สิ้นสุดลงไปแล้วสำหรับ 30 วันของการเดินหน้า ขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์ (วันที่ 28 ก.ค. – 27 ส.ค. 69) ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก เพราะการขึ้นทะเบียนรอบนี้ คือการเก็บข้อมูลพื้นฐานต่าง ๆ ของชาติพันธุ์กลุ่มต่าง ๆ ทั้ง จำนวนประชากร เพศ อายุ อาชีพ รวมถึงได้เก็บข้อมูลชุมชน พื้นที่การกระจายตัว เช่น ชาติพันธุ์หนึ่ง อาจกระจายตัวอยู่ในหลายภูมิภาค ตลอดจนปัญหาการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ก็จะถูกเก็บข้อมูลไว้ด้วย
ข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้ ยังถูกใช้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของกระบวนการ สร้างการมีส่วนร่วม ของทุกกลุ่มชาติพันธุ์อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม นำไปสู่การจัดตั้ง สภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นกลไกตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 หรือ พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ เพื่อเปิดพื้นที่กลางให้กลุ่มชาติพันธุ์ ชนเผ่าพื้นเมืองที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ ได้นำเสนอปัญหา รวมถึงร่วมหาแนวทางเพื่อคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตของพวกเขาให้ตอบโจทย์ครอบคลุมในทุกมิติ
ภายหลังสิ้นสุดการลงทะเบียน จากการรวบรวมข้อมูลโดย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) พบว่า มีกลุ่มชาติพันธุ์ขึ้นทะเบียนแล้ว 51 กลุ่ม แม้ที่ผ่านมาจากข้อมูลที่เคยรับรู้มาตลอดว่าประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์ประมาณ 60 กลุ่ม เหตุใด ? ตัวเลขการลงทะเบียนจึงปรากฎแค่ 51 กลุ่ม
อภินันท์ ธรรมเสนา ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารสังคมและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ อธิบายว่า บางกลุ่มที่ยังไม่มาขึ้นทะเบียน อาจจะด้วยเหตุผล เรื่องวิถีชีวิต วัฒนธรรมกลืนไปกับสังคมปัจจุบันไปแล้ว หรือบางกลุ่มยังไม่พร้อม อาจต้องใช้เวลารวบรวมประชากร เครือข่าย แต่แม้ไม่ได้ขึ้นทะเบียนครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไม่ได้รับการคุ้มครองและส่งเสริม เพราะกฎหมายครอบคลุมทุกคน ทุกกลุ่มชาติพันธุ์
ตามหลักเกณฑ์คืออีก 30 วัน นับจากวันที่สิ้นสิ้นสุดการขึ้นทะเบียน หรือประมาณวันที่ 27 กันยายน 2569 จะเป็นอีกช่วงเวลา และขั้นตอนสำคัญที่เป็นโอกาสของกลุ่มชาติพันธุ์ จะได้เลือกตัวแทนของพวกเขาเข้าไปเป็นสมาชิกสภาคุ้มครองฯ ชาติพันธุ์

คัดเลือกตัวแทน สู่ ประวัติศาสตร์ จัดตั้งสภาคุ้มครองฯ ครั้งแรก
สำหรับสัดส่วนของสภาคุ้มครองฯ ชาติพันธุ์ แต่ละกลุ่มจะมีจำนวนต่างกัน โดยมาจากการคำนวณฐานประชากรแต่ละกลุ่มที่ขึ้นทะเบียนไว้ กลุ่มไหนมีประชากรมากจะได้สัดส่วนสูงสุดที่ 5 คน
ระหว่างนี้ ไปจนถึงวันที่ 27 กันยายน จะเปิดให้กลุ่มชาติพันธุ์แต่ละกลุ่ม ออกแบบวิธีการคัดเลือกสมาชิกตามจำนวนที่ได้ หรือจะใช้วิธีหย่อนบัตรแบบเลือกตั้งก็ได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์สำคัญ ทั้ง ความหลากหลาย เพศ, อายุ, และ ภูมิภาค


