สมาคมสมาพันธ์ รร.เอกชน-ปอเนาะ-ตาดีกา “รับไม่ได้” ถูกอ้างเป็นแหล่งบ่มเพาะความรุนแรง ชี้ หากแม่ทัพภาคที่ 4 คนปัจจุบันยังอยู่ในพื้นที่ ยากมองเห็นการพัฒนา เหตุไม่เข้าใจบริบทพื้นที่ ขัดต่อแนวทาง เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา วอน นายกฯ พิจารณาปรับย้ายออกจากพื้นที่ด่วน ขณะที่ ผอ.ศูนย์ศึกษาและพัฒนาการสื่อสารสันติภาพ ย้ำ “การสื่อสารอย่างมีวุฒิภาวะ” ยังคงมีความจำเป็นในพื้นที่พิเศษอย่างชายแดนใต้
การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ กลับมาเป็นประเด็นให้สังคมได้พูดถึงกันอีกครั้ง หลังจากคำให้สัมภาษณ์ในช่วงที่ผ่านมาของ พล.ท. นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 โดยเฉพาะการให้สัมภาษณ์แบบปิดไมค์ตอบคำถามสื่อมวลชน ต่อเหตุการณ์ลอบยิง กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.พรรคประชาชาติ เขต 5 จ.นราธิวาส ซึ่งระบุว่า
“ผมพูดส่วนตัว ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ”
พล.ท. นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4

พร้อมยืนยันว่า กองทัพไม่เกี่ยวข้องกับเหตุยิง สส.กมลศักดิ์
ขณะเดียวกันก็มีอีกประเด็นที่แม่ทัพภาคที่ 4 ให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้เช่นกัน โดยพาดพิงโรงเรียนปอเนาะ โรงเรียนตาดีกา ที่ระบุว่า
“เราแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้มา 20 กว่าปีแล้วแต่ไม่จบ เพราะเราแก้กันที่ปลายเหตุ แต่ไม่ได้แก้กันที่ต้นเหตุคือโรงเรียนปอเนาะ โรงเรียนตาดีกา ที่มีการบ่มเพาะ มีการสอน เรื่องนี้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่ดูแลการเรียนการสอน ต้องลงมาช่วยด้วย ทุกส่วนต้องมาช่วยกัน”
พล.ท. นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4
จนส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาจากหลายฝ่ายในพื้นที่วันนี้ (15 เม.ย. 69)
สมาคม รร.ปอเนาะ-ตาดีกา-เอกชน จี้ นายกฯ ย้าย พล.ท. นรธิป ออกจากพื้นที่
ล่าสุด ขดดะรี บินเซ็น นายกสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ แถลงผลการประชุมของ 3 สมาคม ที่ประกอบด้วย สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชน, สมาคมโรงเรียนปอเนาะ และ สมาคมโรงเรียนตาดีกา ต่อกรณีที่ แม่ทัพภาคที่ 4 ให้สัมภาษณ์ ดังกล่าว

โดยย้ำว่า สมาคมฯ และกลุ่มโรงเรียนเอกชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวของท่านแม่ทัพภาคที่ 4 เพราะทำให้สังคมเข้าใจผิดว่าสถาบันปอเนาะ ตาดีกา ไม่ได้รับการพัฒนา ซึ่งสมาคมฯ “รับไม่ได้” จึงขอชี้แจงความเป็นจริงในวันนี้ โดยจากการหารือในกลุ่มสมาคมฯ มีมติตรงกันว่า ในวันพรุ่งนี้ (16 เม.ย. 69) จะยื่นหนังสือผ่านเลขาฯ ศอ.บต. ไปถึงนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นตามที่นายกฯ มีกำหนดการลงพื้นที่ชายแดนใต้ในวันที่ 17 เม.ย. 69 ก็จะขอไปยื่นหนังสือถึงมือนายกฯ พร้อมทั้งยื่นต่อ วันมูฮะหมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกฯ ด้วย เพื่อขอให้ช่วยพิจารณาปรับ พล.ท. นรธิป ออกจากพื้นที่ เนื่องจากสมาคมฯ เห็นว่า ไม่สามารถที่จะให้แม่ทัพภาคที่ 4 ที่ไม่เข้าใจบริบทในพื้นที่ ไม่สามารถปฏิบัติตามแนวทาง เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา อยู่ในพื้นที่ได้อีกต่อไป
“เราจะเรียกร้องจนกว่าท่านแม่ทัพ จะไม่อยู่ในพื้นที่ เพราะถ้าดูตามที่ให้สัมภาษณ์ ในช่วงที่ผ่านมา ท่านยังย้ำจุดยืนเดิมว่าสถาบันปอเนาะ ตาดีกา เป็นแหล่งบ่มเพาะความรุนแรง ยังใช้ข้อมูลชุดเก่านี้อยู่ ในมุมกลับกันสังคมไม่สามารถยอมรับในคำให้สัมภาษณ์ของแม่ทัพภาคที่ 4 ได้”
ขดดะรี บินเซ็น
นายกสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนฯ ยังระบุด้วยว่า หากยังมองสถาบันปอเนาะเป็นปัญหาที่ต้องพัฒนาต่อ ก็ต้องมาคิดร่วมกันในฐานะคนไทย การพัฒนาการศึกษาต้องคุยกันได้ พัฒนาต่อยอดกันได้ แต่ถ้าแม่ทัพภาคที่ 4 ยังอยู่ เราคิดว่าจะไม่สามารถเห็นการพัฒนาได้เลยในอนาคต

