สว. เสนอปรับมติ ครม. ให้ชัดเจน ทันสมัย ลดสับสนตีความ ‘สิทธิการศึกษา’ เด็กในค่ายลี้ภัย

อนุ กมธ.สิทธิมนุษยชนฯ ใน กมธ.พัฒนาการเมืองฯ สว. แนะ มาตรการระยะสั้น ก.ศึกษาธิการ ร่วม สมช. บูรณาการปรับปรุงมติ ครม. 5 ก.ค. 2548 ให้ชัดเจน ตีความสิทธิทางการศึกษาเด็กที่เกิดในค่ายลี้ภัย พร้อมออกแนวปฏิบัติ “ยืนยันสิทธิการเรียน” ขณะที่ ระยะยาว ควรปรับปรุงการเรียนการสอนในค่ายลี้ภัยให้มีคุณภาพ

วันนี้ (8 ก.ย. 2569) พรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และอนุกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิ และเสรีภาพ ในคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา อภิปรายระหว่างการปรึกษาหารือ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมวุฒิสภา ถึงเรื่องแนวทางการแก้ไขข้อติดขัดในการเรียนต่อเนื่องของเด็กนักเรียนผู้หนีภัยจากการสู้รบ

พรชัย ระบุถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอแนะแนวทางแก้ไขข้อติดขัดในการเรียนต่อเนื่องของ เด็กนักเรียนกลุ่มเปราะบาง 46 คน จาก 19 โรงเรียนใน จ.ตาก ที่กำลังเผชิญอุปสรรคในการเข้าเรียน เนื่องจากกังวลต่อระเบียบราชการท้องถิ่น

พรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.)

เด็กกลุ่มนี้ไม่ใช่เด็กที่ลักลอบเข้ามาใหม่ แต่เป็นลูกของผู้ลี้ภัยสงครามที่เกิดและเติบโตในประเทศไทย เป็นราษฎรไทยไร้สัญชาติ มีเลขประจำตัว 13 หลัก ขึ้นต้นด้วยเลข 0 ในระบบทะเบียนราษฎรของกระทรวงมหาดไทย หลายคนเรียนในโรงเรียนไทยตั้งแต่ ป.1 จนถึง ป.6 และเพิ่งขึ้นชั้น ม.1 มาได้เพียง 2 เดือนเศษ อีกทั้งงบประมาณรายหัวจากส่วนกลางก็อนุมัติแล้วจ่ายแล้วตามขั้นตอนปกติ

พรชัย ระบุถึงข้อจำกัดที่เกิดขึ้นเมื่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 (สพป.ตาก เขต 2) กังวลเรื่องวินัยการจ่ายเงินและตรวจสอบงบประมาณ ภายหลังคดีตรวจสอบในภูมิภาคอื่นและการลงพื้นที่ของ ป.ป.ช.ตาก เกรงว่าจะผิดหลักเกณฑ์และถูกเรียกเงินอุดหนุนคืนย้อนหลัง

จึงตีความระเบียบอย่างระมัดระวังที่สุด จนนำไปสู่การประกาศในท้องถิ่น ให้ชะลอการรับเด็กเข้าชั้นเรียน ความกังวลนี้สร้างภาระแก่ผู้อำนวยการและครู จนเด็กต้องขาดเรียนกลางคัน ทั้งที่โรงเรียนคือเกราะป้องกันสำคัญจากอาชญากรรม และการค้ามนุษย์ตามแนวชายแดน

พรชัย ยังบอกด้วยว่า ในระดับนโยบายทุกฝ่ายมีเจตจำนงร่วมกัน เพียงแต่ยังขาดการประสานงาน กระทรวงมหาดไทย มีระบบทะเบียน และหลักเกณฑ์การเดินทางออกนอกพื้นที่เพื่อศึกษาต่ออยู่แล้ว ส่วนสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เห็นพ้องในการยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กกลุ่มนี้ให้เป็นทุนมนุษย์และกำลังแรงงานในยามที่ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย

แต่กระทรวงศึกษาธิการยังต้องการความชัดเจนในการตีความมติคณะรัฐมนตรี 5 ก.ค. 2548 (นโยบายการศึกษาเพื่อปวงชน หรือ Education for All ที่ให้สิทธิเด็กทุกคนในประเทศไทยได้เข้าเรียนหนังสือโดยไม่จำกัดสัญชาติหรือสถานะทางทะเบียนราษฎร) ว่าการจัดการศึกษาแก่ผู้หนีภัยจะครอบคลุมพื้นที่ภายนอกพื้นที่ควบคุมได้เพียงใด ซึ่งสามารถคลี่คลายด้วยการบูรณาการร่วมกัน

จึงขอเสนอมาตรการระยะสั้น 2 ข้อ และมาตรการระยายาว 1 ข้อ ดังนี้

มาตรการระยะสั้น

  • ขอให้กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมมือกับ สมช. ในวงประชุมวันที่ 14 ก.ย. นี้ เพื่อเสนอให้ปรับปรุงมติ ครม. 5 ก.ค. 48 ให้ชัดเจน และทันสมัย ตัดปัญหาความกำกวมในการตีความสิทธิทางการศึกษา

  • สร้างเกราะคุ้มครองทางนโยบายแก่ครูในพื้นที่ระหว่างระการปรับปรุงมติ ครม. ขอให้ ศธ. ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)​ ออกหนังสือแนวปฏิบัติจากส่วนกลางเพื่อยืนยันว่าการจัดการเรียนแก่เด็กที่มีเลขประจำตัว 13 หลักเดิมสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายและคลายความกังวลเรืองการเบิกจ่ายและตรวจสอบ

มาตรการระยะยาว

  • ควรพัฒนาคุณภาพการเรียนในพื้นที่ควบคุม จัดหลักสูตรภาษาไทยและมาตรฐานกระทรวงศึกษาธิการพร้อมวุฒิการศึกษาที่เทียบโอนได้จริง และระดมทรัพยากรระหว่างประเทศ เช่น Save the Childern และสภายุโรป เพื่อลดภาระงบประมาณ

“ความโปร่งใสและระเบียบวินัยทางการคลังเป็นเรื่องที่เราต้องรักษาอย่างเคร่งครัด แต่โอกาสและชีวิตทางการศึกษาของเด็กก็ไม่ควรต้องหมดไปเพียงเพราะความกลัวการทำผิดกฎราชการ”

พรชัย วิทยเลิศพันธุ์


Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active