หาทางออก ‘ด.ช. 4 ขวบ’ ในค่ายลี้ภัย ถูกปฏิเสธเข้าเรียนอนุบาล หวั่นขัดหลักการศึกษาเพื่อทุกคน  

ตั้งข้อสังเกตขัด มติ ครม. – ประกาศ ศธ. หรือไม่ ? ย้ำไทยเดินหน้าแนวทาง Education for All การศึกษาเพื่อทุกคน แต่ระดับพื้นที่กลับตีความสวนทาง กังวลข้อจำกัดด้านโอกาส กระทบสิทธิการศึกษาเด็กไร้สถานะทางทะเบียน ด้าน ‘คลินิกกฎหมาย มูลนิธิกระจกเงา’ เร่งประสานหน่วยงานเกี่ยวข้องหาทางช่วย

ภายหลัง คลินิกกฎหมาย มูลนิธิกระจกเงา ได้รับเรื่องร้องเรียน กรณี “ชัดดู” เด็กชายวัย 4 ขวบ ถูกปฏิเสธรับสมัครเข้าเรียนชั้นอนุบาล 2 ที่โรงเรียนบ้านห้วยนกกก อ.ท่าสองยาง จ.ตาก เนื่องจากโรงเรียนอ้างถึงระเบียบของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ที่อาจขัดหลักกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยอนุสัญญาสิทธิเด็ก

ทั้งที่มติ คณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 5 ก.ค. 2548 ต้องการให้การศึกษาเปิดกว้างสำหรับเด็กทุกคน แม้ไม่มีสัญชาติไทยหรือสถานะทางทะเบียน รวมถึง กระทรวงศึกษาธิการ ออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ วันที่ 27 ม.ค. 2569 เรื่อง การรับนักเรียนนักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือ ไม่มีสัญชาติไทย และ ยังมีมติ ครม. วันที่ 13 ม.ค. 2569 ซึ่งมีนโยบายที่เฉพาะเจาะจงให้รับเด็กในค่ายผู้ลี้ภัยเข้าเรียนในโรงเรียนนอกค่ายผู้ลี้ภัยได้ ซึ่งอยู่ในขั้นกำหนดรายละเอียดของนโยบาย จึงนำไปสู่การตั้วคำถามถึงการตัดสินใจของโรงเรียน อาจขัดมติ ครม. หรือไม่ ?

ศิวนุช สร้อยทอง หัวหน้าคลินิกกฎหมาย มูลนิธิกระจกเงา เปิดเผยกับ The Active ว่า เรื่องการศึกษาสำหรับทุกคน (Education for All) เป็นสิ่งที่ประเทศไทยยอมรับ และให้ความสำคัญมาโดยตลอด แล้วก็มีความชัดเจนมากขึ้นในปี 2548 ที่มีมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 5 ก.ค. 2548 ที่จะดูแลเด็กทุกคนที่อยู่ในผืนแผ่นดินไทย ให้สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาโดยดูแลเรื่องค่าหัวการศึกษาให้อย่างเท่าเทียม เพื่อให้เด็กทุกคน ไม่หลุดจากระบบการศึกษา โดยไม่ต้องพิจารณาเลยว่าเด็กคนนั้น ถือเอกสารอะไร เพียงแค่เป็นเด็กที่อยู่ในประเทศไทย ก็ต้องเข้าเรียนได้ เพราะว่า ประเทศไทยก็มองว่าเรื่องการศึกษาเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้เกิดความมั่นคงของประเทศ เกิดความสงบสุข เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจ

“ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นเด็กในพักพิง หรือเด็กนอกค่ายพักพิงก็จะเข้าสู่ระบบการศึกษา”

ศิวนุช สร้อยทอง

ศิวนุช อธิบายว่า เด็กนอกค่ายพักพิง หมายถึง เด็กทั่วไปที่อยู่ในชุมชนของประเทศไทย คุณอยู่ใกล้โรงเรียนไหนก็สามารถสมัครเรียนได้ ถ้าไม่มีเลขประจำตัว 13 หลัก เช่น การตกหล่นทางทะเบียนโรงเรียนก็จะรับเข้าเรียน แล้วก็กำหนดรหัสนักเรียนที่เรียกว่ารหัส G  เพื่อให้เด็กใช้ถือแสดงตัวในการเป็นนักเรียนนักศึกษาไว้ก่อน แล้วหลังจากนั้นก็จะมีระบบที่จะพัฒนาเขาสู่การบันทึกทางทะเบียนที่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงเขาต่อไป