“ท่านต้องย้ายออกจากพื้นที่ จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ไม่น่าเป็นประเด็น เพราะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ สส.กมลศักดิ์ จึงไม่น่าจะพาดพิงมาถึงสถาบันปอเนาะ ตาดีกาเลย”
ขดดะรี บินเซ็น
นายกสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนฯ ย้ำว่า ถ้าหากนายกรัฐมนตรี ไม่อยากจะเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นวันนี้ ให้มันคาราคาซังเป็นเวลายาวนาน ก็คิดว่าท่านนายกฯ จะมีวิจารณญาณตัดสินใจ คิดว่า นายกฯ ในฐานะ ผอ.รมน. น่าจะตัดสินใจได้
“ที่ผ่านมาไม่มีแม่ทัพภาคที่ 4 ท่านใดที่มาให้ข่าวในลักษณะแบบนี้กับสถาบันปอเนาะ ซึ่งถือเป็นสถาบันที่ผลิตบุคลากรสำคัญหลาย ๆ ท่าน เช่น ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน ก็บอกว่าท่านเป็นเด็กปอเนาะ หรือจุฬาราชมนตรี หลาย ๆ ท่าน ก็เป็นเด็กปอเนาะ แต่กลับถูกมาโยง ปลุกปั่น ยุยงให้สถาบันปอเนาะเกิดภาพลักษณ์ไม่ดี พวกเรารับไม่ได้”
ขดดะรี บินเซ็น
นายกสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนฯ บอกด้วยว่า กระทรวงศึกษาธิการต้องออกมาพูดให้ชัดเจน โจทย์อยู่ที่กระทรวศึกษาธิการ จริง ๆ แล้วข้อมูลที่แม่ทัพให้ไป กับความเป็นจริงในปัจจุบันซึ่งไปได้ไกลแล้ว ไม่ได้ไปในจุดที่ท่านแม่ทัพให้ข้อมูลออกสื่อแต่อย่างใด

ย้ำ “การสื่อสารอย่างมีวุฒิภาวะ” ยังคงจำเป็นในพื้นที่ชายแดนใต้
ขณะที่ ผศ.สมัชชา นิลปัทม์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาการสื่อสารสันติภาพ คณะวิทยาการสื่อสาร ม.อ.ปัตตานี ให้ความเห็นกับ The Active ต่อกรณีดังกล่าว ว่าสิ่งที่ปรากกฎขึ้นนั้นสะท้อนแง่มุม “หลักนิยม” และ “แนวทาง” แก้ปัญหาคลาสสิคที่เจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยึดถืออย่าง หลักรัฐประศาสโนบาย สำหรับปฏิบัติราชการในมณฑลปัตตานีของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 หรือแม้แต่ การเมืองนำการทหาร และ หลักการเอาชนะเหนือความคิดและจิตใจของประชาชน ในฝ่ายความมั่นคงที่ย้ายเข้ามารับราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เริ่มเปลี่ยนและเสื่อมคลายไป รวมไปถึงอาจไม่ได้ตระหนักว่า ปัญหาของพื้นที่มีความพิเศษ มากเท่ากับข้าราชการรุ่นก่อน ๆ ก็เป็นไปได้
“ผมยังคิดว่าท่าทีของฝ่ายความมั่นคงที่ สงบ เยือกเย็น ละมุนละม่อม สื่อสารอย่างมีวุฒิภาวะ ยังคงเป็นที่ต้องการของพื้นที่นี้อยู่ เจ้าพนักงานในรุ่นก่อนหน้านี้ ถูกปลูกฝังและให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้มาก รวมถึงความเข้าใจการทำหน้าที่ในการทำงานของสื่อมวลชนก็สำคัญไม่น้อย โดยไม่มองสื่อเป็นศัตรู แต่กลับมองว่าเป็นช่องทางในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง รวมถึงการมองเห็นความสำคัญในฐานะ พลเมือง มากกว่าที่จะมองเป็นฝ่ายตรงกันข้าม”
ผศ.สมัชชา นิลปัทม์
