ตัวแทน P-move ชี้ การยุบธนาคารที่ดิน รัฐบาลอาจกินรวบที่ดินทั้งระบบ?

ประกาศยุบธนาคารที่ดิน สวนทางกระบวนการเจรจาที่เดินหน้าร่วมกับรัฐบาล หวั่นกระทบชาวบ้านในโครงการนำร่อง เสนอให้ พอช. รับดูแลระหว่างรอองค์กรใหม่

3 ต.ค. 2569 สืบเนื่องจาก ราชกิจจานุเบกษาประกาศ ยุบเลิกสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2569 ซึ่งประกาศ ณ วันที่ 28 ก.ย พ.ศ. 2569 ลงนาม อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ทำให้สัญญาและภารกิจทั้งหมดของธนาคารที่ดินจะถูกโอนย้ายไปยังสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เข้ามาดูแลและหาหน่วยงานมารับช่วงต่อภายใน 1 ปี

รัฐบาลให้เหตุผลในการยุบ ธนาคารที่ดิน (บจธ.) ว่า ภารกิจจัดหาที่ดินทำกินให้ประชาชนมีความซ้ำซ้อนกับ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) จึงมอบหมายให้ คทช. เข้ามารับช่วงต่อ

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีความเคลื่อนไหวของภาคประชาชนเพื่อคัดค้าน ประกาศดังกล่าว เพราะแม้ทั้งสองหน่วยงานจะทำงานเกี่ยวกับการจัดหาที่ดินเหมือนกัน แต่ต่างกันเรื่องของสิทธิ์ในการจัดการที่ดิน คทช.เป็นกลไกนโยบายและหน่วยงานรัฐที่จัดสรรที่ดินของรัฐให้ประชาชนทำกิน แต่กรรมสิทธิ์ยังเป็นของรัฐ ส่วน ธนาคารที่ดิน(บจธ.) มีภารกิจจัดหา ซื้อ หรือรับโอนที่ดินเอกชน เพื่อนำมาให้เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย มีโอกาสเป็นเจ้าของหรือเช่าซื้อที่ดินได้

พชร คำชำนาญ กองเลขานุการขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move)ระบุว่า เหตุผลของการยุบเลิกสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน(องค์การมหาชน)หรือว่าตัว บจธ. บอกว่าเป็นความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น โดยที่แม้ว่าหน่วยงานประมาณ 17 หน่วยงาน ที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ดิน จะมีการทำหนังสือเวียนตอบกลับมาแล้ว ว่าไม่มีความซ้ำซ้อนของหน่วยงานอื่น ไม่มีองค์กรไหนที่ทำหน้าที่ในการกระจายการถือครองที่ดินแบบที่ บจธ.ทำ แต่ว่ารัฐบาลชุดนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ก็เห็นว่ามีความซ้ำซ้อน ซึ่งขนาดหน่วยงานก็ยังยืนยันเองว่าไม่ซ้ำซ้อนอะไร ก็เลยทำให้เห็นว่าเขามองเรื่องความซ้ำซ้อนมองเรื่องการต้องการงบประมาณที่อยู่ในคลังอยู่ใน บจธ. ประมาณพันล้าน เพื่อเอาไปตั้งหน่วยงานใหม่ แล้วเอาเงินเข้าคลังเท่านั้นหรือไม่

“มองเห็นเงินสำคัญกว่าชีวิตคนอันเนี้ยเป็นเรื่องที่แน่นอนมาก ๆ เรารู้สึกว่ารัฐบาลอนุทิน ไม่ได้มีความคิดที่จะนำไปสู่การให้สิทธิ์ในที่ดินของประชาชน ก่อนหน้านี้ ก็ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พอเดือนนี้ ก็ยุบธนาคารที่ดิน” 

พชร อธิบายเพิ่มเติมว่า ทั้งโฉนดชุมชนและธนาคารที่ดิน เป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดิน ที่มักจุกตัวอยู่ในมือคนกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มนายทุน กลุ่มที่เป็นคนรวยมาสู่มือเกษตรกร และโฉนดชุมชนนับเป็นเครื่องมือในการที่จะทำให้การจัดการที่ดินมันมีความมั่นคงยั่งยืน ที่ดินไม่หลุดมือไปจากเกษตรกร

