‘สภาผู้บริโภค’ ชงนโยบาย 9 ด้าน ชวนพรรคการเมืองสานต่อ

หยิบปัญหาจากข้อร้องเรียนประชาชน กว่า 23,000 เรื่อง ครอบคลุมเมืองเป็นธรรม, ขนส่งสาธารณะ, พลังงาน, อสังหาฯ, ภัยมิจฉาชีพออนไลน์, ยกระดับคุณภาพชีวิตด้านอาหาร สุขภาพ และการศึกษา ให้เข้าถึงอย่างเท่าเทียม แนะ ประชาชนใช้ ‘นโยบายผู้บริโภค’ เป็นเกณฑ์ตัดสินใจเลือกอนาคตประเทศ

เมื่อวันที่ 7 ม.ค. 69 สภาผู้บริโภค จัดเวทีใหญ่พบพรรคการเมือง ผลักดันข้อเสนอคุ้มครองผู้บริโภค 9 ด้าน สู่นโยบายของพรรคการเมือง ก่อนถึงวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 เพื่อให้ประชาชน มีโอกาสคัดเลือกตัวแทนพรรคการเมือง โดยพิจารณาจากนโยบายหาเสียงของพรรคที่มีนโยบายพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนและประเทศสูงสุด 

บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค บอกว่า ผู้บริโภคคือพลเมือง การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ชี้ชะตาของผู้บริโภค เพราะไม่มีใครเอาเปรียบผู้บริโภคได้ ถ้านโยบายรัฐไม่เอื้อ การจัดเวทีสภาผู้บริโภคพบพรรคการเมือง ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่จะได้นำข้อเสนอคุ้มครองผู้บริโภค 9 ด้านต่อพรรคการเมือง เพื่อให้พรรคการเมืองนำไปกำหนดเป็นนโยบายในการคุ้มครองผู้บริโภคเมื่อได้รับเลือกเป็นรัฐบาล และรับฟังจุดยืนของพรรคการเมืองที่มีต่อการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อให้ผู้บริโภคร่วมรับฟังนโยบายก่อนตัดสินใจเลือกอนาคตของประเทศไทยร่วมกัน  

บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค

“การทำงานของเราไม่ใช่การไปยื่นหนังสือแล้วจบ แต่เราติดตาม หลังเลือกตั้งเสร็จไม่ว่าใครที่ได้เป็นรัฐบาล หรือเป็นฝ่ายค้าน ยังต้องเจอเราติดตาม ซึ่งครั้งนี้เป็นเวทีสาธารณะที่เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองได้แสดงจุดยืน ด้านนโยบายการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม และยังเป็นพื้นที่ให้ผู้บริโภคสะท้อนความคาดหวัง และตั้งคำถามต่อนโยบายที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของพวกเขาทุกคน”

บุญยืน ศิริธรรม

สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ระบุว่า การคุ้มครองผู้บริโภคเป็นรากฐานและกลไกสำคัญของการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว อย่างกลุ่มประเทศองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) และในสหภาพยุโรป ต่างให้ความสำคัญกับการสร้างระบบคุ้มครองผู้บริโภคที่มีความเข้มแข็ง โปร่งใส ซึ่งจะส่งผลดีต่อประเทศในระยะยาว

สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค

ดังนั้น สภาผู้บริโภคจึงต้องการใช้โอกาสของการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนในการพาประเทศไทยก้าวไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ด้วยการยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างความยั่งยืน 

“การที่สภาผู้บริโภคได้นำเสนอนโยบายคุ้มครองผู้บริโภคต่อพรรคการเมืองต่าง ๆ และเมื่อพรรคการเมืองนั้น ๆ ได้เป็นรัฐบาลแล้ว จะสามารถนำนโยบายเพื่อขับเคลื่อนงานคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว และเป็นรูปธรรม ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น”

