โพลพระปกเกล้า ชี้ คนกรุงเลือกผู้ว่าฯ อาจไม่อิงเลือกตั้งระดับชาติ วัด “ตัวบุคคล-ผลงาน” เป็นหลัก  

ผลสำรวจ KPI Poll ระบุ คนกรุงเทพฯ 41.6% เลือกผู้สมัครอิสระ หวังเห็นตัวแทนทำงานใกล้ชิดประชาชน มองปัญหาเฉพาะพื้นที่ ขณะที่ คะแนนของผู้สมัครสังกัดพรรคฝ่ายค้าน สูงกว่าผู้สมัครฝ่ายรัฐบาลชัดเจน สะท้อนความต้องการ ใช้เลือกตั้งท้องถิ่นตรวจสอบ ถ่วงดุล ย้ำชัด ไม่ใช่แค่การแข่งขันของ “คนเดิม” กับ “ผู้ท้าชิง” แต่เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่ออนาคตเมือง นโยบายตอบโจทย์ชีวิตคนกรุงอย่างแท้จริง

วันนี้ (29 พ.ค. 69) สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “ความนิยมของประชาชนและทิศทางโค้งแรกสนามเลือกตั้ง กทม. 69” เพื่อ “ฟัง” การเมืองจากเสียงของประชาชน โดยผลสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 22 จัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 25 พ.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามพื้นที่เขตทั่วกรุงเทพมหานคร จำนวน 1,600 ตัวอย่าง มีบทสรุปสำคัญ ดังนี้

ประชาชนกลุ่มตัวอย่าง 41.6% ระบุว่า หากเป็นคน กทม. จะเลือกผู้สมัครอิสระ ที่ไม่สังกัดพรรคการเมือง  รองลงมา คือ 20.0% จะเลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองฝ่ายค้าน, 17.6% จะเลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองใดก็ได้, 3.6% จะเลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล และ 17.2% ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ

“การเลือกตั้งระดับพื้นที่ ประชาชนเกือบครึ่งอาจกำลังมองหา ตัวแทนเขต ที่ใกล้ชิดประชาชน ทำงานกับปัญหาเฉพาะพื้นที่ และไม่ถูกผูกโยงกับพรรคการเมืองมากเกินไป ขณะเดียวกัน คะแนนของผู้สมัครที่สังกัดพรรคฝ่ายค้านสูงกว่าผู้สมัครฝ่ายรัฐบาลอย่างชัดเจน อาจสะท้อนอารมณ์ทางการเมืองบางส่วนที่ต้องการใช้การเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นพื้นที่สะท้อนความต้องการตรวจสอบ ถ่วงดุล หรือแสดงท่าทีต่อการเมืองระดับชาติ อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ตอบว่า ผู้สมัครจะสังกัดพรรคการเมืองใดก็ได้ และ ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ ซึ่งมีจำนวนไม่น้อย สะท้อนว่า สนาม ส.ก. ยังไม่ปิด”

ขณะที่ผลสำรวจ  31.5% ระบุว่า หากเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. วันนี้ มีแนวโน้มจะเลือก “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” รองลงมา 13.1% จะเลือก “ดร.โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร”, 7.5% จะเลือก “มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข”, 6.6% จะเลือก “พล.ต.ท. ชาญเทพ เสสะเวช”, 6.2% จะเลือก “หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี”, 6.1% จะเลือก “คมสัน พันธุ์วิชาติกุล” และ 4.9% จะเลือก “อนุชา บูรพชัยศรี” ขณะที่ 24.1% “ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ

แม้ ชัชชาติ พ่อเมืองคนเก่ายังมีคะแนนนำในภาพรวม แต่สัดส่วนผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจยังสูง สะท้อนว่าสนามผู้ว่าฯ กทม. ยังไม่ปิดเกม ยังมีพื้นที่ให้ผู้สมัครรายอื่นสร้างความชัดเจนด้านนโยบาย ผลงาน ภาพลักษณ์ และความเชื่อมั่นต่อการบริหารเมือง นอกจากนี้ คะแนนของผู้สมัครที่กระจายตัวในหลายกลุ่มยังสะท้อนว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้ อาจเป็นการแข่งขันระหว่าง “ความต่อเนื่องของผลงานเดิม” กับ “ทางเลือกใหม่ในการบริหารมหานคร”