“แต่กลายเป็นว่ารัฐบาลไม่มีวิสัยทัศน์ในเรื่องของการกระจายการถือครองที่ดิน แล้วก็การรับรับรองสิทธิชุมชน รวมถึงเห็นว่างบประมาณที่ค้างอยู่ใน บจธ. มีความสำคัญมากกว่าชีวิตคน ที่จะได้รับผลกระทบจากการแค่เซ็นยุบ เลิกแบบครั้งเดียว”

ทั้งนี้ ระบุว่า การที่จะโยกไปอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือว่า สคทช. เป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นอยู่แล้วด้วยเหตุผลว่าการออกแบบองค์กรที่เรียกว่า บจธ. ขึ้นมาให้เป็นองค์การมหาชน เพราะไม่อยากให้อยู่ในมือรัฐ เนื่องจากว่าที่ผ่านมาพอกลไกการปฏิรูปที่ดินหรือการกระจายการถือครองที่ดินไปอยู่ในมือรัฐ จะไม่เกิดการกระจายการถือครองที่ดินจริง คือสุดท้ายแล้วมันก็ไม่สามารถปฏิรูปที่ดินได้หรือว่าสุดท้ายแล้วที่ดินก็ยัง ถูกนอมินีซื้อหรือว่าตกไปอยู่ในมือคนที่ไม่ได้ทำเกษตรกรรม  

พชร ได้ยกตัวอย่าง การจัดการที่ดินผ่านมา แม้ประเทศไทยจะมี สปก.แต่ว่าจนถึงทุกวันนี้หากไปตรวจสอบจริง ๆ กลายเป็นว่าที่ดิน สปก.อยู่ในมือในทุนเป็นจำนวนมากแล้วการกระจายการถือครองที่ดินเกิดขึ้นได้ช้ามาก

“เป็นบทเรียนนึงที่เราเคยมีอยู่แล้วว่าถ้าปล่อยให้การกระจายการถือครองที่ดินไปอยู่ในมือของรัฐ จะเป็นยังไง สคทช.เป็นหน่วยนโยบายมากกว่าหน่วยของการปฏิบัติ เขาไม่ได้เชี่ยวชาญในการที่จะไปปฏิบัติการจริงๆ ต่างจากบจธ.ที่ออกแบบมาให้สามารถถือกรรมสิทธิ์ที่ดินได้แล้วก็เอาที่ดินมาแจกจ่ายให้กับเกษตรกรในในหลายรูปแบบ เช่น ซื้อ เช่าซื้อ หรือถือครองกรรมสิทธิ์ร่วมกันเป็นสิ่งที่ สคทช.ไม่ตอบโจทย์ ”

พชร อ้างว่า จะมีองค์กรใหม่ที่ชื่อ SDU ซึ่งจะตั้งขึ้นมาภายใต้ สคทช.ภายหลังจากที่มีการยกเลิกธนาคารที่ดิน รวมทั้งเอางบประมาณ 200 กว่าล้าน ที่มีการกระจายไปที่ สคทช. เพื่อให้ตั้งหน่วยนี้ โดยอ้างว่าเป็นหน่วยงานเพื่อที่จะเอามาทำเรื่องการแปลภาพถ่ายทางอากาศทำ One map ซึ่งอันแน่นอนว่าองค์กรใหม่ ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการกระจายการถือครองที่ดินแน่นอน

“ถ้าถามกันตรง ๆ คือ SDU จะไม่ซ้ำซ้อนกับ GISTDA หรือกรมแผนที่ทหารอย่างไร เพราะว่าหน่วยงานดังกล่าวก็ทำเรื่องแผนที่อยู่แล้ว อาจกลายเป็นว่ารัฐบาลเอาเงินจากบจธ. 200 กล่าล้านบาท ไปตั้งองค์กรใหม่ แล้วเงินส่วนที่เหลือเอาคืนคลัง ”

พร้อมเน้นย้ำว่าเงินจำนวนพันกว่าล้านบาทที่อยู่ในธนาคารที่ดินนี้ เป็นเงินที่เกิดมาจากการต่อสู้เรียกร้องของประชาชนแต่สุดท้ายรัฐบาลกลับยุบเพื่อเอาเงินไปตั้งองค์กรใหม่หนึ่งองค์กร 

