ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 6 : 3 ให้ ‘แพทองธาร’ พ้นตำแหน่งนายกฯ

‘แพทองธาร’ น้อมรับคำวินิจฉัย ยืนยันความบริสุทธิ์ใจ เรียกร้องทุกฝ่ายสร้างเสถียรภาพทางการเมืองให้กลับมาเข้มแข็ง ไม่มีจุดเปลี่ยนฉับพลันเช่นนี้อีก

วันนี้ (29 ส.ค.2568) ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 6 ต่อ 3 วินิจฉัยว่าความเป็นนายกรัฐมนตรีของ แพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงเฉพาะตัว นับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2568 มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (5) ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ โดยให้นำ ม.168 วรรค 1 มาใช้บังคับกับ ครม. ที่พ้นจากตำแหน่งต่อไป

คำร้องนี้มาจากสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 36 คน เข้าชื่อร้องว่า ปรากฏคลิปเสียงการสนทนาระหว่าง แพทองธาร กับสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา ตามที่เผยแพร่สื่อมวลชนเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2568

คำวินิจฉัยระบุว่า การขอความเห็นใจจากสมเด็จฮุนเซน  ไม่ใช่เทคนิคการเจรจา แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยขาดความรอบคอบ และเมื่อผู้ถูกร้องมีประโยชน์ส่วนตนเข้าไปเกี่ยวข้องเรื่องคะแนนนิยมในขณะปฏิบัติหน้าที่ ไม่ยึดถือผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง การกระทำดังกล่าวเป็นการลดทอนเกียรติภูมิหรือเกียรติของนายกรัฐมนตรีหรือประเทศไทย

ทำให้ประชาชนได้รับความเสียหายที่ขาดความภูมิใจและความไว้วางใจในนายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้นำของประเทศ อันมีลักษณะไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของชาติ หรือเอาประโยชน์ส่วนตัวอยู่ประโยชน์ของชาติ อันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม ซึ่งม.27 วรรค 1 ให้ถือว่ามีลักษะร้ายแรง

นอกจากนี้แม้ผู้ถูกร้องจะชี้แจงว่าเป็นการเจรจาแบบส่วนตัว กับผู้นำประเทศคู่กรณีเพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างสงบสุขก็ตาม แต่เมื่อการกระของผู้ถูกร้องส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์นายกฯ ทำให้สาธารณชนขาดความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกร้องอันเป็นการเชื่อมเสียต่อการเกียรติศักดิ์ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ดังนั้นการกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงอันทำให้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ

ด้าน แพทองธาร แถลงภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติว่า น้อมรับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ยืนยันความบริสุทธิ์ใจ ตั้งใจอย่างแท้จริง ที่จะทำเพื่อประเทศตลอดมา โดยไม่ได้ขออะไรเพื่อประโยชน์ของตัวเอง สิ่งสำคัญที่สุด ที่ยึดมั่นคือ ชีวิตของพี่น้องประชาชน ไม่ว่า ทหาร พลเรือน

ทั้งนี้ คำตัดสินของศาล เป็นอีกครั้งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างฉับพลัน เราต้องช่วยกันทุกฝ่าย ไม่ว่า ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ประชาชนทุกคน สร้างเสถียรภาพทางการเมืองให้กลับมาเข้มแข็งให้ได้ ให้ไม่มีจุดเปลี่ยนฉับพลันเช่นนี้อีก

ทั้งนี้เมื่อ “นายกรัฐมนตรี” สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี “รัฐมนตรีชุดเดิมจะรักษาการต่อไปจนกว่าจะมี “ครม.ชุดใหม่” เข้ามาทำหน้าที่ โดย “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” จะมีคำสั่งนัดประชุมสภาผู้แทนราษฎร เป็นวาระพิเศษ  เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ต่อไป

สำหรับ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่จะถูกเสนอโหวตต้องมีชื่ออยู่ในบัญชีของพรรคการเมืองตามรัฐธรรมนูญ จากพรรคการเมืองนั้นจะต้องเป็นพรรคที่มี สส. 25 คนขึ้นไป ผู้ที่ถูกเสนอชื่อต้องมี สส. รับรองอย่างน้อย 50 คน (ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร)

ขณะนี้มีรายชื่อผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี จากพรรคการเมือง ด้วยกัน 5 พรรค ได้แก่

  • ชัยเกษม นิติสิริ จากพรรคเพื่อไทย
  • อนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย
  • พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา พรรครวมไทยสร้างชาติ
  • พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค พรรครวมไทยสร้างชาติ
  • จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ พรรคประชาธิปัตย์

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active