‘โสภณ’ แสดงวิสัยทัศน์ หลอมรวมประสบการณ์ความรู้สมัยใหม่พัฒนางานนิติบัญญัติฝ่าวิกฤต ปฏิรูปกม.เก่า ไร้ประโยชน์ ผลักดันกม.ใหม่ อย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ
วันนี้ (15 มี.ค.2569) ในเวลา 09.00 น. ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ภายหลังรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาอย่างเป็นทางการเมื่อวานนี้ (14 มี.ค.) มีวาระที่สำคัญคือการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ทั้ง 2 คน โดย ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็น สส.ที่อาวุโสสูงสุด ทำหน้าที่ประธานสภาฯ ชั่วคราว
ทั้งนี้ ประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.พรรคเพื่อไทย ได้เสนอ ชื่อ โสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทยเป็นประธานสภาฯ ขณะที่พรรคประชาชน เสนอชื่อ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน
โสภณ กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ว่า จาการทำงานในสภาฯ มา 25 ปี เห็นการทำงานตั้งแต่การยกชาร์ตให้ข้อมูลมาจนถึงยุคที่ใช้ AI จากประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมาเห็นทั้งจุดเด่นจุดด้อย หวังว่าจะหลอมรวมประสบการณ์ในอดีตและความรู้สมัยใหม่ในการทำงานเพื่อประโยชน์ประชาชน
ในบทบาทประธานสภาฯ และสภานิติบัญญัติมีหน้าที่ 3 ประการ ประการแรก นำเรื่องความเดือดร้อนประชาชนมาบอกกล่าวทั้งการปรึกษาหารือ ตั้งกระทู้ญัตติที่อยากเห็นฝ่ายปฏิบัตินำไปทำให้เป็นรูปธรรม สองตรวจสอบฝ่ายบริหาร และสาม บัญญัติกฎหมายซึ่งในสถานการณ์โลกท่ามกลางวิกฤตอยากเห็นฝ่ายนิติบัญญัติเป็นหลักฝ่าฟันวิกฤตเคียงคู่รัฐบาล
ที่ผ่านมา เรามีกฎหมายล้าสมัยจำนวนมาก ทั้ไม่สามารบังคับใช้ ไม่เป็นประโยชน์ประชาชน หวังว่าสภานิติบัญญัติชุดนี้ จะสังคายนากฎหมาย ล้าหลังปรับปรุงยกเลิกโดยเร็วสุด ส่วนกฎหมายใหม่ที่จะเสนอให้ฝ่ายบริหารไปเป็นเครื่องมือต้องทันสมัย ทันเหตุการณ์โลก และวิวัฒนาการปัญหาทั้งการค้า ต่างประทศ สังคม ที่หวังว่าจะออกกฎหมายทันสมัยรวดเร็วมีประสิทธิภาพ
“ส่วนตัวผมปวรณาที่จะทำงานอย่างเที่ยงธรรม เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และพี่น้องประชาชน จรรโลงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”
ด้าน พริษฐ์ แสดงวิสัยทัศน์ ว่าภารกิจสำคัญที่สุดเวลานี้คือการกอบกู้ความไว้วางใจที่พี่น้องมีต่อนักการเมือง ทั้งนี้ ตามข้อบังคับกับการประชุมประธานสภาฯ ต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเห็นตรงกันว่าต้องปฏิบัติหน้าที่เป็นกลางระหว่างพรรคการเมือง สมาชิก ใครไม่ว่าพรรคไหนทำผิดข้อบังคับก็ต้องตักเตือน
แต่มีเรื่องที่ประธานสภาต้องไม่วางตัวเป็นกลางคือต้องไม่วางตัวเป็นกลางได้แก่การไม่วางตัวเป็นกลางระหว่างการหยุดอยู่กับที่และการเดินไปข้างหน้าด้วยการยกระดับใช้เทคโนโลยียกระดับงานฝ่ายนิติบัญญัติจัดทำฐานข้อมูลคำอภิปราย ฯ จัดประชุมออนไลน์เพื่อตอบสนองวิกฤตอย่างรวดเร็ว สองต้องไม่วางตัวเป็นกลางระหว่างการปกปิดกับความโปร่งใสต้องมีแดชบอร์ดให้ประชาชนเข้ามาตรวจสอบการทำงาน
สาม ต้องไม่วางตนเป็นกลางระหว่างการเผาผลาญกับปกป้องภาษีประชาชน ต้องลุกขึ้นมาเป็นหัวหอกปรับลดงบฯ ที่ไม่จำเป็น และ สี่ต้องไม่เป็นกลางระหว่างอำนาจคนไม่กี่คนกับอำนาจประชาชน คำถามสำคัญสุดอาจไม่ใช่ใครจะได้เป็นประธานสภาฯ แต่คือสี่ปีข้างหน้า สภาฯยืนอยู่ข้างใคร ประชาชนหรือกลุ่มอำนาจไม่กี่กลุ่มอาจมีความพยามครอบงำสภาผู้แทนรษฎร
สุดท้ายที่ประชุมลงมติ 289 เสียง เลือก โสภณ เลือก พริษฐ์ 123 เสียง งดออกเสียง 80 เสียง บัตรเสีย 5 ใบ
จากนั้นที่ประชุมเข้าสู่วาระการเลือกผู้ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง และ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง
โดยซูการโน มะทา สส.ยะลา พรรคประชาชาติ เสนอชื่อ มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรี พรรคภูมิใจไทย ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง โดยไม่มีการเสนอชื่อแข่ง
จากนั้น สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส. ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย เสนอชื่อ เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย พรรคเพื่อไทย ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง
สำหรับ ขั้นตอนต่อไปเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะมีหนังสือแจ้งไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อนำความกราบบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งต่อไป