ศิวนุช สร้อยทอง หัวหน้าคลินิกกฎหมาย มูลนิธิกระจกเงา

“สมมุติว่า สุดท้ายเขาเป็นลูกพ่อไทยแม่ไทย เด็กคนนี้ก็จะเข้าสู่การมีบัตรประชาชน หรือถ้าปรากฏว่าจริง ๆ แล้ว เขาพิสูจน์ตัวไม่ได้ว่าพ่อแม่เป็นใคร หรือพ่อแม่เป็นกลุ่มคนอพยพมานานแล้วเขาก็จะเข้าสู่หลักฐานทางทะเบียน ที่เรียกว่า บุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน คือ รับเด็กเข้าเรียนแล้วก็ไปดูอีกทีว่า แต่ละคนมีข้อเท็จจริงอย่างไร แล้วก็พัฒนาสถานะเด็กคนนั้น ตามเรื่องจริงของเด็ก”

ศิวนุช สร้อยทอง

ส่วนเด็กในค่ายผู้ลี้ภัย การจัดการค่ายผู้ลี้ภัย เป็นความร่วมมือของประเทศไทยกับองค์การระหว่างประเทศอย่าง สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) มีการจัดการเรียนการสอนภายในค่ายผู้ลี้ภัย เพื่อให้เด็ก ๆ สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาพื้นฐานสำหรับเขาได้ และเคยมีความพยายามอย่างมากที่จะทำให้ผู้ลี้ภัยที่อพยพมาอยู่ในค่ายพักพิง มีโอกาสไปประเทศที่ 3 แต่กลไกมีข้อติดขัด ทำให้เกิดข้อปัญหาว่าคนกลุ่มนี้ไม่สามารถที่จะไปประเทศไหนได้เลย กระทั่งสถานการณ์ล่าสุด รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ตัดทุนในการดูแลด้านสิทธิมนุษยชนหลายเรื่อง ซึ่งก็กระทบกับประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่ง เพราะว่าทุนส่วนหนึ่งในการดูแลคนกลุ่มนี้ มีการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ทำให้ภาคประชาสังคม ที่เคยทำงานเรื่องการศึกษาในค่าย หรือ การดูแลคุณภาพชีวิตหายไปจากระบบ

ศิวนุช ยังบอกด้วยว่า ประเทศไทยมีแนวคิดว่าอย่างไรก็ต้องดูแลคนกลุ่มนี้ โดยให้รุ่นพ่อแม่ ออกมาทำงานนอกค่ายได้ ส่วนรุ่นลูก จะเป็นรุ่นที่จะต้องออกแบบว่าการศึกษาที่ จะทำให้เขาอยู่ในสังคมไทยได้ จะเป็นอย่างไร ในปี 2568 มีมติ ครม. ให้ผู้ลี้ภัยในค่ายออกมาทำงานได้ เด็กส่วนใหญ่ก็จะเรียนในค่ายก่อนแล้ว ถ้ามีความตั้งใจอยากจะเรียนนอกค่าย ก็จะมีการผ่อนปรนให้เด็กออกมาเรียนนอกค่ายได้ 

“แต่ปัจจุบันอย่างที่ทราบ คือ โรงเรียนในค่ายไม่ได้มีความพร้อมขนาดนั้น แล้วในอนาคตเด็กกลุ่มนี้ เขาก็จะกลายมาเป็นแรงงานทดแทนในประเทศไทย ถ้าว่าง่าย ๆ ตอนนี้เรากำลังดูแลคนที่จะมาทำงานในตลาดแรงงานในอนาคตของเรา ก็เลยมีแนวทางที่คิดว่าเด็กกลุ่มนี้ควรจะมาเรียนนอกค่ายได้อย่างเป็นระบบ”

ศิวนุช สร้อยทอง

หัวหน้าคลินิกกฎหมาย มูลนิธิกระจกเงา ยังยกตัวอย่าง “พลอย” นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อสะท้อนให้เห็นความจำเป็นที่เด็กค่ายลี้ภัยต้องเดินทางออกมาเรียนนอกค่าย ว่า พลอยก็เป็นผลพวงที่งดงามจากเรื่องนี้ ที่ทำให้ได้มีโอกาสเข้าสู่ระบบการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย แล้วก็จะมาเป็นกำลังของประเทศไทยต่อไป ซึ่งเธอได้ส่งหนังสือขอบคุณถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเรียกร้องอยากให้เด็กทุกคนได้รับโอกาสเช่นเดียวกับเธอ

