3 (ว่าที่)สส.ป้ายแดง เปิดเกมใหม่…เปลี่ยนการเมือง ให้เป็นเรื่องนโยบาย

แม้ผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการยังไม่ประกาศ แต่คะแนนที่สะท้อนออกมาก็กำลังส่งสัญญาณบางอย่างถึงความหวังของผู้คน กับ “นโยบายที่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง” มากกว่าคำสัญญาบนเวทีหาเสียง จึงไม่แปลกที่ว่าที่ สส.หน้าใหม่ จะถูกตั้งความหวังไม่เพียงเป็นคนหน้าใหม่ในสภาฯ แต่เป็นพลังใหม่ของการเปลี่ยนแปลง

The Active ชวนทำความรู้จัก ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อป้ายแดง จาก 3 พรรคการเมือง กับคำถามสำคัญว่า เมื่อก้าวเข้าสู่สภาฯ ภารกิจแรกของพวกเขาคืออะไร ? นโยบายใด ? ที่อยากผลักดัน และจะสามารถตอบแทนเสียงของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรมแค่ไหน ?

ทุจริต = ประหาร แก้ปมคอร์รัปชันในภาครัฐ

คริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ อดีตผู้ก่อตั้งกลุ่ม เส้นด้าย และนักกฎหมายภาคประชาสังคม ที่เลือกตั้งรอบนี้ได้ก้าวเข้าสู่สนามการเมืองเต็มตัว ภายใต้สังกัดพรรคเศรษฐกิจ และกำลังจะได้เข้าสภาฯ มาในฐานะว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 ของพรรค ที่ตั้งใจอยากเข้าไป แก้ปัญหาทุจริตหน่วยงานรัฐ

คริส โปตระนันทน์ ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ (ภาพ : คริส โปตระนันทน์ – Chris Potranandana)

“คาดหวังว่าจะผลักดันนโยบายพรรคและอุดมการณ์ของพรรคให้เกิดขึ้นในสภา แม้เราจะได้เพียง 3 เสียง ซึ่งน้อยกว่าที่คิดไว้ ที่น่าจะได้ 10-15 เสียง แต่เราก็จะตั้งใจทำงานเป็นตัวแทนของคนกว่าล้านคนที่เลือกพวกเรามาครับ”

คริส โปตระนันทน์

บทบาทของ คริส ก่อนหน้านี้คือหนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่มเส้นด้าย ซึ่งตอนนี้เป็น มูลนิธิเส้นด้าย ที่เน้นผลักดันเรื่องสิทธิการเข้าถึงระบบสาธารณสุข การศึกษา ก็ถือว่าสอดคล้องกับสิ่งที่พรรคเศรษฐกิจตั้งใจผลักดัน โดยเพิ่มเรื่องความมั่นคงเข้าไปด้วย พร้อมเน้นย้ำถึงการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ที่มักปรากฎอยู่ในทุกมิติของงานภาครัฐอยู่เสมอ

“พรรคเศรษฐกิจมีนโยบาย ทุจริตเท่ากับประหาร แต่ด้วยเสียงที่เรามีแค่ 3 เสียง ก็คงต้องหาเสียงสนับสนุนจากพรรคอื่นในการเสนอแก้กฎหมายครับ”

คริส โปตระนันทน์

สิ่งสำคัญที่ในฐานะว่าที่ สส. จะเข้าไปเร่งจัดการ คือ อยากพลักดัน การจัดการทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐ โดยเชื่อว่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในหลาย ๆ โครงการภาครัฐ หลายกระทรวง โดยเฉพาะงบด้านการประชาสัมพันธ์ ที่มีการจัดทำโครงการมากมายที่ใช้งบฯ อย่างฟุ่มเฟือย

ส่วนนโยบาย ทุจริตเท่ากับประหาร ก็อยากเน้นปราบปรามการใช้เงินงบประมาณแผ่นดินที่ไม่คุ้มค่า โดยหวังว่าพรรคการเมืองอื่น ๆ จะเห็นตรงกันกับการผลักดันเรื่องนี้ เพื่อทำให้นโยบายบรรลุเป็นร่างกฎหมายเข้าสู่สภาฯ ต่อไป 

“ผมจะใช้เวลา 4 ปี ในสภาฯ อย่างเต็มที่พิสูจน์ผลงานผ่านการอภิปราย และผลักดันนโยบาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการเลือกตั้งครั้งต่อไป” 

คริส โปตระนันทน์

จัดการทุนเทา-ปฏิรูประบบสื่อสารรัฐ-พัฒนาทุนมนุษย์

คนต่อมา คือ รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี หรือ เนเน่ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 10 ของพรรค ก็ตั้งใจนำประสบการณ์ที่เคยทำงานในเวทีการเมืองก่อนหน้านี้มาใช้ขับเคลื่อนนโยบาย เพื่อคาดหวังไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ยั่งยืน