ทั้งนี้ได้ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นชัดเจน จากการยุบธนาคารที่ดินครั้งนี้ว่า ชาวบ้านที่อยู่ในโครงการนำร่องของธนาคารที่ดิน โดยเฉพาะพื้นที่โครงการนำร่องที่มีประมาณ 217 ครอบครัว เนื้อที่ประมาณ 730 ไร่ และมีงบประมาณที่ต้องจัดซื้อประมาณ 85 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการทำสัญญาสิทธิเหนือผืนดิน

บจธ. มีรายชื่อชาวบ้านว่าใครถือครองที่ดินแปลงไหน ซึ่งรายชื่อเหล่านี้เป็นความลับระหว่าง บจธ. กับชาวบ้าน แต่เมื่อสุดท้าย บจธ. ถูกยุบ รายชื่อเหล่านั้นก็จะถูกเปิดเผยออกมา ที่ผ่านมา ที่ดินบางส่วนมีข้อพิพาทกับนายทุน และ บจธ. ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย รวมถึงเข้าไปซื้อคืนมาเพื่อจัดสรรให้ชาวบ้าน เรื่องที่จะเกิดขึ้นแน่นอนหลังจากนี้คือ ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่นำร่องธนาคารที่ดินทั้งหมดอาจถูกนายทุนฟ้องขับไล่และไล่รื้อ

ชาวบ้านบางพื้นที่ต่อสู้จนได้ที่ดินผืนใหม่มาจากการถูกไล่รื้อเดิม แล้ว บจธ. เข้ามาช่วยรับซื้อไว้ รวมถึงช่วยไกล่เกลี่ยข้อพิพาท กลายเป็นว่าพวกเขาอาจถูกไล่รื้อเป็นรอบที่ 2 อาจต้องทุบบ้านตัวเองอีกครั้ง หรืออาจต้องติดคุก ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลมองไม่เห็น

“อีกประเด็นที่เราคิดว่าจะกระทบในวงกว้าง คือการตัดความหวัง หรือคล้าย ๆ กับการทำลายความหวังของพี่น้องเกษตรกรกลุ่มอื่น ๆ ที่มีจำนวนมาก นอกเหนือจากพี่น้องพีมูฟ ที่ต้องการเข้าถึงที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมในอนาคต ตอนนี้ไม่มีองค์กรหรือกลไกใด ๆ ที่ทำหน้าที่นี้แล้ว ขณะที่ที่ดินกลายเป็นสินค้าที่มีราคาสูงขึ้นทุกวัน และกระจุกอยู่ในมือของกลุ่มทุนมากขึ้นเรื่อย ๆ คนไทย คนยากคนจน และเกษตรกรเข้าถึงที่ดินได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ฉะนั้นมันจึงเป็นการตัดความหวังและอนาคตของคนรุ่นต่อไปที่จะมีที่ดินเพื่อยังชีพ เพื่อประทังชีวิต”

จากกรณีที่โฉนดชุมชนและเรื่องธนาคารที่ดินถูกยกเลิก พบความย้อนแย้งของการดำเนินนโยบายของรัฐบาล โดยยกตัวอย่าง ความพยายามในการนำที่ดินไปทำเป็นสินค้า เพิ่มมูลค่า ทำดาตาเซ็นเตอร์ หรือการผลักดัน EEC ซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเอื้อให้กลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาจับจองใช้ที่ดินในประเทศ ขณะที่นโยบายที่เราพยายามผลักดันเพื่อกระจายความเป็นธรรมในการถือครองที่ดินให้คนในสังคมกลับถูกทำลายไป

“เรามองว่ารัฐบาลพยายามกินรวบที่ดินทั้งระบบ ทั้งประเทศ ไปอยู่ภายใต้ สคทช. จะเห็นว่าทุกครั้งที่มีการยุบ เช่น ยุบโฉนดชุมชนหรือยุบธนาคารที่ดิน เขาจะบอกว่ามีคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติอยู่แล้ว และมีความซ้ำซ้อนกัน ซึ่งจะเห็นว่าเขามองเรื่องนี้เป็นหลักถึงแม้จะถูกยกเลิกไป เราก็ยังคิดว่าโฉนดชุมชนกับธนาคารที่ดินยังอยู่ในอุดมการณ์ของพี่น้องกลุ่มเกษตรกร กลุ่มชาติพันธุ์ และพี่น้องคนยากคนจนที่ต่อสู้มา เพราะสถานการณ์ก่อนหน้านี้ก็มีความเลวร้าย กว่าจะเกิดรูปธรรมในทางนโยบายของสองเรื่องนี้ขึ้นเราจึงคิดว่าสุดท้ายแล้วมันไม่มีอะไรอื่น มันก็ต้องเดินหน้าสู่การต่อสู้”