แต่ว่าสำหรับเด็กคนอื่น ๆ ด้วยความที่การจัดการเรื่องการเดินทางยังไม่มีความเป็นระบบเดียวกัน ทำให้เกิดข้อขัดแย้งขึ้น อย่าง เจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทย ยังสับสนว่าสามารถทำเรื่องอนุญาตให้ออกนอกพื้นที่ต้องทำอย่างไร รวมไปถึงสถานศึกษาที่จะรับเด็กเข้าเรียนที่สับสนเรื่องการสั่งการในพื้นที่ว่าเรียนได้หรือไม่ได้

ศิวนุช ยังย้ำถึง มติ ครม. เมื่อ 13 ม.ค. 2569 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวเรื่องนี้ถึงรัฐบาล ว่า ควรเข้าไปจัดการการศึกษาให้เด็กทุกคน เพราะเขาคือกำลังของประเทศไทย และ มีหนังสือประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การดูแลการศึกษาเด็กทุกคน แต่สำหรับเด็กในค่าย ยังมีความสับสนในการตีความอยู่ เช่น สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ “น้องชัดดู เด็กในค่ายลี้ภัยท่าสองยาง”

ดังนั้นหากมองในเชิงวิชาการ จะพบว่า ประเด็นนี้ มี 2 ระยะที่จะต้องเกิดขึ้น คือ

  1. เด็กบางคนมีความพร้อม คือ มีความคุ้นชินกับชุมชนในระดับหนึ่ง พ่อแม่ และตัวเด็กมีความเข้าใจในการที่จะใช้ชีวิตนอกค่าย เขาควรได้ออกมาเรียน เพราะว่าในอนาคตคาดหวังให้คนกลุ่มนี้ เข้ามาในตลาดแรงงาน

  2. สำหรับกลุ่มที่ต้องอาศัยการปรับตัว ปรับพื้นฐานการเรียน อาจจะต้องมีการสร้างโรงเรียนเตรียมอนุบาลในค่าย เพื่อการใช้ชีวิตนอกค่าย

“มองว่า ตรงนี้เป็นทิศทางที่กระทรวงศึกษาธิการ หรือ สภาความมั่นคงแห่งชาติ น่าจะมองเห็นแล้ว แต่อยู่ระหว่างการดำเนินการ ในระหว่างขั้นตอนเหล่านี้”

ศิวนุช สร้อยทอง

สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นกับ ชัชดู คลินิกกฎหมายมูลนิธิกระจกเงา ได้หารือร่วมกับ ว่าที่ร้อยตรี ณรงค์ชัย จินดาพันธ์ ปลัดจังหวัดตาก แจ้งปัญหาการละเมิดสิทธิในการศึกษาของเด็กวัยเยาว์ โดยเข้าตรวจสอบปัญหาและได้ประสานกับ ปราณี คู่มณี ศึกษาธิการจังหวัดตาก ซึ่งเปิดเผยว่า เมื่อปลายเดือน ม.ค. 2569 ได้มีการประชุมเรื่องการศึกษาของเด็กไร้สัญชาติในค่ายผู้ลี้ภัย โดยมีการเข้าร่วมของผู้แทน สมช. ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนองค์กร Save the Children และ ผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ มีการพูดคุยแนวทางจัดการศึกษาสำหรับเด็กไร้สัญชาติในค่ายผู้ลี้ภัยว่า “เด็กทุกคนควรต้องได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานตามกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ” แต่เพียงในที่ประชุมนี้มีการตีความมติ ครม.วันที่ 5 ก.ค. 2548 ซึ่งยืนยัน สิทธิการศึกษาสำหรับทุกคน (Education for all) ยกเว้นเด็กผู้ลี้ภัยในค่าย ในการออกมาเรียนนอกค่าย และ จำเป็นต้องให้กระทรวงศึกษาธิการขอมติคณะรัฐมนตรีใหม่

ศิวนุช ยังมั่นใจว่า ทิศทางที่เด็กค่ายลี้ภัยต้องได้เรียนมีแน่นอน เพียงแต่การศึกษาในค่ายเวลานี้ ต้องมีการปรับตัวเพื่อให้เด็กสามารถนำทักษะความรู้มาต่อยอดในการเรียกโรงเรียนนอกค่ายได้ รวมถึงกรณีเด็กที่ออกมาเรียนอยู่แล้ว เขาสามารถปรับตัวได้แล้ว ควรทำให้ “ระบบการอนุญาต” มีความชัดเจนมากขึ้น กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน ต้องออกมาช่วยสนับสนุนทำให้พื้นที่มีความพร้อม และทำงานได้ ฝั่งกระทรวงมหาดไทยต้องออกมาสร้างระบบการทำเรื่องออกนอกพื้นที่ให้

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active