“ในบทบาท สส. ต้องไม่ใช่แค่คนยกมือโหวตในสภาฯ แต่คือตัวแทนความหวังของประชาชน”

รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี

รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์

รัดเกล้า ยังมีเจตนารมณ์ชัดเจน ว่าการเป็น สส. มีหน้าที่สำคัญ คือ 

  • ฝ่ายนิติบัญญัติคุณภาพ กฎหมายทุกฉบับต้องผ่านการวิเคราะห์ผลกระทบอย่างรอบด้าน ไม่ใช่ตัดสินตามกระแสสังคมหรือแรงกดดันทางการเมือง

  • นักตรวจสอบที่สร้างสรรค์ เน้นย้ำการมุ่งตรวจสอบเพื่อให้รัฐบาลทำงานได้โปร่งใส และรับผิดชอบต่อสาธารณะมากขึ้น ไม่ใช่การขัดขวางการทำงาน

  • กระบอกเสียงที่มีวุฒิภาวะ โดยยกระดับมาตรฐานการเมืองในสภาฯ ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ และมุ่งเน้นการเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เยาวชน ต้องแก้ไขภาพลักษณ์ของสภาให้เป็นพื้นที่ของการแลกเปลี่ยนข้อมูลไม่ใช่พื้นที่แห่งความขัดแย้ง

“ส่วนความตั้งใจในครั้งนี้ อยากผลักดัน 3 เรื่องสำคัญ คือ การจัดการสแกมเมอร์, ปฏิรูปการสื่อสารของรัฐให้มีมาตรฐาน และลงทุนด้านการศึกษาพัฒนาศักยภาพมนุษย์”

รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี

สำหรับประเด็นเรื่องสิทธิเด็กและสตรี รัดเกล้า ก็ยังตั้งใจจะขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้าน การลดความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งเป็นประเด็นที่ทุกพรรคเห็นตรงกัน และไม่มีกรอบของการเมืองมาแบ่งแยก

ขณะเดียวกันเธอยังมีเป้าหมายที่จะผลักดันในอีกหลายมิติปัญหาไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน หรือรัฐบาล ได้แก่

  • การจัดการทุนเทา คอร์รัปชัน ย้ำว่าจะไม่ปล่อยให้ระบบเศรษฐกิจถูกกัดกินด้วยทุนสีเทา โดยเฉพาะกลุ่มมิจฉาชีพสแกมเมอร์ที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน โดยตอนนี้ทางพรรคได้ดำเนินการอย่างจริงจังและเดินหน้าทำงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

  • ปฏิรูประบบการสื่อสารของรัฐ โดยมุ่งยกระดับการสื่อสารของภาครัฐให้มีความรวดเร็ว ชัดเจน และโปร่งใส ตรงตามมาตรฐานที่ประชาชนควรได้รับ เพื่อแก้ไขปัญหาการสื่อสารที่ล่าช้าในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา

  • การศึกษาและการลงทุนในศักยภาพมนุษย์ มองการศึกษาเป็นภาพใหญ่ที่เชื่อมโยงกับการมีงานทำในเด็กจบใหม่และแรงงาน เรื่องของคุณภาพชีวิตของแม่และเด็ก เพื่อสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพให้แก่ประเทศ

“จะใช้โอกาสนี้เข้าไปเป็น สส.ที่มีส่วนร่วมในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทยจริง ๆ”

รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี

ตายดี-ดูแลวาระท้ายของชีวิต ต้องเป็นสิทธิในระบบสุขภาพ

ขณะที่ เอกภพ สิทธิวรรณธนะ ผู้ก่อตั้งกลุ่ม Peaceful Death ในฐานะว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 30 พรรคประชาชน ก็หวังใช้ประสบการณ์ส่วนตัวในฐานะผู้ป่วยมะเร็ง และนักปฏิบัติในด้านประชาสังคมเข้ามาขับเคลื่อนนโยบาย “การดูแลแบบประคับประคองและวาระท้าย” ในระบบสาธารณะสุขไทย

“ความคาดหวังในฐานะ สส. คือ การดูแลวาระท้าย ต้องเป็นวาระในนโยบายควบคู่ไปกับบริการสาธารณสุข”

เอกภพ สิทธิวรรณธนะ

เอกภพ สิทธิวรรณธนะ ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ภาพ : เอกภพ สิทธิวรรณธนะ – Ekkapop Sittiwantana)

เอกภพ ยังตั้งเป้าที่จะใช้ตำแหน่ง สส. ผลักดัน “วาระท้ายของชีวิต” ให้กลายเป็นนโยบายระดับชาติ มุ่งเน้นไปที่ บูรณาการการดูแล ผลักดันให้การดูแลผู้ป่วยระยะท้ายเป็นส่วนหนึ่งของบริการสาธารณสุขทั้งในโรงพยาบาลรัฐและเอกชน

