‘ประชาธิปัตย์’ ขอเป็นทางเลือก ทางรอด ท่ามกลางการเมืองแปะป้าย

3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ ตบเท้าขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย ขอคะแนนแฟนบ้านฟ้า ย้ำสโลแกน ‘ไม่ทนทุนเทา’ รากเหง้าของทุกปัญหาต้องเร่งแก้ พร้อมชี้ 5 จุดตาย ขอเป็นทางเลือก ทางรอด ประเทศ ท่ามกลางการเมืองแบบแปะป้าย

วันที่ 6 ก.พ.2569 ในการปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายของพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 ที่ One Bangkok 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ได้ผลัดกันขึ้นเวทีปราศรัย พร้อมย้ำสโลแกน ‘ไม่ทนทุนเทา’ และชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยเวลานี้ กำลังเปราะบางถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงด้วยมืออาชีพท่ามกลางการเมืองแบบแปะป้าย โดยพิธีกรประกาศด้วยว่า ขณะการถ่ายทอดสดทางออนไลน์มีผู้ชมร่วมกันมากถึง 2 แสนคน

‘การดี’ อวด เศรษฐกิจยุครัฐบาลประชาธิปัตย์ดีกว่านี้ ขอทาง ‘มืออาชีพที่ซื่อสัตย์’ ได้ทำงาน

การดี  เลียวไพโรจน์  รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ชี้ว่า ในวันที่ประเทศไทยอยู่ในภาวะเปราะบาง ต้องเปลี่ยนแปลงอย่างเข้าใจ ชาญฉลาด และเป็นมืออาชีพเป็นสิ่งสำคัญ ชูจุดเด่นการทำงานแบบตั้งเป้า วัดได้ เชื่อใจได้

เผยเป้าหมายในอีก 5 ปีชี้วัดได้ หลังโชว์อันดับและดัชนีทางเศรษฐกิจที่ตกต่ำในปัจจุบัน เปรียบเทียบกับยุคเฟื่องฟูของพรรคที่ได้เป็นรัฐบาล เช่น อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันที่เคยอยู่ในอันดับ 26 ในปี 2554 ตกมาอยู่ที่อันดับ 30 ในปี 2568 โชว์ความเป็นมืออาชีพของพรรคที่สามารถพาประเทศไทยรอดจากวิกฤตเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์ได้

“เราจะปล่อยประเทศ ปล่อยอนาคตลูกหลาน แบบปล่อยไหลไม่ได้แล้ว เราต้องตั้งเป้าว่าภายใน 4 ปี เราจะพาประเทศไปที่ไหน อย่างน้อยขีดความสามารถในการแข่งขันต้องดีขึ้น หรือหากพูดถึงตลาดหลักทรัพย์ ต้องไม่ถูกพูดถึงว่าเป็นแหล่งที่ให้นำเงินฟอกแล้วมาใช้ แม้เงินจะฟอกแล้วแต่ความยั่งยืนมันไม่มี จะทำอย่างไรให้ที่นี่น่าลงทุน เป็นเศรษฐกิจสีขาว จะทำอย่างไรให้ดีเหมือนเมื่อก่อน หรือดีกว่าเมื่อก่อนด้วยซ้ำไป”

หากตัวเลขเศรษฐกิจดีขึ้น แต่อยู่บนพื้นฐานคุณภาพชีวิตประชาชนที่ไม่ดีขึ้นเลย ทำงานหนักแค่ไหนก็ยังเป็นหนี้ เรียนหนักแค่ไหนก็ไม่มีงานทำ ย่อมไม่ถือว่าสำเร็จในเรื่องดัชนีความเจริญ ดังนั้นตัวชี้วัดคุณภาพชีวิต การศึกษา และทุจริตคอร์รัปชัน จึงเป็นอีกเป้าหมายที่ตั้งเป้าวัดผลได้หากพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล

การดี ย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่การเปลี่ยนแปลงที่ไม่รู้ทิศทางนั้นน่ากลัวที่สุด

“ประเทศไทยตอนนี้ต้องการการเปลี่ยนแปลง เราต้องการการพัฒนา แต่เราก็ต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างมีศิลปะ ถ้าเราบอกว่าเราเปลี่ยนแล้วเราต้องรื้อของเดิมทั้งหมด ถ้าเราต้องการเปลี่ยนแล้วเราเข้าใจไปเองว่าของเดิมมันเลวทั้งหมด เราจะมีโอกาสยืนตรงนี้ได้เหรอ เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มันต้องการมืออาชีพ ต้องใช้คนที่พี่น้องไว้ใจ ต้องใช้คนที่เข้าใจอนาคต เข้าใจปัญหาปัจจุบันและโอกาสที่กำลังจะเกิดขึ้นมาใหม่”

‘กรณ์’ ลั่น ประชาธิปัตย์พร้อมท้าชนทุนเทา ยืนยันไม่ร่วมรัฐบาลพรรคทุจริต

การปราศรัยเจาะลึกต่อถึงนโยบายสำคัญกับ กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เปิดด้วยการเผยเหตุผลคัมแบ็กการเมือง เพราะความหมักหมมของการเมืองที่เต็มไปด้วยดีลลับและผลประโยชน์ ขณะที่ชีวิตคนไทยยังลำบากทั้งจากสภาพเศรษฐกิจ ภัยพิบัติ และสวัสดิการที่ยังไม่ดีพอ และยิ่งทนไม่ไหวกับคลิปเสียงอังเคิล ที่ทำให้ต้องยกสายโทรศัพท์ถึงพรรคร่วมรัฐบาล 2 พรรคว่าต้องถอนตัวออกจากการเป็นพรรคร่วมทันที

กรณ์ ระบุว่า จากการทำงานสืบสวนเรื่องการทุจริตและการฟอกเงินของพรรคประชาธิปัตย์ พบความโยงใยกลุ่มทุนเทากับผู้มีอำนาจทางการเมือง ถ้าปล่อยไว้แบบนี้อีก 3-4 ปี นักวิเคราะห์ต่างประเทศระบุว่าจะไม่มีสถาบันการเงินระดับโลกแห่งไหนจะกล้าทำธุรกรรมทางการเงินกับประเทศไทย จึงตัดสินใจว่าหากมีโอกาสจะกลับมาทำงานการเมืองทันที

โดยการเลือกตั้งครั้งนี้นับเป็นความท้าทายที่สุดของตนที่เคยผ่านมาถึง 6 สนาม เพราะการเดิมพันที่สูงมากด้วยสารพัดปัญหาและความอัดอั้นตันใจของประชาชน เพียง 3 เดือนที่ใช้เวลาในการเริ่มจากศูนย์ ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้นับว่าไม่มีอะไรจะเสียและไม่มีอะไรต้องกลัว ซึ่งจะทำให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุด และปักธงชัดว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคที่ประชาธิปัตย์ไม่เชื่อมั่นเรื่องความสุจริต

“เราไม่กลัวที่จะชนกับทุนเรา เราไม่กลัวที่จะสู้กับการทุจริตคอร์รัปชัน นั่นคือปัญหาหลักของประเทศ  ปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง สังคม สิ่งแวดล้อม จะไม่สามารถแก้ได้ถ้าไม่แก้เรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน…ไม่ว่าผมจะออกนโยบายสวยหรูแค่ไหนก็ไม่มีทางแก้ปัญหาบ้านเมืองได้ ถ้าเราไม่เปลี่ยนการเมืองให้เป็นการเมืองสุจริต”

