‘รองนายกฯ ปกรณ์’ แจง ยุบ บจธ.-โฉนดชุมชน คนละเรื่องกัน ลดซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพมีกฎหมายรองรับ แต่อีกด้าน ‘รองนายกฯ ทรงศักดิ์’ รับปากผู้ชุมนุม ยันชัด “ไม่ยุบ ไม่ยกเลิก บจธ.” รอเซ็นตั้งอนุฯ เฉพาะกิจศึกษาแนวทางกระจายการถือครองที่ดิน ย้ำ ระหว่างนี้ให้ บจธ.ทำงานตามอำนาจหน้าที่ได้ต่อไป
วันนี้ (4 ส.ค. 2569) ภายหลังการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ที่มี ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งใช้เวลานานเกือบ 5 ชั่วโมง มีมติในการตั้งอนุกรรมการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของกลุ่มพีมูฟ 12 คณะ โดยจะลงนามแต่งตั้ง และนำเสนอรายละเอียดผลประชุมต่อคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้

ส่วนประเด็นสำคัญที่หลายฝ่ายจับตา เรื่อง สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. นั้น รองนายกฯ ทรงศักดิ์ แถลงยืนยันกับประชาชน ว่า
“ไม่มีการยุบ หรือยกเลิก บจธ. ตามที่เป็นข่าว”
ทั้งนี้จะตั้งอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาแนวทางในการกระจายการถือครองที่ดิน โดยในระหว่างนี้ให้ บจธ.สามารถทำงานตามอำนาจหน้าที่ได้ต่อไป พร้อมให้มีมาตรการรองรับผลกระทบของชุมชนที่อยู่ในระหว่างการดำเนินการในรูปแบบธนาคารที่ดิน
“ความจริงเรื่องกฤษฎีกาธนาคารที่ดิน มีผลบังคับ 5 ปี ครบอายุแล้ว ก็ขยายมาเรื่อย ๆ สำคัญ คือ จะทำยังไงให้เรื่องธนาคารที่ดินสามารถที่จะเดินหน้าให้เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมากที่สุด ก็มีหลายแนวทาง แต่ที่มีข่าวตามที่พี่น้องกังวล ห่วงใย ก็เป็นเพียงข่าว ยังไม่เป็นการยกเลิก เพียงแต่กฎหมายที่ใช้บังคับ ถ้าไม่มีการไปเสนอขยายเวลาเข้า ครม. จะทำให้กฎหมายที่มีอยู่หมดไป แต่ยืนยันว่าเรื่องธนาคารที่ดิน จะมีการตั้งคณะกรรมการอนุกรรมการมาศึกษา”
ทรงศักดิ์ ทองศรี

ส่วนเรื่อง โฉนดชุมชน ที่มีมติ ครม. ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีให้ยกเลิกโฉนดชุมชนไปก่อนหน้านี้ เพราะเห็นว่าเป็นเพียงแค่ระเบียบ ยังไม่มีกฎหมายรองรับชัดเจน ครม. เลยต้องโอนให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ สคทช. ซึ่งมี พ.ร.บ.คทช. เปิดช่องมาตรา 10 (4) ในการจัดรูปที่ดินรูปแบบอื่น ๆ ซึ่งจะเป็นรูปแบบโฉนดชุมชนได้ จึงอยู่ในระหว่างให้มีการตั้งอนุกรรมการศึกษาหลักเกณฑ์
‘พีมูฟ’ ไม่วางใจ จับตาข้อสรุปเข้า ครม.
ขณะที่ พชร คำชำนาญ กองเลขานุการขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ระบุข้อสรุปเรื่องโฉนดชุมชนว่า ให้มีมาตรการในการคุ้มครองพื้นที่โฉนดชุมชน ต้องไม่มีการบังคับให้ชาวบ้านเข้าสู่การจัดที่ดินในรูปแบบของ สคทช. และไม่มีการคุกคามจับกุมดำเนินคดีกับชาวบ้านเพิ่ม โดยในระหว่างนี้ให้สามารถเข้าถึงการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้ ทั้งนี้ กลุ่มพีมูฟยังไม่วางใจ ปักหลักจับตาจนกว่านำข้อสรุปเข้าสู่การพิจารณา ครม.พรุ่งนี้ (5 ส.ค. 2569)
‘ปกรณ์’ สวน ไม่ขยายเวลา บจธ.
ด้าน ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ให้พิจารณาทบทวนการยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. รวมถึง กลุ่มขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) เรียกร้องให้ทบทวนในเรื่องดังกล่าวและคัดค้านเช่นกัน ว่า ระหว่างเรื่องโฉนดชุมชน กับธนาคารที่ดิน เป็นคนละเรื่องกัน โดยเรื่องโฉนดชุมชน มีจุดประสงค์ จัดทำขึ้นเพื่อให้เป็นสิ่งที่กฎหมายรองรับ จากเดิมที่ดำเนินการไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี รัฐบาลจึงต้องการยกระดับให้มีประสิทธิภาพตามกฏหมาย ซึ่งจะดีกว่าตามระเบียบสำนักนายกฯ

