ผู้ว่าฯ ชัชชาติ พร้อม กฟน.-กปน.-ก.พลังงาน แจงข้อกังวล Data Center ผุดกลางกรุง ยอมรับไร้ EIA เหตุกฎหมายเดิมตามไม่ทันเทคโนโลยี ยืนยันปัจจุบันยังไม่กระทบวิกฤตต้านพลังงานไฟฟ้า น้ำประปา พร้อมชะลออนุมัติ 3 โครงการใหม่ รอปรับปรุงกฎหมาย นิยาม ผังเมือง มาตรการ EIA ให้ครอบคลุมบริบทเทคโนโลยีขณะที่ กระทรวงพลังงาน สั่งระงับออกใบอนุญาตตั้งถังน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองฉุกเฉินสำหรับ Data Center รายใหม่ทั้งหมด
วันนี้ (2 ก.ย. 2569) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงสถานการณ์ Data Center ในพื้นที่กรุงเทพฯ ว่า ศูนย์ข้อมูลดั้งเดิมส่วนใหญ่เปิดให้บริการมานานแล้ว โดยเป็นระบบคลาวด์ หรือศูนย์คอมพิวเตอร์ภายในของแต่ละบริษัท (มีราว 30–40 แห่งตามที่โฆษณา) แต่ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีเปลี่ยนไป จึงเกิด Data Center ขนาดใหญ่แบบตั้งเดี่ยว (Stand-alone) เพื่อให้บริการแก่หน่วยงานภายนอก
สำหรับ Data Center รูปแบบใหม่ดังกล่าว ในพื้นที่ กทม. มีการยื่นขออนุญาตตั้งแต่ปี 2564–2565 รวมทั้งสิ้น 6 แห่ง
- ได้รับอนุญาตแล้ว 3 แห่ง (ช่วงปี 2565–2566)
- อยู่ระหว่างระงับ/ทบทวน: 3 แห่ง (สั่งหยุดดำเนินการเพื่อให้กลับไปทบทวนมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง)

ผู้ว่าฯ กทม. ยอมรับว่า ที่ผ่านมาในข้อกฎหมายยังไม่มีนิยามของ Data Center ชัดเจน การขออนุญาตจึงมักยื่นในรูปแบบอาคารพาณิชย์ หรือคลังสินค้า ทำให้ไม่อยู่ในเงื่อนไขที่ต้องจัดทำ รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หรือขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน
อย่างไรก็ดี สำนักนายกรัฐมนตรีได้เริ่มประกาศนิยามของ Data Center เมื่อวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่ง กทม. และหน่วยงานรัฐจะใช้นิยามนี้ในการปรับปรุงกฎหมายควบคุมอาคาร ผังเมือง และ EIA ต่อไป
MEA-กปน. ยืนยัน ไฟ-น้ำ ใน กทม. ยังเอาอยู่ ไม่กระทบประชาชน
ส่วนข้อกังวลเรื่องการแย่งใช้พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมชี้แจง โดย เกษม สระทองฮัก ผู้ช่วยผู้ว่าการ (สายงานวางแผนและนวัตกรรม) การไฟฟ้านครหลวง บอกว่า Data Center ใน กทม. ไม่ได้มีขนาดใหญ่ระดับหลายร้อยเมกะวัตต์เหมือนในพื้นที่ EEC โดยใน กทม. มีขนาดความต้องการไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 20 เมกะวัตต์ (ใช้งานจริงราว 8 เมกะวัตต์) ซึ่ง MEA ได้จ่ายไฟแยกระบบ ไม่กระทบกับการใช้ไฟฟ้าของประชาชน
ทั้งนี้หากเทียบกับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่หรือโครงการมิกซ์ยูสที่ใช้ไฟเป็นหลัก 100 เมกะวัตต์ ถือว่า Data Center ใน กทม. ใช้ไฟน้อยกว่ามาก โดย กทม. และ MEA จะติดตามโครงการขนาดใหญ่อย่างใกล้ชิดและยังไม่อนุมัติเพิ่มเติม

