ขั้นตอนต่อไปในศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 6 : 3 รับคำร้อง กรณีคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง อาจทำให้การลงคะแนนเสียงไม่เป็นไปโดยลับ
วันนี้ (18 มี.ค. 69) ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 รับคำร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน เรื่องการพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 69 ที่อาจกระทบต่อหลักการเลือกตั้งโดยลับ และขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 34 มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224
ทั้งนี้ อาจเชื่อได้ว่าสามารถใช้บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลการลงคะแนนได้ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ ตามข้อสังเกตของผู้ตรวจการแผ่นดิน หลังได้รับเรื่องร้องเรียนมากถึง 21 คำร้อง
ผู้ที่ถูกกล่าวหาหรือผู้ที่ถูกร้องได้แก่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ผู้ถูกร้องที่ 1) เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (ผู้ถูกร้องที่ 2) และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (ผู้ถูกร้องที่ 3) ดำเนินการจัดการเลือกตั้ง
ทั้งนี้ ตามขั้นตอน เมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับไว้พิจารณา จะเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องและผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญสงสัยภายใน 15 วัน
สำหรับมติของศาลรัฐธรรมนูญมาจากการออกเสียง 9 เสียงของตุลาการ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เห็นชอบให้รับคำร้อง จำนวน 6 คน ได้แก่ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, วิรุฬห์ แสงเทียน, จิรนิติ หะวานนท์, นภดล เทพพิทักษ์, อุดม รัฐอมฤต และ สุเมธ รอยกุลเจริญ
โดยพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงอันเป็นมูลเหตุแห่งคดีนี้เกี่ยวกับการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง สส. ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ มิใช่เฉพาะเขตเลือกตั้งใดเขตเลือกตั้งหนึ่ง หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะรายหรือเฉพาะกรณี
และมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการดำเนินการจัดการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 ประกอบมาตรา 83 วรรคสอง โดยที่คำร้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ
ขณะที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่เห็นชอบรับคำร้อง จำนวน 3 คน ได้แก่ อุดม สิทธิวิรัชธรรม, บรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ และสราวุธ ทรงศิวิไล ซึ่งเป็นเสียงข้องน้อย
โดยเห็นว่า ไม่เป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญ หากแต่เป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561
มติในครั้งนี้มาจากผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ได้กลั่นกรองคำร้องมาแล้วจากจำนวน 40 เรื่อง ก่อนส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในวันที่ 13 มี.ค. 69
ขั้นตอนต่อไปของศาลรัฐธรรมนูญ
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนของการพิจารณาคดี ซึ่งมีอยู่ 6 ขั้นตอนสำคัญ ดังนี้
1. การตรวจคำร้องและมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้อง โดยศาลรัฐธรรมนูญจะแต่งตั้งตุลาการไม่น้อยกว่า 3 คน เป็นผู้พิจารณาก็ได้ เมื่อมีผู้ยื่นคำร้องเข้ามา และส่งเรื่องให้ภายใน 2 วันนับแต่วันที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้อง โดยคณะตุลาการที่แต่งตั้งขึ้นมานี้จะต้องตรวจและมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาภายใน 5 วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง
2. การส่งสำเนาคำร้องให้ผู้ถูกร้องชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา หลังศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องจะส่งสำเนาคำร้องไปให้ผู้ถูกร้องทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้องหรือภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด หากผู้ถูกร้องไม่ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหากลับมาภายในระยะเวลาดังกล่าว จะถือว่าผู้ถูกร้องไม่ติดใจที่จะยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา และศาลก็จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
3. การพิจารณาคดี เป็นขั้นตอนที่ใช้ระบบไต่สวน ศาลรัฐธรรมนูญสามารถลงไปค้นหาความจริงเอง และมีอำนาจเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องจากบุคคลใดหรือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำ และขอให้หน่วยงานของรัฐหรือพนักงานสอบสวนดำเนินการใดเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาได้
อย่างไรก็ตาม หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าคดีนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมาย หรือมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ ศาลรัฐธรรมนูญอาจประชุมปรึกษาเพื่อพิจารณาวินิจฉัยโดยไม่ทำการไต่สวนหรือยุติการไต่สวนก็ได้
4. การแถลงการณ์เปิดคดีหรือปิดคดี การแถลงเปิดคดีเป็นการสรุปข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่จะนำสืบก่อนเริ่มพิจารณา สำหรับการแถลงการณ์ปิดคดี คือการสรุปพยานหลักฐานและข้อโต้แย้งทั้งหมด เพื่อโน้มน้าวศาลเมื่อการพิจารณาเสร็จสิ้น ห้ามอ้างพยานหลักฐานใหม่
คู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายมีสิทธิร้องขอให้มีการแถลงการณ์เปิดคดีหรือปิดคดีของตนได้ตามที่ศาลเห็นสมควรและภายในเวลาที่ศาลกำหนด
5. การทำคำวินิจฉัยและคำสั่ง องค์คณะตุลาการทุกคนจะต้องทำความเห็นส่วนตัวเป็นหนังสือ พร้อมทั้งแถลงด้วยวาจาในที่ประชุม จากนั้นที่ประชุมจะหารือร่วมกันแล้วลงมติ สำหรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ถือเสียงข้างมาก ในกรณีที่คะแนนเสียงเท่ากัน ให้ศาลปรึกษาหารือกันจนกว่าจะได้ข้อยุติ
นอกจากนี้ตุลาการแต่ละคนต้องทำความเห็นส่วนตนโดยสังเขปเผยแพร่ต่อสาธารณะตามข้อกำหนดของศาลด้วย
6. การอ่านและเผยแพร่คำวินิจฉัย เป็นขั้นตอนสุดท้ายในการพิจารณาคดี โดยกฎหมายกำหนดให้คำวินิจฉัยมีผลในวันที่อ่าน และจะต้องประกาศคำวินิจฉัยในราชกิจจานุเบกษาภายใน 30 วันนับแต่วันที่อ่านคำวินิจฉัย
คดีนี้ยังอยู่ในการพิจารณาของศาลอาญา
นอกเหนือจากศาลรัฐธรรมนูญแล้ว สำหรับกรณีกรณีคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง 69 นั้น ยังได้รับการวินิจฉัยในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางอีกด้วย ซึ่งเมื่อวันที่ 17 มี.ค. 69 ทางศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้นัดฟังคำสั่งชั้นตรวจคำฟ้องคดีประธาน กกต. และเลขาธิการ กกต. รวม 8 คน ว่ามีเจตนาทุจริต ร่วมกันสั่งผู้รับพิมพ์บัตรเลือกตั้งใส่คิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด มีเจตนาใช้ตรวจสอบบัตรเลือกตั้ง แสดงถึงความไม่สุจริตและไม่โปร่งใส ถือเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ
อย่างไรก็ตามทางศาลอาญา ยังไม่มีคำสั่งในชั้นตรวจฟ้อง แล้วให้โจทก์กลับไปทำบรรยายคำฟ้องให้ละเอียดมากขึ้น และมีคำสั่งให้ กกต. ชี้แจงกลับมา ก่อนนัดฟังคำสั่งชั้นตรวจฟ้องเมื่อ 19 พ.ค. 69 ต่อไป
ด้าน บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าเป็นเรื่องของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. และศาลรัฐธรรมนูญ ที่เป็นผู้พิจารณา
ส่วนที่หลายคนกังวลว่าการเลือกตั้งเหล่านี้จะเป็นโมฆะนั้น นายบวรศักดิ์ ระบุว่า ขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญและการนำสืบของ กกต. แต่ส่วนตัวมองว่าการเลือกตั้งนี้ยังเป็นความลับอยู่ หลายประเทศก็ใช้บัตรเลือกตั้งในลักษณะนี้ แต่ไม่มีประเทศไหนวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งจะเป็นโมฆะ ซึ่ง กกต. ควรจะนำผู้เชี่ยวชาญสาธิตให้กับตุลาการศาลดู ว่า คิวอาร์โค้ดดังกล่าวไม่สามารถเข้าถึงได้ง่าย พร้อมถามกลับว่า ที่ผ่านมามีคนเคยลองทำแล้วสำเร็จหรือเปล่า
