ภาคีเครือข่ายร่วมตรวจการบ้าน ทบทวนความก้าวหน้า หวังทลายข้อจำกัด ก่อนเดินหน้าคุ้มครอง ส่งเสริมศักยภาพ กว่า 60 ชาติพันธุ์
วันนี้ (9 ส.ค.2569) เกือบครบ 1 ปี ที่ประเทศไทยมี “กฎหมายคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์” ฉบับแรก ซึ่งประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 เพื่อคุ้มครองวิถีชีวิต ส่งเสริมศักยภาพ และ สร้างความเสมอภาคบนความหลากหลาย ของ กลุ่มชาติพันธุ์กว่า 60 กลุ่ม คิดเป็น 10% ของประเทศไทย
Policy Watch – The active ไทยพีบีเอส และ ภาคีเครือข่าย ร่วม “ตรวจการบ้านตลอด 1 ปี” เพื่อทบทวนความก้าวหน้า ปลดล็อกข้อจำกัด และ ร่วมกันปักหมุดหมายก้าวต่อไปในการคุ้มครอง ส่งเสริมศักยภาพ ต่อยอดภูมิปัญญา และต้นทุนทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ให้เกิดขึ้นจริง ใน “Policy Forum : ตรวจการบ้าน 1 ปี บังคับใช้-ไปต่อ กฎหมายชาติพันธุ์”


“ความรู้ – สิทธิที่ดิน – พื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรม – สถานะกลุ่มชาติพันธุ์” ความท้าทาย หลังบังคับใช้ กม.คุ้มครองชาติพันธุ์
นิตยา เอียการนา ผู้แทนสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย หนึ่งในกรรมธิการที่ร่วมผลักดันกฎหมายฉบับนี้ ระบุว่า หลังประกาศใช้กฎหมาย กลุ่มชาติพันธุ์คาดหวังให้กฎหมายแก้ปัญหาได้ทั้งหมด แต่ในทางปฏิบัติกฎหมายยังไม่เป็นที่รู้จักของกลุ่มชาติพันธุ์ ภาคีเครือข่าย ยังต้องทำงานให้ความรู้ เพราะหากไม่ใช้ประโยชน์กฎหมายฉบับนี้ก็เป็นเหมือนกระดาษ
300 กว่าวันที่ผ่านมา หลังการบังคับใช้กฎหมาย พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ ทำงานหนัก ทั้งการออกแบบการทำงานร่วมกับเครือข่ายชนเผ่า สู่ การมีสภาชนเผ่าเมืองในแต่ละพื้นที่ ขณะที่ภาครัฐ หน่วยงานท้องถิ่นต้องทำความเข้าใจ และใช้ประโยชน์ให้ได้ โดยไม่ขัดแย้งกับกฎหมายอื่นๆ ผู้แทนสภาฯ มองว่า ปัจจุบันยังมองไม่เห็นความพยายาม ในการนำกฎหมายไปบังคับใช้จริง


สุริยันต์ ทองหนูเอียด ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ พีมูฟ พูดถึงปัญหาของ พื้นที่ส่วนใหญ่ของกลุ่มชาติพันธุ์ มีการประกาศทับซ้อนกับเขตอุทยาน จะเห็นได้จากข้อเรียกร้องของกลุ่มพีมูฟ ที่ยังคงทำงานเดินหน้าเรียกร้อง “โฉนดชุมชน” และ คัดค้านการยุบสถาบันบริหารจัดการที่ดิน (บจธ.) โดยมีการตั้งคำถามไปถึงภาครัฐเพราะหากยังแก้ไม่ได้ ก็ยากที่จะคุ้มครองพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ได้
โจทย์เรื่อง “พื้นที่คุ้มครอง” ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีจุดเริ่มต้นย้อนไปถึงมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 สิงหาคม 2553 เห็นชอบ “แนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง” กำหนดพื้นที่นำร่อง 4 แห่งทั่วประเทศ ที่ปรึกษาพีมูฟ ระบุว่า ล่าสุดยังได้เดินหน้าการทำงานเรื่อง “พื้นที่คุ้มครอง” ตามมติ ครม. 3 ส.ค. 2553 และที่มีความคืบหน้า คือ ในส่วนของ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) กำลังเดินหน้าทำ “บ้านมั่นคงชาติพันธุ์” ทำข้อมูล ชาติพันธุ์, บ้านมั่นคง, และการปลดล็อคโครงสร้างขั้นพื้นฐาน
สะท้อนว่า แม้จะมีกฎหมายคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ ออกมาแล้ว แต่ปมที่แท้จริงยังอยู่ที่ “สิทธิในที่ดิน” ซึ่งเป็นฐานของการดำรงชีวิตและวัฒนธรรม ยังไม่มีคำตอบชัดเจนจากภาครัฐ และยังคงเป็นข้อเรียกร้องของพีมูฟที่ต้องติดตามความชัดเจนกันต่อไป…

ปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ระบุ มติ ครม.ปี 53 คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ มีที่ยืนทางนโยบาย นำมาสู่กฎหมายคุ้มครองชาติพันธุ์ที่ยึดโยงกับรัฐธรรมนุญ ม.70 และปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง แต่ท้ายที่สุดแล้ว กฎหมายก็ยังไม่ใช่ยาหม้อใหญ่ที่จะแก้ทุกอย่าง แต่ต้องใช้กฏหมาย เป็นเครื่องมือเสริมความเข้มแข็งของพี่น้องชาติพันธุ์ทั่วประเทศ
ซึ่งหากให้ตรวจการบ้าน 1 ปีเชื่อมโยงกับรัฐบาล พบว่ามีกลุ่มชาติพันธุ์กว่า 3 แสน 8 หมื่นคน จาก 19 กลุ่มชาติพันธุ์ ยังมีปัญหาเรื่องสิทธิสถานะเป็นคนไทย ขณะที่ปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ที่เรียกร้องผ่านกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีมากกว่า 50 เรื่อง แต่ปัจจุบันแก้ปัญหาได้เพียง 1-2 เรื่อง หนึ่งในนั้นคือ พื้นที่ถ้ำผาไทย ซึ่งเป็นตัวอย่างการแก้ปัญหาที่มาจากความตื่นตัวของกลุ่มชาติพันธุ์ และคนในพื้นที่
“กระบวนการการต่อสู้กลุ่มชาติพันธุ์ ยังจำเป็นต้องใช้อยู่ โดยเฉพาะประเด็น “สิทธิที่ดิน” ขณะที่การเดินหน้าขับเคลื่อนพื้นที่คุ้มครอง แนะให้ ศูนย์มนุษย์ฯ เร่งสำรวจ พื้นที่คุ้มครองที่เป็นพื้นที่เสี่ยง เช่น พื้นที่แลนด์บริดจ์ หรือพื้นที่เสี่ยงถูกทำสัมปทานเหมืองแร่ ฯลฯ หรือ หากกลุ่มชาติพันธุ์ฯ มีความพร้อมสามารถเดินหน้าทำข้อมูลในพื้นที่เสี่ยงของตัวเองโดยไม่ต้องรอกลไกภาครัฐ…”
ปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
“ความรู้” ไม่เท่ากับ “ความรู้สึก” ศูนย์มนุษย์ฯ เร่งเดินหน้าสร้าง “ศูนย์ข้อมูลชาติพันธุ์” คู่ขนานการบังคับใช้ กม.ชาติพันธุ์

“นโยบายมาจากความรู้ ไม่ใช่ความรู้สึกของใคร และ ฐานข้อมูลนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการออกแบบนโยบายและแก้ปัญหาให้พี่น้องชาติพันธุ์”
ผศ.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์กรมหาชน)
ผศ.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์กรมหาชน) เปิดเผยถึงการทำงานในฝั่งนโยบายและโครงสร้างว่า ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ได้เร่งวางรากฐานสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนกฎหมาย ทั้งการผลักดันจนได้รับการอนุมัติ “งบกลาง” เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อใช้นำร่องขับเคลื่อนงานชาติพันธุ์
นอกจากนี้ ยังมีการรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำ “ศูนย์ข้อมูลชาติพันธุ์” ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งยกร่างกฎหมายลูกกำหนดหลักเกณฑ์การสรรหา เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการ “เลือกตั้งสภาชาติพันธุ์” ที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้
ผศ.แพร ย้ำว่า หลังจากนี้ศูนย์มานุษย์ฯ จะเดินหน้าพัฒนา “ศูนย์ข้อมูลชาติพันธุ์” ให้ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถนำข้อมูลเชิงวิชาการไปออกนโยบาย และแก้ไขปัญหาของพี่น้องชาติพันธุ์ได้อย่างตอบโจทย์และตรงจุด รวมถึงจะประสานความร่วมมือไปยังองค์กรต่าง ๆ เพื่อขยายผลทางเศรษฐกิจและรายได้ให้กับพี่น้องชาติพันธุ์ ให้สามารถอยู่ได้อย่างมั่นคง, ยกระดับการศึกษา โดยจะจับมือกับ PCF เพื่อพัฒนาการศึกษาของเด็กกลุ่มชาติพันธุ์ และจะยกระดับการสื่อสารเพื่อเปลี่ยนทัศนคติสังคม
ข้อจำกัดทางการเมือง กับ การขับเคลื่อน กม.ชาติพันธุ์