สารี อ๋องสมหวัง

นโยบายคุ้มครองผู้บริโภค ทั้ง 9 ด้าน 3 กลุ่ม

1. เมืองที่เป็นธรรม Just City

  • ด้านขนส่งและยานพาหนะ เสนอจัดตั้ง กองทุนขนส่งสาธารณะทุกจังหวัด โดยใช้เงินจากภาษีล้อเลื่อนมาบริหารจัดการโดยท้องถิ่นเอง และยกเลิกรถโดยสาร 2 ชั้น เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร พร้อมกำหนดเพดานค่าเดินทางในระบบขนส่งสาธารณะไม่เกิน 10% ของค่าแรงขั้นต่ำ

  • ด้านอสังหาริมทรัพย์ เสนอให้นำที่ดินของรัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ทำเป็นพื้นที่รับน้ำจากอุทกภัยและที่พักพิงจากภัยพิบัติ

  • ด้านพลังงาน เสนอให้หยุดสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ เปิดฟรีโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน เพื่อช่วยลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือน

2. ภัยมิจฉาชีพออนไลน์ เสนอ ตั้งกองทุนเยียวยาเบื้องต้นจากภัยมิจฉาชีพออนไลน์

  • ด้านสินค้าและบริการทั่วไป เสนอให้โซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์มต้องมีระบบยืนยันตัวตนผู้ขาย (e-KYM)

  • ด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม เสนอให้มีแพ็กเกจพื้นฐานราคาถูก เช่น ราคาไม่เกิน 100 บาท ได้เน็ต 70 กิกะไบต์ (GB) ความเร็ว 5 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) ทำให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้จริง หลังพบว่าการควบรวมค่ายมือถือทำให้แพ็กเกจราคาถูกหายไปจากตลาด

3. คุณภาพชีวิตของทุกคน

  • ด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ เสนอให้ยกเลิก พระราชบัญญัติอาหาร ฉบับปัจจุบัน ที่มองว่าล้าหลัง เพิ่มอำนาจเรียกคืนสินค้าไม่ปลอดภัย และให้มีตัวแทนสภาผู้บริโภคอยู่ในคณะกรรมการอาหาร เพิ่มกระบวนการตรวจสอบเพื่อให้ประชาชนได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัย และส่งเสริมให้มีตลาดอินทรีย์ทุกจังหวัด รวมถึงเพิ่มบทลงโทษผู้ผลิตหรือนำเข้าอาหารที่ไม่ปลอดภัยให้มากขึ้น

  • ด้านระบบสุขภาพ เสนอให้รัฐจ่ายเงิน 3 กองทุนสุขภาพอย่างเท่าเทียม คุมค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลให้มีมาตรฐานใกล้เคียงกัน

  • ด้านการศึกษา เสนอนโยบายเรียนฟรีต้องฟรีจริง โดยเฉพาะสายอาชีพ และใช้เงินจากกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษามาใช้ให้นักเรียนมีโอกาสเรียนจบได้ถึงระดับปริญญาตรี

โดยนโยบายคุ้มครองผู้บริโภค 9 ด้านที่สภาผู้บริโภคนำเสนอต่อพรรคการเมือง ได้นำมาจากปัญหาผู้บริโภคในแต่ละด้านที่ได้เข้ามาร้องเรียนผ่านสภาผู้บริโภคในช่วงที่ผ่านมา โดยภาพรวมสถานการณ์ปัญหาผู้บริโภค ปีงบประมาณ 2568 (ต.ค. 2567 – ก.ย. 2568) มีผู้บริโภคเข้ามาร้องเรียนรวมทั้งสิ้น 23,703 เรื่อง สร้างมูลค่าความเสียหายทั้งหมด 4,744 ล้านบาท

สำหรับปัญหาที่ผู้บริโภคร้องเรียนเข้ามามากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  • สินค้าชำรุดบกพร่อง/ได้รับความเสียหาย จำนวน 4,059 เรื่อง

  • สายสื่อสารห้อยกีดขวางหรือหลุดร่วงไม่ปลอดภัย จำนวน 1,662

  • ปัญหาในเรื่องข้อความ (SMS) หลอกลวง/กวนใจ จำนวน 1,279 เรื่อง

  • ไม่ได้รับสินค้าบริการ/ไม่คืนเงิน จำนวน 1,039 เรื่อง

  • บริการไม่ได้มาตรฐาน จำนวน 848 เรื่อง

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active