ก่อนการประกาศยุบ บจธ. ภาคประชนมีข้อเรียกร้องอยู่ 3 ข้อ

หนึ่ง คือ ขอให้ทบทวนมติ ครม. วันที่ 15 กันยายน 2569 ซึ่งมติ ครม. ตัวนี้เป็นมติ ครม. ลับ ที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เสนอเข้าไป เพื่อให้มีการยกเลิกสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน และนำมาสู่การลงนามในราชกิจจานุเบกษา ข้อนี้คิดว่าเป็นไปได้ยากแล้วในการทบทวน เพราะมีการยกเลิกไปแล้ว

สอง คือ หากยกเลิกไปแล้ว ต้องมีองค์กรใหม่ที่ทำหน้าที่กระจายการถือครองที่ดินจริง ๆ เราอยากให้มีสถาบันการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมเกิดขึ้น เพื่อมาทำหน้าที่แทน บจธ.

เรื่องนี้ พชร ชี้ว่า เป็นไปได้ยากมาก เพราะรัฐบาลมักจะอ้างว่าไม่สามารถตั้งองค์กรใหม่ได้ และต้องทำให้ขนาดของรัฐและองค์กรในประเทศไทยเล็กลงหรือหดแคบที่สุด

ข้อสุดท้าย ในระหว่างนี้ชะตากรรมของชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่นำร่องไม่ควรไปอยู่ภายใต้หน่วยงานราชการอย่าง สคทช.

“เราจึงเรียกร้องว่าอย่างน้อยที่สุด ให้เอาไปไว้ภายใต้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ได้หรือไม่ เพราะ พอช. ทำเรื่องที่อยู่อาศัยอยู่แล้ว มีหน่วยปฏิบัติการอยู่ในแต่ละภูมิภาค มีคนและมีความเชี่ยวชาญ และที่สำคัญคือเป็นองค์การมหาชนเหมือนกัน ไม่ได้เป็นองค์กรรัฐ”

ขณะที่ นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และเป็นประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค  โพสต์โซเชียลโดยมีเนื้อหาบางส่วน ระบุว่า สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.)  ถูกตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2554 ในฐานะองค์กรชั่วคราว เพื่อเตรียมการไปสู่การจัดตั้งธนาคารที่ดินตัวจริง ที่มีกฎหมายรองรับอย่างถาวร แต่พบว่าผ่านมากว่าสิบปีธนาคารที่ดินตัวจริงก็ยังไม่เกิด ส่วนสำคัญเป็นเพราะกระบวนการผลักดันกฎหมายไม่เคยไปถึงปลายทาง เหตุมาจากการเปลี่ยนรัฐบาล ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย และความไม่แน่นอนทางการเมือง

“รัฐจึงต้องต่ออายุ บจธ. ครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศระหว่างที่ธนาคารที่ดินตัวจริงยังจัดตั้งไม่สำเร็จ เมื่อปี 2568 คณะรัฐมนตรียังมีมติขยายเวลาการทำงานของ บจธ. ออกไปถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยเหตุผลสำคัญก็คือ การจัดตั้งธนาคารที่ดินหรือองค์กรที่ทำหน้าที่ในลักษณะเดียวกัน ยังไม่แล้วเสร็จ และจำเป็นต้องให้ภารกิจช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจนดำเนินต่อไป”

ทั้งนี้ ระบุว่า หากรัฐบาลเห็นว่ามีหน่วยงานอื่นทำหน้าที่แทนได้ ก็ควรตอบให้ชัดว่า ใครจะทำ ทำอย่างไร มีอำนาจ เครื่องมือ งบประมาณ และกลไกช่วยเหลือประชาชนเทียบเท่าหรือดีกว่าเดิมอย่างไร ไม่ใช่ยุบองค์กรเดิมก่อน แล้วค่อยบอกประชาชนว่าเดี๋ยวจะหาคนมารับงานต่อ วันนี้ บจธ. ระบุว่าได้ส่งมอบข้อมูลโครงการต่าง ๆ ให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ สคทช. รับผิดชอบในช่วงเปลี่ยนผ่านแล้ว แต่สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่เพียง “หน่วยงานรับแฟ้มต่อ”