รศ.ประภาส ปิ่นตบแต่ง กรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมฯ วุฒิสภา ตั้งคำถามว่า จะทำอย่างไรให้การบังคับใช้ ไม่เป็นเพียงกระดาษ “แม้จะเป็นกระดาษออกมาแล้ว ยังต้องต่อรองในทางการเมือง เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ได้อย่างแท้จริง” อาจารย์ มองว่า กรม และกระทรวง ควรต้องปรับตัวตามกฎหมายที่ออกมา
“ปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่รู้ หรือ ไม่รู้กฎหมาย แต่จำเป็นต้องมี “กลไกบังคับ” ให้หน่วยงานรัฐปรับตัวตามกฎหมาย และดำเนินการได้ทันที… กฎหมายฉบับนี้หากไม่ให้เป็นกระดาษ จำเป็นต้องผ่านกระบวนการปรึกษาหารือ เปลี่ยนการอนุรักษ์ไม่ใช่แค่ การรวมศูนย์ฯ แต่ต้องนึกถึง ความหลากหลาย ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย”
รศ.ประภาส ปิ่นตบแต่ง กรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมฯ วุฒิสภา
4 ข้อเสนอ เพื่อขับเคลื่อน กม.ชาติพันธุ์

นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ประธานกรรมการนโยบาย ส.ส.ท.ร่วมแสดงความยินดี กับการมีกฎหมายชาติพันธุ์ โดยชี้ว่า จุดเด่นสำคัญของกฎหมายฉบับนี้มี 2 ประการหลัก ได้แก่
รูปธรรมของสิทธิชัดเจน 7 ประการ เช่น ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การศึกษา สวัสดิการ สาธารณูปโภค และการมีส่วนร่วมเชิงนโยบาย ฯลฯ โดยเฉพาะข้อกำหนดที่ว่า หากรัฐจะมีนโยบายใดที่กระทบต่อพี่น้องชาติพันธุ์ ต้องแจ้งข้อมูลล่วงหน้า ทั้งนี้หากหน่วยงานใดไม่ปฏิบัติตาม อาจเข้าข่าย “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่” และมีความผิดตามกฎหมาย
พลังของ “ฐานข้อมูลวิชาการ” ที่กฎหมายระบุไว้ ข้อมูลชาติพันธุ์ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรจัดทำขึ้น ทั้งประวัติศาสตร์และผังเครือญาติ เป็นฐานข้อมูลเดียวที่กฎหมายรับรอง จึงมีความน่าเชื่อถือสูงในทางวิชาการ สามารถนำไปใช้อ้างอิงทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิของชุมชนได้อย่างมีน้ำหนัก เสนอ 4 ข้อสำคัญคือ
- ทำรูปธรรมของ “สิทธิ 7 ประการ” ที่อยู่ใน กม.คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ ผ่านการทำรายงานข้อเท็จจริง สถานการณ์ และ แนวทางแก้ปัญหา สู่คณะกรรมการแห่งชาติ เพื่อให้รับรู้ และหากไม่มีหน่วยงานใดทักทวง เท่ากับเป็นการสถาปนาความจริงขึ้นมา มีมติรับรองรับรู้รับทราบ และใช้อ้างอิงในการทำงานต่อ
- “รูปธรรมของพื้นที่คุ้มครอง” กฎหมายต้องถูกตีความ จึงจำเป็นต้องมีรูปธรรมที่ชัดเจน ยกตัวอย่างพื้นที่คุ้มครอง ที่สามารถตีความได้หลากหลาย เพื่อให้เห็นความสำคัญ คุณค่าของพื้นที่ที่มีความชัด เพื่อสะท้อนว่ากลไกจะใช้ประโยชน์จากรูปธรรมเหล่านี้ได้
- สื่อสารลดอคติกลุ่มชาติพันธุ์ ต้องทำตั้งแต่รากฐาน ทำให้คนชื่นชม กับ วัฒนธรรมที่หลากหลาย
- กลไกสร้างสันติภาพ โดยภาคีเครือข่ายชาติพันธุ์ต้องมีความเป็นเอกภาพ ต้องใช้กลไก สภาคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ ที่มาจากตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ 60 คน จาก 60 กลุ่มชาติพันธุ์ อย่างเต็มศักยภาพ
“เราต้องศึกษา ‘สิทธิ 7 ประการ” นี้ให้ดี แล้วเร่งสร้าง ‘รูปธรรมการใช้กฎหมาย’ เพื่อสร้างบรรทัดฐาน และ ปิดช่องว่าง ไม่ให้ ภาครัฐตีความกว้าง จนอาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและสิทธิของพี่น้องชาติพันธุ์”
นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์
