“สิริพงศ์” อวย ผลงานสานต่อของนายกฯ อนุทิน เด็กหลุดจากระบบลดลงต่อเนื่อง เล็งพัฒนานวัตกรรมทางกฎหมายให้ชุมชนจัดการเรียนการสอนเด็กข้ามชาติสนับสนุนงบฯ เท่าที่จำเป็น เตรียมพร้อมก่อนไทยประธานอาเซียนในอีก 2 ปีข้างหน้า
.
วันนี้ (29 ส.ค.69) สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการบูรณาการการทำงานเพื่อขับเคลื่อนการจัดการศึกษาหรือการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น (ภายใต้โครงการ Thailand Zero Dropout PLUS) กล่าวภายหลังขึ้นเวที Flexible Learning: Thailand Zero Dropout Plus การศึกษาที่ ยืดหยุ่น ตอบโจทย์ชีวิต เพื่อเด็ก เยาวชนไม่ หลุดจากระบบการศึกษา ในงาน National Education Forum 2026 ว่า ปัญหาสำคัญของการศึกษาไทย และหลายประเทศทั่วโลก คือ การที่นโยบายมักเปลี่ยนไปตามผู้บริหารหรือผู้นำที่ไม่ใช่เฉพาะฝั่งการเมือง ยกตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ถึง 3 คนในรอบ 2 ปี ทำให้เสียเวลาไปเฉยๆ จึงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันผลักดันทุกรัฐบาลไม่ควรเปลี่ยนนโยบายบ่อย แต่ควรดูบริบท และนำมาปรับปรุง โดยนโยบายที่ผ่านกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบแล้วควรได้รับการพัฒนาต่อ
สำหรับนโยบายการศึกษาแบบยืดหยุ่นที่เคยขับเคลื่อนเมื่อปีกว่าที่ผ่านมา คือเรื่องธนาคารหน่วยกิต ตนเป็นผู้นำเสนอ และ พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.กระทรวงศึกษาฯ ในเวลานั้นเป็นผู้ลงนาม แต่ปัจจุบันกลับแทบไม่มีการพูดถึงเกือบ 1 ปั ทั้งที่การศึกษาปัจจุบันไกลเกินกว่าเรื่องมาตรฐานในห้องเรียน เวลาเรียน หรือจำนวนครู แต่สิ่งสำคัญคือต้องตอบให้ได้ว่าเรียนไปเพื่ออะไร และทำให้เด็กรู้ประโยชน์ของการเรียน ซึ่งการศึกษาต้องเหมาะสมกับวัย และเปิดโอกาสให้เด็กได้ทำในสิ่งที่รัก เช่น เล่นฟุตบอล หรือร้องหมอลำ ควบคู่ไปกับการได้รับความรู้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต
“ผมคิดว่า Thailand Zero Dropout Plus ต้องเป็นอะไรที่มากกว่าหลักสูตร มากกว่าแค่มาโรงเรียน ซึ่งถ้าเราพูดถึงเรื่องนี้ 20 ปีที่แล้ว มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ห้องเรียนก็มีอยู่เท่านี้ ครูก็มีอยู่คนเดียวต่อ 1 วิชา แต่ในปัจจุบันนี้เรื่องแบบนี้มันเป็นไปได้ เราจะสามารถเติมเต็มความฝันของเด็กทุกคนได้”
สิริพงศ์ ยังชี้ว่า โครงการ Thailand Zero Dropout Plus ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ต้องการดึงเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาไปแล้วให้กลับเข้ามา ส่วนเด็กในระบบก็สามารถทำสิ่งที่อยากทำควบคู่กับการเรียน โดยจบมาแล้วต้องมีงานทำ เลี้ยงตัวเองได้ เป็นกำลังสำคัญของสังคม เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ซึ่งเป็นการนำนโยบายเดิมมาพัฒนานวัตกรรมต่อยอด ไม่ใช่การเลิกทำสิ่งเดิมแล้วไปนับหนึ่งใหม่กับความล้มเหลว เพราะนโยบายที่ยังไม่ประสบความสำเร็จไม่ได้แปลว่าเป็นนโยบายที่ล้มเหลว เพียงแต่ยังไม่เจอจุดที่ทำให้ประสบความสำเร็จเท่านั้น Thailand Zero Dropout Plus จึงไม่ใช่คิดอะไรไม่ออก ใช้ชื่อเดิมแล้วก็ Plus แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะสามารถขับเคลื่อนไปสู่เป้าที่รัฐบาลใฝ่ฝันได้
สิริพงศ์ ยังชี้แจงถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณีการเปิดโอกาสให้เด็กต่างชาติเข้ามาศึกษาในประเทศไทย โดยระบุว่าการจัดการศึกษาเป็นเรื่องของหลักสิทธิมนุษยชน และมนุษยธรรม ที่ต้องมอบโอกาสแก่เด็กทุกคน ทั้งนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องพัฒนานวัตกรรมใหม่ทางกฎหมายที่ตอบโจทย์ทั้งสังคมไทยและสังคมโลก ด้วยการเปิดช่องให้กลุ่มต่างชาติหรือชุมชนต่างชาติสามารถจัดการเรียนการสอนได้เอง โดยภาครัฐเข้าไปสนับสนุนเท่าที่จำเป็นโดยไม่ต้องจ่ายเงินอุดหนุนเป็นรายหัว เพื่อไม่ให้เป็นภาระงบประมาณของประเทศ และแสดงให้นานาชาติเห็นถึงความยืดหยุ่นของการศึกษาไทย ซึ่งในอีก 2 ปีประเทศไทยจะได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมอาเซียน และจะยกระดับเป็น ASEAN Zero Dropout Plus
ภายในงานยังมีเวทีถอดบทเรียรจากหนึ่งในนักเรียนหลักสูตรห้องเรียนหมอลำ และ หลักสูตรจักรวาลวิทยาฟุตบอล โดย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย ที่สร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเหล่าเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา ให้มีความรู้และมีรายได้ไปพร้อมๆ กับสิ่งที่รัก อีกทั้งยังมีวุฒิการศึกษารองรับ เมื่อสำเร็จการศึกษาตามเงื่อนไขที่กำหนด
ทั้งนี้ตามรายงานโครงการ Thailand Zero Dropout Plus ที่เชื่อมโยงข้อมูลเด็ก และเยาวชนที่ไม่มีชื่ออยู่ในระบบการศึกษาซึ่งดำเนินการร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ พ.ศ.2566 เป็นต้นมา ส่งผลให้จำนวนเด็กและเยาวชนที่ไม่มีชื่ออยู่ในระบบการศึกษาลดลงจาก 1,025,514 คน เหลือ 603,095 คน ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงพลังของการบูรณาการข้อมูลและการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในการค้นหา ติดตาม และส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง
