สทนช. ขานรับมติ ครม. 2 มิ.ย. 69 เดินหน้าความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำข้ามพรมแดนระหว่างประเทศไทยและมาเลเซีย เน้น ดึงจุดแข็งด้านธรรมชาติแก้ปัญหาแบบยั่งยืน เพิ่มเส้นทางการค้าเศรษฐกิจชายแดนสุไหงโก-ลก
จากภัยพิบัติน้ำท่วมชายแดนใต้ที่สร้างความสูญเสียมหาศาลทุกปี วันนี้ (3 มิ.ย. 2569) สทนช. หรือ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติขานรับมติ ครม. เดินหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำข้ามพรมแดนไทย–มาเลเซีย มุ่งเน้นประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นหลัก ดึงจุดแข็งด้านธรรมชาติมาแก้ปัญหาแบบยั่งยืน พร้อมดัน “สุไหงโก-ลก” ให้เป็นเส้นทางการค้าสำรองที่แข็งแกร่ง ทลายข้อจำกัดความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์ เพื่อคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจที่ดีขึ้นของพี่น้องชายแดนใต้
บทเรียนจากอดีต เมื่อน้ำท่วมทำลายทั้งชีวิตและเศรษฐกิจ
ที่ผ่านมา ประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำโก-ลก โดยเฉพาะฝั่ง อ.สุไหงโก-ลก และชุมชนมูโนะ จ.นราธิวาส รวมถึงเมืองรันตูปันยัง รัฐกลันตัน ของมาเลเซีย ต้องเผชิญกับวิกฤตแม่น้ำล้นตลิ่งซ้ำซาก บางปีน้ำท่วมสูงถึง 1-2 เมตร บ้านเรือน ทรัพย์สิน และพื้นที่เกษตรกรรมเสียหายอย่างหนัก ด่านพรมแดนต้องประกาศปิดชะงัก ประชาชนนับแสนคนได้รับความเดือดร้อน

นอกจากความสูญเสียต่อการดำรงชีวิตแล้ว ปัญหานี้ยังสร้างผลกระทบระดับชาติ ข้อมูลจาก สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ชี้ให้เห็นว่า การพึ่งพาเส้นทางการขนส่งทางใต้ผ่าน “หาดใหญ่-สะเดา” เพียงจุดเดียว ถือเป็นความเสี่ยงสูงมาก หากเกิดภัยพิบัติหรือน้ำท่วมจนเส้นทางหลักถูกตัดขาด มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจอาจพุ่งสูงถึง 14,100 ล้านบาทต่อเดือน และอาจทำให้คู่ค้าหันไปหาซัปพลายเออร์ประเทศอื่นแบบถาวร การยกระดับศักยภาพด่านชายแดน “สุไหงโก-ลก” ให้เป็นเส้นทางโลจิสติกส์สำรองที่เข้มแข็ง จึงเป็นทางรอดสำคัญ แต่สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปัญหาพื้นฐานอย่าง “น้ำท่วมลุ่มน้ำโก-ลก” ยังไม่ถูกแก้ไขอย่างเด็ดขาด

มติ ครม. สู่การแก้ปัญหาเชิงรุก
ชุมลาภ เตชะเสน ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะโฆษก สทนช. ด้านบริหารจัดการน้ำระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า สทนช. เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำข้ามพรมแดนระหว่างประเทศไทยและมาเลเซีย ภายใต้โครงการ “Enhancing Environmental Security and Transboundary Cooperation in the Golok/Kolok River Basin” หรือ “โครงการเสริมสร้างความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมและความร่วมมือข้ามพรมแดนในลุ่มน้ำโก-ลก” หลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ชายแดนให้มีความมั่นคง ยั่งยืน และรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือสำคัญที่จะช่วยผลักดันการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำข้ามพรมแดนระหว่างไทยและมาเลเซียให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำโก-ลกที่มีความสำคัญต่อทั้งสองประเทศ ในมิติการป้องกันและบรรเทาอุทกภัย การบริหารจัดการน้ำในระดับลุ่มน้ำ การอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศ รวมถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดนให้ดียิ่งขึ้น

ปัจจุบัน สทนช. อยู่ระหว่างการเร่งจัดทำร่างบันทึกความเข้าใจ หรือ MoU ร่วมกับฝ่ายมาเลเซีย เพื่อกำหนดกรอบความร่วมมือและกลไกการดำเนินงานให้มีความชัดเจน สอดคล้องกับระเบียบและกระบวนการภายในของทั้งสองประเทศ โดยเป็นการผนึกกำลังระหว่าง สทนช. ในฐานะหน่วยงานหลักของฝ่ายไทย กับ กรมชลประทานและการระบายน้ำของประเทศมาเลเซีย หรือ Department of Irrigation and Drainage Malaysia (DID) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวงการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการปฏิรูปน้ำ หรือ Ministry of Energy Transition and Water Transformation (PETRA) ของมาเลเซีย พร้อมด้วยหน่วยงานภาคีเครือข่ายของไทย เช่น กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมพัฒนาที่ดิน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility: GEF) และมีองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) เป็นหน่วยบริหารโครงการ

โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำข้ามพรมแดนในลุ่มน้ำโก-ลก เป็นพื้นที่สำคัญต่อวิถีชีวิต เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงของประชาชนบริเวณชายแดนไทย–มาเลเซีย โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 48 เดือน ซึ่งนอกจากงบประมาณสนับสนุนจาก GEF จำนวน 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 146 ล้านบาทแล้ว หน่วยงานไทยยังร่วมสนับสนุนทรัพยากรในรูปแบบ In-kind เช่น บุคลากร องค์ความรู้ ข้อมูลทางวิชาการ และแผนงานที่มีอยู่ รวมมูลค่ากว่า 14.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไม่ก่อให้เกิดภาระผูกพันงบประมาณเพิ่มเติมในรูปแบบเงินสด
โฆษก สทนช. ยังบอกอีกว่า โครงการนี้จะ มุ่งเน้นการบูรณาการพัฒนาการบริหารจัดการลุ่มน้ำโก-ลกอย่างเป็นระบบ ให้ครอบคลุม การจัดทำฐานข้อมูลร่วม การประเมินความเสี่ยงจากอุทกภัยและภัยแล้ง การแก้ไขปัญหาการกัดเซาะตลิ่ง และการฟื้นฟูระบบนิเวศ รวมถึงการพัฒนาแผนปฏิบัติการเชิงกลยุทธ์ร่วมระหว่างสองประเทศ โดยนำแนวทางการใช้ธรรมชาติเป็นพื้นฐานมาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันภัยพิบัติและเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ระบบนิเวศลุ่มน้ำอย่างยั่งยืน

ประโยชน์ต่อประชาชนจะดีขึ้นกว่าเดิมอย่างไร
สำหรับ ด้านคุณภาพชีวิตและความปลอดภัย ชาวสุไหงโก-ลกและชุมชนริมน้ำ จะลดความเสี่ยงในการสูญเสียทรัพย์สินและชีวิตจากน้ำท่วมฉับพลัน ไม่ต้องหวาดผวากับระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นทุกหน้าฝน มีระบบเตือนภัยที่เชื่อถือได้และอพยพได้ทันท่วงที
ด้านเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ เมื่อลุ่มน้ำโก-ลกมีความมั่นคงปลอดภัยจากอุทกภัย ด่านชายแดนสุไหงโก-ลกจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็น “เส้นทางโลจิสติกส์หลักแห่งใหม่” ช่วยกระจายความเสี่ยงทางการค้าของประเทศ สร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการ ป้องกันปัญหาสายพานการผลิตสะดุด และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้ามาสร้างอาชีพในพื้นที่ได้อย่างมหาศาล
ด้านสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศข้ามพรมแดนจะได้รับการฟื้นฟู แม่น้ำและตลิ่งกลับมาสมบูรณ์ เอื้อต่อวิถีชีวิตและประมงพื้นบ้าน
การเดินหน้าบริหารจัดการลุ่มน้ำโก-ลกในครั้งนี้ เป็นการสร้างความมั่นคงในชีวิตและสร้าง “โอกาสทางเศรษฐกิจใหม่” เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ได้ลืมตาอ้าปากและก้าวเดินสู่อนาคตที่ยั่งยืน