พร้อม ๆ กับการ เสริมพลังชุมชน สนับสนุนให้ท้องถิ่นมีบทบาทจัดการดูแลผู้ป่วยระยะยาวและระยะท้ายผ่านระบบ Caregiver และระบบสุขภาพปฐมภูมิที่เข้มแข็ง

ยกระดับวิชาชีพ ลงทุนผลักดันให้นักบริบาลเป็นอาชีพที่มีระบบรองรับชัดเจนและสนับสนุนงบประมาณด้านอุปกรณ์และการติดตามผลในระดับท้องถิ่น

นอกจากนั้นตั้งใจจะมีส่วนผลักดันการ ปฏิรูประบบสาธารณสุข โดยการผลักดันกฎหมายหลายฉบับ เช่น พ.ร.บ. สปสช., ประกันสังคม, ข้าราชการ ให้สิทธิพื้นฐานมีความเท่าเทียมกัน และเชื่อมต่อระบบฐานข้อมูลสุขภาพ ผลักดันให้โรงพยาบาลกับชุมชนต้องเชื่อมต่อฐานข้อมูลกัน โดย พ.ร.บ. สุขภาพดิจิทัล และ พ.ร.บ. อื่น ๆ ที่จะส่งเสริมให้วาระท้ายดีขึ้น 

“งานภาคประชาสังคมดูแลเรื่องวาระท้ายหรือเรื่องที่สนใจเป็นจุด ๆ ทำได้แค่เท่าที่ทำได้ ทำเท่าไหร่ก็ทำได้แค่ในวงจำกัด เราเลยต้องการการผลักดันทางนโยบายให้ครอบคลุมคุณภาพชีวิตของประชาชน และเป็นธรรมมากขึ้น โดยการแบ่งสรรทรัพยากรจากภาษี อันนี้จึงปฏิเสธไม่ได้ที่ต้องเข้ามาเป็นส่วนร่วมทางการเมือง” 

เอกภพ สิทธิวรรณธนะ

เอกภพ ยังเล่าถึงประสบการณ์การทำงานขับเคลื่อนเรื่องคุณภาพชีวิตระยะท้าย ซึ่งพบว่ามีข้อจำกัดสำคัญในหลายเรื่อง หากต้องการให้เกิดความครอบคลุม และไม่มีใครตกหล่น ต้องอาศัยการผลักดันเชิงนโยบายและการจัดสรรทรัพยากรภาษีจากภาครัฐ 

เรื่องต่อมาคือความยั่งยืนของนโยบาย โดยประสบการณ์ที่ผ่านมา พบว่า เมื่อบริบทการเมืองเปลี่ยนหรือรัฐบาลใหม่ไม่ให้ความสำคัญ ประเด็นที่เคยผลักดันผ่านกลไกอย่างสมัชชาสุขภาพแห่งชาติก็อาจแผ่วลง การเข้าสู่การเมืองเปรียบเสมือนพลังที่จะช่วยให้เสียงของผู้ป่วย และประเด็นทางสังคมถูกส่งต่อไปยังการแก้ไขกฎหมายและงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

“ผมเป็นผู้ป่วยมะเร็ง ที่ได้รับผลกระทบจากบริการสุขภาพที่เป็นอยู่ จึงสามารถสะท้อนมุมมองของผู้ป่วยเข้าไปในระบบได้ และในฐานะที่เป็นนักปฏิบัติที่เคยทำในด้านประชาสังคมมาก่อน จึงได้รับความไว้วางใจจากพรรคให้ดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไป”

“เรื่องการดูแลแบบประคับประคอง ต้องเป็นการลงทุนขั้นพื้นฐานของสังคมไทย ซึ่งต้องผลักดันผ่านการรับรู้การแถลงข่าว การอภิปรายในสภาฯ และเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือการผลักดันกฎหมายในสภาฯ”

เอกภพ สิทธิวรรณธนะ

หัวใจสำคัญที่ เอกภพ มุ่งหวังที่จะผลักดันในสภาฯ ครั้งนี้เป็นหลัก จึงหนีไม่พ้นการสร้างระบบ “การดูแลแบบประคับประคอง” ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานของสังคมไทย อีกเรื่องสำคัญคือต้องผลักดันกลไกการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้เป็นสิทธิประโยชน์พื้นฐานในการดูแลระยะท้ายมีความเท่าเทียมกัน

ถึงตรงนี้บทพิสูจน์ของ 3 ว่าที่ สส.ป้ายแดง จึงอาจไม่ได้อยู่ที่คำประกาศในวันนี้ แต่อยู่ที่ความสามารถในการผลักดันให้สภาฯ กลายเป็นพื้นที่ของ “นโยบาย” มากกว่าความขัดแย้ง และทำให้ประชาชนเห็นว่าทุกเสียงมีความสำคัญ และ สามารถฝากความหวังไว้กับผู้แทนของพวกเขาได้จริง  

Author

Alternative Text
AUTHOR

อภิญญา สูงชาญฐ์

สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น