ขณะเดียวกันยอมรับว่าสุจริตอย่างเดียวกินไม่ได้ จากนโยบายกว่า 200 ข้อใน 81 หมวด ที่ตอบโจทย์ปัญหาประเทศทุกเรื่อง สำคัญที่สุดคือการทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น แก้ปัญหาปากท้องของประชาชน โดย กรณ์ ชี้ว่าเรื่องแรกที่ต้องทำคือการปฏิรูประบบราชการ รวมถึงการแก้ไขกฎหมายที่ล้าหลังเป็นอุปสรรค (Regulatory Guillotine) ได้เสนอในการออก Super Act ที่จะให้อำนาจรัฐบาลในการแก้ไขรายละเอียดของกฎหมายได้ทันที เรื่องนี้อยู่ในแผน 90 วัน สามารถยื่นให้สภาได้ภายในสมัยประชุมแรก 

เรื่องที่สองคือความโปร่งใสและเป็นธรรม เพราะนอกจากการทุจริตคอร์รัปชันแล้ว สภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นธรรม แข่งขันไม่ได้ทั้งจากการผูกขาดและกฎกติกา ทำให้ต่างชาติไม่อยากลงทุน

กรณ์ มองว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่จะขับเคลื่อนไทยคือเศรษฐกิจสีเขียว การปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมและธุรกิจทุกประเภทให้สอดคล้องกับโลกใหม่ที่ให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม เช่น อุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้า หากมีการแข่งขันที่โปร่งใสและเป็นธรรมจริงก็จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ นอกจากนี้ยังทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลงได้จริงอีกด้วย

การทำให้ภาคราชการมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้มีการแข่งขันที่โปร่งใสและเป็นธรรม ทำให้ความเจริญขยายไปสู่วงกว้าง คือวิธีคิดในการออกแบบนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งนี้ 

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ฝากคำถามถึงผู้ที่ยังลังเลว่าในการเลือกผู้นำประเทศด้วยความท้าทายทั้งหมดนี้จะเลือกไว้ใจใคร หากเทียบแคนดิแดตทุกพรรค เชื่อมั่นประชาชนมองเห็นเป็นอภิสิทธิ์ พร้อมทิ้งท้าย “มีอภิสิทธิ์ยังไงก็ต้องมีกรณ์”

‘อภิสิทธิ์’ ชี้ 5 จุดตายประเทศไทย ขอเป็นทางเลือก ทางรอด ของประชาชน

ส่งต่อไม้จบถึง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่ออกตัวว่าวันนี้ไม่ได้มาอ้อนขอคะแนนให้ตนเอง แต่อ้อนขอคะแนนให้ประเทศไทย พร้อมสรุป 5 จุดตายในการพัฒนาประเทศ ที่เรื่องแรกตอกย้ำปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันและทุนเทาที่กำลังทำลายทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ที่สะเทือนความเชื่อมั่นอย่างยิ่ง

“รู้สึกยังไงที่ต่างชาติบอกว่าไม่อยากลงทุนเพราะต้องจ่ายใต้โต๊ะ การทุจริตไม่ใช่เรื่องนามธรรมแต่คือการทำลายโอกาสของคนไทยทั้งประเทศ…ถ้าบอกว่าไม่อยากมาลงทุนเพราะไม่มีโครงสร้างพื้นฐานก็ยังอนุมัติสร้างได้ ถ้าบอกว่าขาดแรงงานทักษะก็ยังฝึกทักษะได้ แต่เขาบอกว่าเขาไม่มาเพราะเราเหมือนประเทศขี้โกง ผมอายครับ”

จุดตายที่ 2 คือเศรษฐกิจที่ไม่สามารถแข่งขันได้ ไทยมีความเติบโตทางเศรษฐกิจเพียง 1-2% โตต่ำกว่าเพื่อนบ้านอาเซียน ซ้ำยังโตต่ำกว่าอดีตทั้งที่มีศักยภาพมากกว่านี้ หากเรายังโตต่ำกว่าอัตราเฉลี่ยของโลกปีแล้วปีเล่า ก็ไม่ต้องแปลกใจที่ประเทศเจริญแล้วหนีเราไปไกลมากขึ้น แล้วประเทศที่เคยคิดว่าล้าหลังกว่าเรากลับแซงเราไปแล้ว

