โฉนดปริศนาโผล่ทับที่บรรพบุรุษ ชาวบ้านกบินทร์บุรี ร้องโดนหมายขับไล่ใน 30 วัน

ชาวบ้านโปร่งไผ่ หมู่ 6 ต.บ้านนา อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี โร่แจ้งความ ได้รับความเดือดร้อนถูกเอกชนส่งหนังสือแจ้งให้ย้ายออกจากพื้นที่ ตั้งคำถามหน่วยงานออกโฉนด ปี 36 ทับชุมชนเดิม โดยไม่สอบถามคนในพื้นที่ จี้ ตรวจสอบเอกชนถือครองที่ดินในเขตป่า นิคมสหกรณ์ กว่า 3,000 ไร่ ทั้งที่ผิดกฎหมาย ด้าน รองผู้ว่าฯ ปราจีนบุรี เรียกถกทุกฝ่ายพรุ่งนี้ (9 พ.ย. 69)

จากกรณีกลุ่มชาวบ้านและผู้นำชุมชนบ้านโปร่งไผ่ หมู่ 6 ต.บ้านนา อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี กว่า 30 คน เดินทางเข้าแจ้งความและลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่สถานีตำรวจภูธรกบินทร์บุรี อ้างว่าได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากการถูกบริษัทแห่งหนึ่งส่งหนังสือแจ้งเตือนให้ระงับการก่อสร้าง รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สิน และออกจากพื้นที่ภายใน 30 วัน โดยอ้างสิทธิครอบครองตาม นส.3ก

ตัวแทนชาวบ้าน บอกว่า บรรพบุรุษอาศัยทำกินในพื้นที่นี้มาตั้งแต่ ปี 2418 รวมเวลากว่า 151 ปี ตั้งแต่สมัยพื้นที่ยังเป็นป่าดงดิบ การเดินทางต้องเดินเท้าหรือขี่ม้า ไม่เคยมีใครมาอ้างสิทธิแม้แต่คนเดียว พอต่อเติมบ้านให้มั่นคง กลับโดนหมายขับไล่จึงเดินทางเข้าแจ้งความเพื่อขอความยุติธรรม

เบื้องต้น พนักงานสอบสวน สภ.กบินทร์บุรี ได้แนะนำให้ชาวบ้านรวบรวมรายชื่อและหลักฐานการอยู่อาศัยตั้งแต่อดีตมาลงบันทึกประจำวันไว้ เพื่อใช้อ้างสิทธิและสู้คดีตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

(ภาพจาก : Kanpassawee Taweeassawakul)

ล่าสุดวันนี้ (8 พ.ย. 2569) ตัวแทนชาวบ้าน ยังแสดงหนังสือบอกกล่าวทวงถาม (Notice) ที่อ้างว่าบริษัทส่งมาให้พ่อของตน และชาวบ้านในหมู่บ้านเวลานี้ รวม 22 ใบ จึงเกิดความสงสัย ทำไมจึงมาดำเนินการในเวลานี้

“ถ้าไม่มีบ้านแล้วเราจะไปอยู่ที่ไหน ที่ผ่านมาสมัยรุ่นทวดก็มีปัญหาเรื่องที่ดินลักษณะนี้มาตลอด ชาวบ้านสมัยนั้นสู้มาตลอด แต่ก็ไม่เคยสำเร็จ เพียงแต่ไม่เคยถูกไล่ที่ไม่เคยมีหนังสือมาให้รื้อถอน มาวันนี้นี่ชาวบ้านจะไม่มีที่ซุกหัวนอนแล้ว”

ตัวแทนชุมชนบ้านโปร่งไผ่ หมู่ 6

The Active สอบถามประเด็นนี้เพิ่มเติมจาก สุนทร คมคาย ประธานอาสาสมัครพิทักษ์สิ่งแวดล้อม อ.กบินทร์บุรี ในฐานะแกนนำกลุ่มปราจีนเข้มแข็ง เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้เมื่อ 21 ต.ค. 69 ตนเองได้ประสานเจ้าหน้าที่ป่าไม้และฝ่ายปกครองลงพื้นที่ตรวจพิสูจน์ พบข้อพิรุธน่าสงสัย 2 จุดใหญ่ 

จุดแรกคือ โฉนดเนื้อที่ 38 ไร่ ทับที่ชาวบ้าน 18 คน (อยู่นอกเขตป่าสงวนฯ) และจุดที่สอง คือ โฉนดเนื้อที่ 46 ไร่ ทับที่ชาวบ้าน 7 คน โดยพบว่าตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแก่งดินสอ ป่าแก่งใหญ่ และป่าเขาสะโตนจริง จึงตั้งคำถาม 3 ประเด็นหลัก ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ

  • กระบวนการออกโฉนดของกรมที่ดิน เหตุใดการรังวัดหรือออกเอกสารสิทธิเมื่อปี 2536 จึงไม่มีการลงพื้นที่ตรวจสอบว่ามีประชาชนอยู่อาศัย และไม่มีการสอบถามชาวบ้านในพื้นที่ก่อนออกเอกสารสิทธิ

  • การออกเอกสารสิทธิทับพื้นที่ป่า โฉนดดังกล่าวออกทับลงบนพื้นที่ป่าไม้ได้อย่างไร

  • การถือครองที่ดินของเอกชน บริษัทเอกชนสามารถครอบครองที่ดินในเขตป่าไม้ และเขตนิคมสหกรณ์ได้อย่างไร ถึง 3,000 ไร่ ซึ่งโดยกฎหมายแล้วไม่อนุญาตให้ถือครอง

“ชาวบ้านอยู่อาศัยกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ถากถางสร้างพงกันมาเป็นร้อยปี ไม่อยากย้ายไปไหน แต่วันที่ชาวบ้านไปขอออกเอกสารสิทธิเจ้าหน้าที่บอกว่าเป็นพื้นที่ป่าไม้ออกไม่ได้ แต่บริษัทกลับไปออกเอกสารสิทธิในเขตป่าไม้ได้ เป็นไปได้อย่างไร“

สุนทร คมคาย

ทั้งนี้ มีรายงานว่าในวันพรุ่งนี้ (9 พ.ย. 69) ชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ได้นัดหมายทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมป่าไม้ กรมที่ดิน นิคมสหกรณ์ รวมถึงชาวบ้าน และบริษัทเอกชน เข้าร่วมพูดคุยเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา

ขณะเดียวกันกลุ่มชาวบ้านจะมีการจัดเวทีรณรงค์ควบคู่กันไป เพื่อสื่อสารข้อเท็จจริงว่าชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้าง และเป็นผู้มีรายได้น้อย ต้องเผชิญความไม่ยุติธรรมจากการถูกบีบให้ออกจากพื้นที่อาศัย ทำกิน 

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active