ทั้งนี้เมื่อพิจารณาเทียบกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในปี 2565 พบว่า กลุ่มที่ “เคยเลือกชัชชาติ” ปัจจุบัน 60.7% “ยังเลือกชัชชาติ” นำโด่ง ในขณะที่ กลุ่มที่เคยเลือก “สกลธี ภัททิยกุล” ปัจจุบัน 45.5% จะเลือกชัชชาติ, กลุ่มที่เคยเลือก “สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” ปัจจุบัน 31.0% จะเลือกชัชชาติ 27.4% ขณะที่กลุ่มที่เคยเลือก “อัศวิน ขวัญเมือง” ปัจจุบัน 29.7% จะเลือกผู้สมัครคนอื่น ๆ และ 22.9% จะเลือก “ชัชชาติ”

ส่วนกลุ่มที่เคยเลือก “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” พบว่า ปัจจุบัน 49.2% จะเลือก “ดร. โจ ชัยวัฒน์” และ 12.9% จะเลือก “ชัชชาติ”  

กลุ่มที่เคยเลือกผู้สมัครคนอื่น ๆ พบว่า 31.1% ยังไม่ตัดสินใจ และกลุ่มที่ “จำไม่ได้/ไม่ได้ไปใช้สิทธิ์/ไม่ประสงค์ตอบ” พบว่า 53.8% ยังไม่ตัดสินใจ

“ฐานคะแนนเดิมยังมีผลต่อแนวโน้มการเลือกตั้งครั้งใหม่ แต่ไม่ได้เป็นตัวกำหนดทั้งหมด นัยสำคัญ คือ การเลือกตั้งครั้งนี้อาจไม่ใช่เพียงการแข่งขันระหว่างผู้สมัครเดิมกับผู้สมัครใหม่ แต่เป็นการแข่งขันเพื่อรักษาฐานเดิม ดึงฐานข้ามกลุ่ม และโน้มน้าวกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจ”

ทั้งนี้เมื่อพิจารณาตามพรรคที่เคยเลือก สส. เขต ครั้งล่าสุด พบว่า “ชัชชาติ” มีคะแนนนำในหลายฐานพรรค ได้แก่ ผู้ที่เลือกพรรคเพื่อไทย 39.4%, พรรคภูมิใจไทย 37.0%, พรรคประชาชน 31.0%, พรรคประชาธิปัตย์ 28.3% และพรรคอื่น ๆ 42.0%

ขณะที่ “ดร.โจ” ได้คะแนนสูงในกลุ่มผู้เลือกพรรคประชาชน (30.9%) แต่ใกล้เคียงกับ “ชัชชาติ” ในกลุ่มเดียวกัน ส่วน “อนุชา” มีคะแนนเด่นในฐานผู้เลือกพรรคประชาธิปัตย์ (23.2%)

“สะท้อนว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. มีลักษณะเฉพาะที่อาจไม่เดินตามแนวการเลือกตั้งระดับชาติ นัยสำคัญคือ การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. อาจเป็นสนามที่ประชาชนพิจารณา ตัวบุคคลและผลงาน ควบคู่กับความชอบทางการเมือง”

ผลโพลครั้งนี้สะท้อนว่า สนามเลือกตั้ง กทม. ในช่วงโค้งแรกยังมีความไม่แน่นอนสูง แม้ “ชัชชาติ” จะยังมีคะแนนนำในภาพรวม และสามารถรักษาฐานคะแนนเดิมได้ในระดับหนึ่ง แต่สัดส่วนผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจทั้งในสนามผู้ว่าฯ กทม. และสนาม ส.ก. รวมถึงการเคลื่อนตัวของฐานคะแนนจากการเลือกตั้งครั้งก่อนและฐานพรรคในการเลือกตั้งระดับชาติ ยังเป็นปัจจัยที่มีนัยสำคัญ

ดังนั้น การเลือกตั้ง กทม. รอบนี้จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันระหว่าง “ผู้สมัครคนเดิม” กับ “ผู้ท้าชิงรายใหม่” หากแต่เป็นการแข่งขันเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่ออนาคตของมหานคร ทั้งในมิตินโยบาย ภาพลักษณ์ ผลงาน และความสามารถในการตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของคนกรุงเทพฯ ได้อย่างแท้จริง

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active