สุพิเชฐ ถาวรทวีวงษ์ รองผู้ว่าการการประปานครหลวง ระบุว่า Data Center รายใหญ่ใน กทม. ปัจจุบันใช้น้ำหล่อเย็นเฉลี่ยประมาณ 7,800 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน ซึ่งน้อยกว่าโรงพยาบาลขนาดใหญ่ (ประมาณ 20,000 ลูกบาศก์เมตร/เดือน) หรือห้างสรรพสินค้าใหญ่ (30,000–40,000 ลูกบาศก์เมตร/เดือน) จึงยังไม่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการน้ำประปาของประชาชน สำหรับน้ำเสีย จะเป็นน้ำหล่อเย็นที่ระเหยเป็นไอหรือนำกลับมาใช้ใหม่ ไม่ได้ก่อสารมลพิษ แต่ กทม. จะตรวจสอบเรื่องอุณหภูมิของน้ำก่อนปล่อยลงลำคลองอย่างเข้มงวด
พลังงานสั่งหยุดออกใบอนุญาต “ถังน้ำมันสำรองไฟ” ยึดเพดาน 5 แสนลิตร ตรวจเข้มปมรามคำแหง 28
ขณะที่ ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้สั่งการชัดเจนให้ ระงับการออกใบอนุญาตจัดตั้งถังน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองฉุกเฉินสำหรับ Data Center รายใหม่ทั้งหมด จนกว่าบอร์ด Data Center จะกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อม น้ำ และไฟฟ้าแล้วเสร็จ
ส่วนกรณีข้อกังวลเรื่องการกักเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่ชุมชน กรมธุรกิจพลังงาน ระบุว่า การสะสมน้ำมันเพื่อใช้เองภายใน (ไม่ได้จำหน่าย) ตามกฎหมายกำหนดไว้ไม่เกิน 500,000 ลิตร ซึ่งเป็นตัวเลขความปลอดภัยสากล และถือเป็นการจำกัดขนาดของ Data Center ใน กทม. ไปในตัว
กรณีพื้นที่รามคำแหง 28 ตรวจสอบพบว่า มีการขออนุญาตเก็บน้ำมันเพียงประมาณ 200,000 ลิตร ไม่ใช่ 400,000 ลิตรตามที่เป็นข่าว หากลงพื้นที่ตรวจพบว่ามีการกักเก็บเกินจากใบอนุญาต หรือมีการลักลอบประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต จะดำเนินคดีขั้นสูงสุดทันที (โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ)
กรมธุรกิจพลังงาน ร่วมกับ กทม. จะเข้าตรวจสอบสถานที่ที่มีการสเต็กรักษา/สะสมน้ำมันใน กทม. ทั้งหมด 56 แห่ง (ซึ่งรวมถึงหน่วยงานอื่นนอกเหนือจาก Data Center) เพื่อควบคุมมาตรฐานความปลอดภัย กลิ่น และมลภาวะ
ทำไม ? Data Center ยังจำเป็นต้องอยู่ในเมือง
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ อธิบายว่า เหตุผลทางธุรกิจที่ Data Center บางส่วนยังต้องตั้งอยู่ในเขตเมือง (เช่น ย่านพระราม 9) เนื่องจาก
- เขตเมืองมีโครงข่ายสายใยแก้วนำแสงหนาแน่น ช่วยลดระยะเวลาการส่งผ่านข้อมูล (Latency)
- การประมวลผล AI หรือข้อมูลที่อยู่ใกล้ผู้ใช้งาน ทำให้ระบบตอบสนองได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด
- ในเมืองมีระบบไฟฟ้าที่มั่นคงและมีบุคลากรเชี่ยวชาญเข้าดูแลได้ทันที
ส่วนความกังวลเรื่อง ความร้อน และ เสียงรบกวน จากการทดสอบเครื่องปั่นไฟฉุกเฉินนั้น กทม. ได้รับเรื่องร้องเรียนมา 2 กรณี คือเรื่องตำแหน่งใกล้โรงพยาบาล และเรื่องเสียงปั่นไฟตอนกลางคืน ซึ่งปัจจุบัน กทม. ได้สั่งให้ชะลอโครงการ และให้ประชาชนสามารถแจ้งเหตุเดือดร้อนรำคาญผ่านระบบของ กทม. ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยภาครัฐเตรียมประชุมร่วมกันในระดับรัฐบาลเพื่อออกมาตรการและปรับผังเมืองให้เหมาะสมกับบริบทเมืองต่อไป