ส่วนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ อภิสิทธิ์ ปฏิเสธว่าไม่ได้โจมตีโครงการคนละครึ่งและรู้ว่าคนชอบ ถามกลับถ้าคนละครึ่งทำให้เศรษฐกิจไทยวิ่งไปข้างหน้าได้จริงทำไมพอหมดโครงการถึงถามหาว่าเมื่อไหร่จะมีอีก เราจะกระตุ้นเศรษฐกิจไปเรื่อย ๆ แล้วจะคิดว่าเศรษฐกิจจะวิ่งได้นั้น เป็นไปไม่ได้

จุดตายที่ 3 ความเหลื่อมล้ำสูง ที่คนหยิบมือเดียวของประเทศถือครองความมั่งคั่งส่วนใหญ่เอาไว้ อภิสิทธิ์ ระบุ คนกลุ่มเปราะบางจะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งผู้มีรายได้น้อย ผู้สุงอายุ คนพิการ ยิ่งการศึกษาถดถอยเรื่องคุณภาพ ก็ยิ่งมองไม่เห็นว่าคนที่ยากลำบากถีบตัวเองขึ้นมาให้เป็นคนฐานะดีได้อย่างไร ยังไม่นับว่าต้องไปแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม เจอการทุจริตคอร์รัปชัน

เป้าหมายของการพัฒนาประเทศไม่ใช่แค่ตัวเลขจีดีพี แต่ชีวิตทุกคนจะต้องมีหลักประกันความมั่นคงระดับหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อมองไปในอนาคตที่โลกเปลี่ยนเร็ว การสร้างความมั่นคงลดเหลื่อมล้ำก็ยิ่งเป็นความจำเป็น

จุดตายที่ 4 เรื่องการเมืองที่ อภิสิทธิ์ มองว่าคนไทยยังพึงพอใจกับการปลุกเร้าแข่งขันทางการเมืองด้วยสร้างอารมณ์ ชี้ว่าใครรักชาติไม่รักชาติ ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งที่รู้ว่าประเทศไปไม่ไหวแล้ว ก็เสนอเพียงแค่รื้อให้หมดด้วยความโกรธ สร้างกลุ่มตัวร้ายว่าคืออุปสรรคในการพัฒนา จึงเกิดปรากฎการณ์ด้อยค่าทหารและสถาบันหลักขึ้นมา

“แล้วสองฝั่งก็ตั้งท่าประหัตประหารกัน แล้วก็มาบอกคนไทยว่าต้องเลือกข้างในวันที่ 8 ก.พ. นี้ ประเทศไทยควรมีทางเลือกที่ดีกว่านี้ครับ”

จุดตายที่ 5 ปัจจัยภายนอกอย่างสถานการณ์ชายแดนด้านต่าง ๆ ที่ยังไม่จบง่าย ซึ่งไม่เพียงแค่ชายแดน แต่โลกกำลังอยู่ในภาวะสับสนสูง รวมถึงการแข่งขันของมหาอำนาจอย่างสหรัฐ-จีน ทำให้ประเทศเล็กราวกับเบี้ยที่ถูกเดินอยู่บนกระดาน

นี่คือสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ แต่เรากำลังเลือกตั้งด้วยการแข่งขันในเรื่องเก่า ๆ ใครจะแจกเงินมากกว่ากัน ใครจะปลุกเร้าอารมณ์ให้ได้พวกมากกว่ากัน

“นี่คือเหตุที่ผมกลับมา เรามีหน้าที่สร้างทางเลือกให้กับประเทศ ซึ่งขณะนี้เห็นได้ชัดว่าถ้าวิกฤตแบบนี้ มันไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด”

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active