระทางเศรษฐกิจซ้ำเติมในภาวะที่ปากท้องมีความเปราะบางสูง
- ความตื่นตระหนกและภาวะชะงักงันทางธุรกิจ
ภาคธุรกิจท้องถิ่นและร้านค้ารายย่อยต้องเผชิญกับภาวะชั่วคราวในการปิดให้บริการเพื่อความปลอดภัย ส่งผลกระทบต่อรายได้หมุนเวียนในชุมชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สะท้อนให้เห็นว่าความรุนแรงระดับมหภาคส่งผลกระทบสะเทือนถึงเศรษฐกิจจุลภาคในทันที
ความเหนื่อยล้าทางจิตใจและรอยแผลที่ต้องเยียวยา (Psychological Fatigue & Community Trauma)
เหตุการณ์ความรุนแรงในลักษณะดาวกระจายพร้อมกันหลายจุด ไม่ได้สร้างความเสียหายทางกายภาพและเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังสั่นคลอน “ความมั่นคงทางจิตใจ” ของคนในชุมชนอย่างลึกซึ้ง
- ภาวะความล้าจากวงจรความรุนแรง (Fatigue from Protracted Conflict)
ประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องแบกรับความตึงเครียดและเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ความไม่สงบมาอย่างยาวนาน การเกิดเหตุระเบิดและวางเพลิงกว่า 50 จุดพร้อมกัน ทำหน้าที่เป็นเครื่องกระตุ้นความทรงจำเชิงลบและสร้างความหวาดระแวงให้กลับมาฝังลึกในความรู้สึกของประชาชนอีกครั้ง

- การสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตวิทยา (Psychological Safe Space)
การเยียวยาในภาวะวิกฤตจึงก้าวข้ามเรื่องการซ่อมแซมวัตถุหรือโครงสร้างพื้นฐานไปสู่การดูแลสภาพจิตใจ การเยียวยาความตื่นตระหนก และการฟื้นฟูขวัญกำลังใจ เพื่อไม่ให้ความกลัวเข้ามามีอำนาจเหนือการใช้ชีวิตประจำวันของพี่น้องประชาชน
- บทบาทของภาคประชาสังคมและการสื่อสารระดับฐานราก (Civil Society & Grassroots Communication)
ท่ามกลางภาวะวิกฤตและความหวาดกลัว เครือข่ายภาคประชาสังคม (CSOs) และโครงสร้างการสื่อสารระดับชุมชน ได้แสดงบทบาทสำคัญในการประคับประคองสังคมผ่านแนวทางสันติวิธี:
- การประณามความรุนแรงและการคุ้มครองพลเรือน
องค์กรภาคประชาสังคมและสถาบันสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของผู้ก่อเหตุ โดยชี้ว่าสถานที่ราชการ ร้านสะดวกซื้อ และโครงสร้างพื้นฐานของชุมชน เป็นพื้นที่สาธารณะที่ไม่ควรถูกนำมาเป็นเครื่องมือในการก่อความขัดแย้ง พร้อมเรียกร้องให้คุ้มครองพลเรือนผู้บริสุทธิ์
- เครือข่ายการสื่อสารระดับฐานราก (Grassroots Communication)
ท่ามกลางกระแสข่าวสารที่ไหลบ่าและความเสี่ยงต่อการเกิดข่าวปลอม (Fake News) กลไกท้องถิ่น เช่น ผู้นำศาสนา เครือข่ายอาสาสมัคร และกลุ่มเยาวชน ได้ทำหน้าที่เป็น “ตัวกรองข่าวสารธรรมชาติ” ช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงและส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้องด้วยภาษาและช่องทางที่เข้าถึงใจคนในชุมชน
สิ่งนี้พิสูจน์ว่า การสื่อสารในภาวะวิกฤตที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ได้พึ่งพาเพียงประกาศจากส่วนกลางเท่านั้น แต่ต้องอาศัยความเข้มแข็งของเครือข่ายสื่อสารภายในชุมชนในการโอบอุ้มดูแลกันและกัน
การจัดการสารสนเทศในภาวะวิกฤตและข้อเสนอแนะสู่อนาคต (Crisis Management & Conclusion)
การบริหารจัดการสถานการณ์ความไม่สงบขนาดใหญ่ จำต้องอาศัยการประสานสอดคล้องระหว่างมาตรการความมั่นคงและการบริหารจัดการสารสนเทศอย่างรอบคอบ
1. การจัดการสารสนเทศในภาวะวิกฤต (Crisis Communication Management)
- การสื่อสารความเสี่ยงของรัฐ: การที่ กอ.รมน.ภาค 4 สน. และหน่วยเฉพาะกิจประจำจังหวัดประกาศใช้มาตรการควบคุมพื้นที่และเคอร์ฟิวในเวลากลางคืนทันที ถือเป็นการสื่อสารคำสั่งเด็ดขาดผ่านการปฏิบัติเพื่อจำกัดวงความเสียหาย
- สงครามข่าวสาร (Information Warfare): การแพร่กระจายของภาพความเสียหายผ่านโซเชียลมีเดียสร้างผลกระทบทางจิตวิทยา หน่วยงานความมั่นคงจึงต้องขอความร่วมมือในการงดแชร์ภาพการปฏิบัติงาน เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลถูกนำไปใช้ประโยชน์ในทางยุทธวิธี
2. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการขับเคลื่อนระยะยาว
- บูรณาการข้อมูลภาครัฐให้รวดเร็วและโปร่งใส: เพื่อชิงพื้นที่ข่าวสารและป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อน
- หนุนเสริมบทบาทภาคประชาสังคมและชุมชน: ให้ความสำคัญกับเครือข่ายท้องถิ่นในการเยียวยาและสื่อสารระดับฐานราก เนื่องจากมีความเข้าใจบริบทพื้นที่ดีที่สุด
- ยกระดับความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ: ควรมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเร่งด่วนสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยและเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์และการประกาศเคอร์ฟิว
การแก้ไขปัญหาในพื้นที่จึงต้องอาศัยทั้งมาตรการความมั่นคง ความเห็นอกเห็นใจต่อปากท้องของคนตัวเล็ก และ พลังของการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์จากฐานราก เพื่อร่วมกัน สร้างพื้นที่ปลอดภัย และคืนความปกติสุขอย่างยั่งยืนให้กับพื้นที่ชายแดนใต้