เมื่อคัดเลือกสมาชิกสภาคุ้มครองฯ แต่ละชาติพันธุ์ได้แล้ว จะมีการเปิดรายงานตัว ในวันที่ 28 กันยายน 2569 และ ในวันที่ 29 กันยายน จะประชุมสภาคุ้มครองฯ ชาติพันธุ์ครั้งแรก ที่ถือเป็นครั้งประวัติศาสตร์ เพราะว่า ในวันนั้นจะมีการเลือกประธาน และรองประธานสภาคุ้มครองฯ ชาติพันธุ์ รวมถึงผู้แทนอีก 9 คน
โดยประธานสภาคุ้มครองฯ ชาติพันธุ์ จะเข้าไปเป็นรองประธานคนที่ 4 ส่วนผู้แทนอีก 9 คน จะเข้าไปเป็นกรรมการใน คณะกรรมการคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ หรือ บอร์ดชาติ ที่มี นายกฯ หรือ รองนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน ร่วมกับหน่วยงานอีก 17 หน่วยงาน 7 กระทรวง และตัวแทนวิชาการ-ภาคสังคม รวม 36 คน จึงถือว่า คณะกรรมการชุดใหญ่ หรือ บอร์ดชาติ จะครบองค์ประชุม

สรุป คือ กลุ่มชาติพันธุ์ จะมีตัวแทนถึง 10 คน เข้าไปมีส่วนร่วมนำเสนอปัญหา ออกแบบแนวทางการแก้ไข หรือข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย วางมาตรการเพื่อคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ให้ครอบคลุม ตอบโจทย์วิถีชีวิตอย่างตรงจุด และการเข้าถึงสิทธิทั้ง 7 ด้าน ประกอบด้วย
- สิทธิในศักดิ์ศรี ห้ามดูหมิ่น สร้างความเกลียดชัง หรือเลือกปฏิบัติ
- สิทธิในวัฒนธรรมและภาษา สิทธิในการจัดการวัฒนธรรมตนเองและห้ามบังคับให้ผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรม
- สิทธิในการจัดการการศึกษา ศึกษาด้วยภาษาของตนร่วมกับรัฐในทุกรูปแบบทุกระดับ
- สิทธิในที่ดินและทรัพยากร จัดการและใช้ประโยชน์ตามวิถีห้ามบังคับให้พรากจากที่ดิน
- สิทธิดำเนินวิถีชีวิตและพัฒนาตนเอง รักษาและสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมต่างอัตลักษณ์เฉพาะของตน
- สิทธิในการมีส่วนร่วม รับรู้ข่าวสารอย่างสะดวกเข้าใจง่ายและแสดงความเห็นในเรื่องกระทบต่อวิถีชีวิต
- สิทธิในการเข้าถึงบริการรัฐ เข้าถึงสาธารณูปโภคสวัสดิการของรัฐที่มีคุณภาพอย่างเสมอภาคทั่วถึงและเป็นธรรม

ก่อนจะถึงช่วงเวลาสำคัญของการได้เห็นหน้าตาตัวแทนชาติพันธุ์ ชนเผ่าพื้นเมือง เข้าไปมีส่วนร่วมในคณะกรรมการระดับชาติ จากนี้ตลอดช่วงเดือนกันยายน คงได้เห็นการตื่นตัวของชาติพันธุ์ในหลายพื้นที่กับการคัดเลือกตัวแทนเข้าไปเป็นสมาชิกสภาคุ้มครองฯ ชาติพันธุ์ ครั้งประวัติศาสตร์ และสะท้อนรูปธรรม 1 ปี ของการบังคับใช้กฎหมายชาติพันธุ์ ที่เน้นย้ำส่วนร่วมการออกแบบนโยบายเพื่อคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ให้ตอบโจทย์ครอบคลุมทุกมิติอย่างแท้จริง
