กสม.แนะ เดินหน้านโยบายแบบพุ่งเป้า สนับสนุนกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เข้าถึงพลังงานไฟฟ้าที่เหมาะสมและเป็นธรรมอย่างเป็นระบบ
วันนี้ (1 พ.ย.69) ทีมข่าว The Active ลงพื้นที่ชุมชนบ้านมั่นคงสหกรณ์มีสุข ต.แพรกษา อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ เพื่อฟังความเห็นต่อโครงการโซลาร์ภาคประชาชน โดยชาวบ้านที่นี่ต่างสะท้อนในทิศทางเดียวกัน ว่าเป็นเรื่องดีที่รัฐบาลผลักกันโครงการเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาด และจะเป็นการลดค่าไฟในระยะยาว แต่เมื่อดูเงื่อนไขแล้ว แม้รัฐจะอุดหนุนมา 50,000 บาท แต่ค่าติดตั้งราว ๆ อีก 140,000-150,000 บาท ส่วนนี้ต้องไปกู้ ซึ่งตอนนี้แค่ภาระค่าผ่อนบ้านที่ชุมชนนี้แบกรับ เดือนละ 2,700 บาท ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหาร ไหนจะส่งลูกหลานเรียน ก็ตึงมือแทบจะไม่พอแล้ว ยิ่งครอบครัวที่มีคนเปราะบาง หรือผู้ป่วยติดเตียง ยิ่งมีภาระค่าใช้จ่ายหนักไปอีก



จำนงค์ หนูพันธ์ ประธานขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ พีมูฟ ชี้ว่า โครงการดังกล่าว ไม่ตอบโจทย์การช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยให้สามารถเข้าถึงได้ เป็นการช่วยเหลือคนชนชั้นกลางขึ้นไป หรือคนรวยที่มีเงินทุนเท่านั้น นี่จึงยังสะท้อนความเหลื่อมล้ำ คนจนเข้าไม่ถึง เป็นการเอื้อทุนมากกว่าที่จะช่วยเหลือประชาชน
“ ชุมชนบ้านมั่นคง เขามีโครงสร้างบ้านที่แข็งแรง ทางกายภาพเหมาะสมที่จะติดตั้งโซลาร์เซลได้ แต่ยังต้องผ่อนบ้าน ค่าใช้จ่ายอีกมากมาย ต้องลงทุนกู้เพิ่มเขาเข้าไม่ถึงอยู่แล้ว ที่หนักคือชุมชน เช่น ริมทางด่วนบางนา และกว่า 160 ชุมชนสมาชิกพีมูฟ ที่ยังมีปัญหาข้อพิพาทที่ดิน ไม่มีทะเบียนบ้าน ต้องใช้ไฟฟ้าแบบพ่วงหม้อแปลง ค่าไฟแต่ละเดือนแพงหน่วยละ 7-8 บาท ตกหล่นจากนโยบายค่าไฟแบบเหมาจ่าย 315 บาท ในกรณีใช้ไม่เกิน 200 หน่วย แต่เขาต้องพ่วงหม้อแปลงรวมทุกหลัง รวมตกเดือนละหลักหมื่นหน่วย ก็ไม่ได้รับสิทธิตรงนี้ เรื่องโซลาร์ภาคประชาชนยิ่งยาก เพราะสลัมบ้านไม่แข็งแรง นี่จึงสะท้อนว่าคนจนตกหล่นซ้ำซ้อนทุกนโยบายทุกมาตรการ ”จำนงค์ กล่าว

ประธานพีมูฟ เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจัดทำระเบียบตามมติครม.เพื่อให้เดินหน้าทะเบียนบ้านชั่วคราวให้กับชุมชนคนยากจน เพื่อสามารถติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าได้เอง เพื่อเป็นการลดค่าไฟ ค่าครองชีพให้ประชาชนอย่างแท้จริง
ส่วนการติดโซลาร์ภาคประชาชน หากตอนนี้งบประมาณไม่เพียงพอสนับสนุนแบบพุ่งเป้าผู้มีรายได้น้อยทุกครัวเรือน ให้สนับสนุนสหกรณ์ชุมชน หรือท้องถิ่น ให้ผลิตไฟใช้ส่วนกลาง และสามารถขายคืนรัฐได้ สะสมเป็นเงินทุน ทยอยติดตั้งให้ครัวเรือนที่มีภาระหนัก ต้องใช้ไฟเยอะ อย่างผู้ป่วยที่ต้องใช้เครื่องออกซิเจน เป็นต้น

สอดคล้องกับข้อมูลที่ The Active พูดคุยกับ ศยามล ไกรยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่สำรวจและจัดทำข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนกรณีการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อภาคครัวเรือน พบว่า แม้ปัจจุบันประชาชนจะเข้าถึงไฟฟ้าได้สูงถึงร้อยละ 99.9 แต่ยังมีถึง 59,122 ครัวเรือน 731 หมู่บ้าน ใน 48 จังหวัด ที่ยังเข้าไม่ถึงไฟฟ้าจากระบบสายส่งหลักของรัฐ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จึงเห็นว่า หากจะเป็นการเดินหน้าเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงไฟฟ้าได้อย่างทั่วถึง และลดค่าไฟฟ้า เพื่อลดค่าครองชีพได้อย่างแท้จริง ควรเดินหน้านโยบาย วางแผนให้ประชาชนเข้าถึงไฟฟ้าที่เหมาะสมและเป็นธรรมอย่างเป็นระบบ
ตั้งแต่การช่วยเหลือแบบพุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนผู้มีรายได้น้อย หรือคนจน ที่ยังเข้าไม่ถึงไฟฟ้า ยังต้องใช้หม้อพ่วง และยังต้องจ่ายค่าไฟแพง ให้สามารถเข้าถึงไฟฟ้าระบบสายส่งหลักของรัฐในราคาที่เป็นธรรม ซึ่งส่วนนี้ต้องควบคู่กับการแก้ไขกฎหมาย หรือระเบียบในการรองรับ
“ที่สำคัญ สนับสนุนให้ท้องถิ่น ผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ให้ชุมชน และสามารถขายไฟฟ้าได้ โดยยกเลิกระบบโควต้า ให้สามารถขายไฟฟ้าในราคาที่เป็นธรรม ซึ่งตรงนี้จะช่วยลดปัญหาที่ต้องมีแผนการสำรองไฟฟ้า โดยการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ และต้องกลายมาเป็นต้นทุนภาระในการจ่ายค่าไฟของประชาชนได้ด้วย” ศยามล กล่าว