โดยเรื่องโฉนดชุมชนจะอยู่ในกระบวนการของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ที่จะต้องดำเนินการ แต่ยอมรับว่าที่ผ่านมาอาจยังช้า จึงทำให้เกิดเป็นประเด็นปัญหาขึ้น และอาจมีเจ้าหน้าที่ที่ยังไม่เข้าใจในกระบวนการ ไปทำการขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ ซึ่งตรงนี้ไม่ถูก เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติให้เปลี่ยนสถานะจึงต้องรอการดำเนินการก่อน ไม่ใช่ไปไล่ชาว
ส่วนข้อเรียกร้องให้ทบทวนเรื่องการยุบองค์การมหาชน ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เนื่องจากองค์การมหาชนเป็นองคาพยพของรัฐ การบริหารงานของหน่วยงานเป็นเรื่องภายในของรัฐ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโฉนดชุมชน และต้องย้อนกลับไปดูว่าการดำเนินงานของหน่วยงานมีความซ้ำซ้อนหรือไม่ เพราะเจตนาแรกเริ่มคือเมื่อมีการตั้ง คทช.จะต้องยุบองค์การมหาชน ที่ถือเป็นภารกิจชั่วคราว แต่ปรากฏว่าคณะกรรมการ คทช.ชุดแรก ไปทำตามระเบียบของสำนักนายกฯ และยังคงองค์การมหาชนอยู่ต่อทำให้ภารกิจซ้ำซ้อนกับ คทช. ตรงนี้เป็นที่มาของเหตุผลในการยุบ ไม่ได้มีอคติอะไร สำหรับพนักงานเจ้าหน้าที่จะให้สำนักงานพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ไปประสานงาน กับ คทช. ว่าจะดูแลพนักงานอย่างไร จะมีสถานะเป็นลูกจ้างหรือเป็นพนักงาน
“ขอย้ำว่าทั้งสองเรื่องเป็นคนละเรื่องอย่าเอามาปนกัน และอย่าใช้กำลังมากดดันกัน ไม่ดีใช้เหตุผลดีกว่า”
ปกรณ์ นิลประพันธ์
เมื่อถามว่า จะต้องเป็นไปตามมติ คือ ยุบ บจธ.ภายในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ไม่มีการขยายตามข้อเรียกร้องใช่หรือไม่ ? ปกรณ์ ย้ำว่า
“ครับ รัฐบาลไม่มีนโยบายที่จะขยายเวลาต่อ เพราะไม่อย่างนั้นก็ไม่ต้องยุบอะไรเลย แล้วมาบอกว่าเงินไม่พอ ทำงานอะไรไม่ได้ หากบริหารงานไม่ได้ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร”
ปกรณ์ นิลประพันธ์