สิ่งที่ต้องการคือ กลไกที่มีอำนาจ มีงบประมาณ และมีภารกิจชัดเจนในการกระจายการถือครองที่ดิน ป้องกันการสูญเสียที่ดิน และทำให้เกษตรกรกับผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงที่ดินได้จริง เพราะปัญหาที่ดินไม่ใช่งานธุรการที่จะเอาไปฝากไว้กับหน่วยงานไหนก็ได้…

“สำหรับคนมีเงิน ที่ดินอาจเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนแต่สำหรับเกษตรกรและคนจน ที่ดินคือบ้าน คือที่ทำกิน คือรายได้ และคือความมั่นคงของทั้งครอบครัว การจะยุบองค์กรหนึ่งจึงทำได้ไม่ยาก เพียงมีประกาศไม่กี่บรรทัด นายกลงลายเซ็นอย่างที่เราเห็นแต่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ก่อนว่า หลังจากยุบแล้ว ใครจะทำหน้าที่แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดินแทน และทำได้ดีกว่าเดิมอย่างไร”

ผมจึงอยากถามรัฐบาลแทนพี่น้องประชาชนนะครับ ว่า รัฐบาลยังเห็นความสำคัญของ “ธนาคารที่ดิน” อย่างที่ประชาชนจำนวนมากเห็นอยู่หรือไม่?เหตุใดข้อเสนอเรื่องการต่อเวลาในช่วงเปลี่ยนผ่านและการศึกษากลไกใหม่ร่วมกับภาคประชาชน จึงไม่กลายเป็นทางออกก่อนที่จะตัดสินใจยุบ? และที่สำคัญที่สุด… รัฐบาลมองปัญหาความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดินเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่รัฐมีหน้าที่ต้องแก้จริง ๆ หรือเปล่า?เพราะถ้ารัฐบาลมองเห็นปัญหานี้จริง การตัดสินใจไม่ควรจบเพียงคำว่า “ยุบ”แต่ต้องตอบให้ได้ด้วยว่าแล้วประชาชนที่ยังไม่มีที่ดินทำกิน จะไปพึ่งใครครับ?”

ด้าน นิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย อดีต สส. ระบุว่า พ.ศ.2554 ปี เขาได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่เป็นรองประธานคนที่ 1 คณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่รองประธาน กมธ.ที่ดินฯ ปีเดียวกันกับการถือกำเนิดของธนาคารที่ดิน ได้ให้ความเห็นจากการยุบธนาคารที่ดินว่า มองผลเสียหรือความเสี่ยงการล่มสลายของโครงการจัดการที่ดินของประเทศ 4 เรื่อง

1.เกษตรกรอาจต้องรอนานขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านคนที่กำลังขอความช่วยเหลืออาจไม่รู้ว่าต้องไปหาใคร ขณะที่ปัญหาหนี้และการเสียที่ดิน รอไม่ได้

2.ผู้เดือดร้อนรายใหม่อาจขาดช่องทางช่วยเหลือการดูแลสัญญาเก่าให้เสร็จ กับการเปิดรับคนที่เพิ่งเดือดร้อน เป็นคนละเรื่อง ต้องประกาศให้ชัดว่าจะรับรายใหม่ที่ไหน

3.อาจสูญเสียคนที่รู้ปัญหาในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ที่ทำงานกับชุมชนมานานรู้รายละเอียดมากกว่าเอกสาร หากคนเหล่านี้ออกไปทั้งหมด หน่วยงานใหม่อาจต้องเริ่มเรียนรู้กันใหม่

4.งานช่วยคนจนเรื่องที่ดินอาจได้รับความสำคัญน้อยลงหากไปรวมอยู่ในหน่วยงานที่มีงานหลายด้าน โดยไม่มีงบและเจ้าหน้าที่รับผิดชอบชัดเจน

อย่างไรก็ดี พชร ระบุว่า ประเด็นที่ต้องจับตาต่อจากนี้ คือกระบวนการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับขบวนการประชาชน พชร  มองว่า หากรัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหาและทำเพื่อประชาชนจริง เรื่องนี้สามารถจบได้ด้วยการเจรจากับ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี

เนื่องจากก่อนหน้านี้ พีมูฟได้ชุมนุมเมื่อเดือนสิงหาคม และมีการเปิดประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีทรงศักดิ์เป็นประธาน หนึ่งในประเด็นสำคัญที่หารือกันคือเรื่องธนาคารที่ดิน โดยที่ประชุมมีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 2 ชุดเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการผลักดันธนาคารที่ดิน โดยชุดหนึ่งเป็นคณะอนุกรรมการ และอีกชุดอยู่ภายใต้ สคทช. ซึ่งมีการประชุมไปแล้วบางส่วน

นอกจากนี้ ผลการประชุมยังมีการพูดถึงการต่ออายุ บจธ. โดยฝ่ายประชาชนเสนอให้ต่ออายุออกไป 6 เดือนถึง 1 ปี ซึ่ง พชร มองว่าสามารถดำเนินการได้ไม่ยาก เพียงการต่ออายุพระราชกฤษฎีกา

ข้อเสนอจากการเจรจาในช่วงดังกล่าว ต่อมากลายเป็นมติ ครม. เมื่อวันที่ 11 ส.ค. แต่เมื่อวันที่ 15 ก.ย. มีมติ ครม. ออกมาเกี่ยวกับการยกเลิก บจธ.  จึงมองว่า รัฐบาลไม่ได้ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกับสิ่งที่ได้พูดคุยและเจรจากันไว้ก่อนหน้านั้น

จากเหตุที่เกิดขึ้นทำให้ พชร รู้สึกว่ารัฐบาลไม่จริงใจ เพราะการพูดคุยกับประชาชนเป็นไปในแนวทางหนึ่งแต่การดำเนินการต่อมาเกิดขึ้นโดยที่ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมและไม่รับรู้ จนกระทั่งมีมติ ครม. ออกมา จึงพบว่าสิ่งที่ได้เจรจากันไว้ก่อนหน้านั้นถูกเปลี่ยนแปลง

พชร ระบุว่าปัญหานี้จึงไม่ได้กระทบเพียงพีมูฟ แต่ยังอาจส่งผลต่อขบวนการภาคประชาชนในประเด็นอื่น ๆ โดยมองว่า หากรัฐบาลรับข้อเสนอจากประชาชนไปในกระบวนการเจรจา แต่ภายหลังมีการดำเนินการที่แตกต่างออกไปก็อาจทำให้เกิดสถานการณ์ในลักษณะเดียวกันกับข้อเรียกร้องอื่นในอนาคต

จากนี้จึงต้องติดตามทั้งอนาคตของขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชน รวมถึงกระบวนการแก้ไขปัญหาที่ดินและทรัพยากรภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร

“สุดท้ายแล้ว ครม. โดยเฉพาะพรรคสีน้ำเงิน มีอะไรกันหรือเปล่า เพราะเวลาคุยกันหรือชี้แจง มันไม่ตรงกัน คนหนึ่งทำอย่าง คนหนึ่งทำอย่าง เราไม่อยากให้ชะตากรรมชีวิตของชาวบ้านเป็นเกมการเมืองของพรรค ที่เอาชาวบ้านมาเป็นตัวประกันในการทำลายกันหรือเล่นเกมการเมืองกัน เรารู้สึกว่าเราอยากฝากเรื่องนี้ถึงรัฐบาลด้วย”

จากนี้ เครือข่ายเตรียมชุมนุมระหว่างวันที่ 4-6 ต.ค. 2569 โดยวันที่ 5 ต.ค.จะมีการเจรจากับคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของกระบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ซึ่งมี ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน  โดยเครือข่ายยืนยันว่า รองนายกรัฐมนตรี ทรงศักดิ์ ควรมีส่วนรับผิดชอบต่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ในฐานะผู้กำกับดูแล พอช. เป็นกรรมการแก้ไขปัญหาของเครือข่าย และรับทราบข้อเรียกร้องของประชาชนมาโดยตลอด

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active