ผู้ได้รับผลกระทบ 97 ชุมชน เรียกร้อง ‘มูลนิธิสืบฯ’ ยุติบทบาทกรณี ‘ทับลาน’

ชี้ ปัญหาทับลานไม่ใช่แค่ ‘บุกรุกป่า’ แต่เป็นข้อพิพาทแนวเขต-สิทธิชุมชน จี้ เดินหน้ามติ ครม. 14 มี.ค. 66 ยึด One Map และแนวเขตปี 43 พร้อมขอมูลนิธิทบทวนใช้ชื่อ ‘สืบ นาคะเสถียร’ ย้ำ บทบาทขององค์กรอนุรักษ์ ควรยึดหลักเป็นกลาง ในข้อพิพาทระหว่างรัฐกับประชาชน รับฟังข้อมูลทุกฝ่าย พิจารณาบริบททางประวัติศาสตร์พื้นที่อย่างรอบด้าน

วันนี้ (19 ส.ค. 2569) ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทับซ้อนกับ 97 ชุมชน และกลุ่มทับลานพลัส ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ทบทวนและยุติบทบาทที่เกี่ยวข้องกับกรณีแนวเขตทับลาน พร้อมขอให้รัฐบาลเดินหน้าแก้ไขปัญหาตามมติคณะรัฐมนตรี โดยยืนยันว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ควรถูกมองเพียงในมิติของการบุกรุกป่า แต่ต้องพิจารณาถึงปัญหาแนวเขต สิทธิของประชาชน และประวัติศาสตร์ของชุมชนในพื้นที่ประกอบกัน

แถลงการณ์ระบุว่า ปัญหาความขัดแย้งระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กับประชาชนใน 97 ชุมชน มีจุดเริ่มต้นจากการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติทับลานเมื่อปี 2524 ซึ่งมีการกำหนดแนวเขตตามแผนที่ ขณะที่ในพื้นที่จริงยังมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการสำรวจ การปักหลักเขต และการแสดงแนวเขตให้ประชาชนรับทราบอย่างชัดเจน

ชาวบ้านโชว์หลักฐาน อยู่ก่อน “อุทยานฯ ทับลาน”

ต่อมามีความพยายามจัดทำแนวเขตใหม่ผ่านกระบวนการที่หลายฝ่ายมีส่วนร่วม จนเกิดแนวเขตปี 2543 ซึ่งกลุ่มประชาชนเห็นว่าสามารถลดปัญหาการทับซ้อนกับชุมชนและพื้นที่ทำกินได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่แนวเขตดังกล่าวยังไม่ได้ถูกนำไปใช้แก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

แถลงการณ์ยังระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมา มีประชาชนบางส่วนถูกจับกุมและดำเนินคดีในพื้นที่ที่ยืนยันว่าเป็นชุมชนและพื้นที่ทำกินดั้งเดิม โดยมีประชาชนดั้งเดิม 23 รายและครอบครัวได้รับผลกระทบจากกระบวนการทางกฎหมาย ทั้งการสูญเสียอิสรภาพ ภาระค่าปรับและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี รวมถึงผลกระทบต่อสภาพจิตใจและความสัมพันธ์ภายในครอบครัว

“ประชาชนในพื้นที่จำนวนหนึ่งใช้ชีวิตอยู่กับผืนดินมาเป็นเวลานาน และมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูพื้นที่ป่าที่เคยผ่านการสัมปทานทำไม้ จึงเห็นว่าการแก้ไขปัญหาทับลานควรพิจารณาทั้งประวัติศาสตร์ของชุมชน สิทธิของประชาชน และความเป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ควรพิจารณาเฉพาะมิติของการอนุรักษ์และการบังคับใช้กฎหมายเท่านั้น”

ย้ำมติ ครม. 14 มี.ค. 66 ต้องเดินหน้า

สำหรับการแก้ไขปัญหาแนวเขตทับลาน กลุ่มประชาชนระบุถึงมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 14 มีนาคม 2566 ซึ่งมีแนวทางให้ดำเนินการตามหลัก One Map และนำแนวเขตที่จัดทำขึ้นในปี 2543 มาเป็นส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหา โดยเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมติดังกล่าวอย่างจริงจัง โปร่งใส และเปิดให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม เพื่อให้ได้แนวเขตที่ถูกต้องและเป็นธรรม

ขณะเดียวกัน แถลงการณ์แสดงความกังวลต่อการรณรงค์ “Save ทับลาน” และบทบาทของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร โดยเห็นว่าการนำเสนอข้อมูลบางส่วนอาจทำให้สังคมเข้าใจปัญหาของประชาชนในพื้นที่ไม่รอบด้าน และอาจส่งผลให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบถูกมองว่าเป็นผู้บุกรุกป่า ทั้งที่กลุ่มประชาชนมองว่าปัญหาหลักเกี่ยวข้องกับความคลาดเคลื่อนของแนวเขตและสิทธิในที่ดินที่สะสมมาเป็นเวลานาน

กลุ่มผู้แถลงการณ์ยังตั้งข้อสังเกตถึงการที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร มีส่วนร่วมในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบและพิสูจน์สิทธิรายแปลง รวมถึงประเด็นด้านการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ โดยเห็นว่าบทบาทขององค์กรอนุรักษ์ในข้อพิพาทระหว่างรัฐกับประชาชนควรตั้งอยู่บนหลักความเป็นกลาง รับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย และพิจารณาบริบททางประวัติศาสตร์ของพื้นที่อย่างรอบด้าน

เสนอหลัก “คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้”

กลุ่มประชาชนระบุอีกว่า ยังคงเคารพต่อเจตนารมณ์และคุณูปการของ “สืบ นาคะเสถียร” ที่มีต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทย แต่เห็นว่าการอนุรักษ์ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการแยกคนออกจากป่าโดยสิ้นเชิง เนื่องจากหลายชุมชนมีวิถีชีวิตและอยู่ร่วมกับป่ามาเป็นเวลานาน รวมถึงมีบทบาทในการดูแลและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ

จึงเสนอหลักการว่า “คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้” ภายใต้กติกาที่เป็นธรรมและสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ พร้อมเรียกร้องให้องค์กรอนุรักษ์ทบทวนวิธีการทำงาน เพื่อไม่ให้การอนุรักษ์กลายเป็นปัจจัยที่เพิ่มความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐ หรือระหว่างคนกับป่า

5 ข้อเรียกร้องต่อมูลนิธิสืบนาคะเสถียร

ในตอนท้าย แถลงการณ์ระบุข้อเรียกร้องต่อมูลนิธิสืบนาคะเสถียร 5 ข้อ ได้แก่

  1. ขอให้มูลนิธิทบทวนการใช้ชื่อ “สืบ นาคะเสถียร” เป็นชื่อองค์กร โดยกลุ่มผู้แถลงการณ์เห็นว่าการนำชื่อบุคคลผู้ล่วงลับมาใช้ควรคำนึงถึงเจตนารมณ์และความหมายของชื่อดังกล่าว

  2. ขอให้มูลนิธิสืบนาคะเสถียรยุติบทบาทที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดและแก้ไขปัญหาแนวเขตทับลาน

  3. ขอให้มูลนิธิเคารพแนวทางการแก้ไขปัญหาตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 14 มีนาคม 2566 โดยยึดหลัก One Map และแนวเขตปี 2543

  4. ขอให้มูลนิธิแสดงความรับผิดชอบต่อผลกระทบจากการสื่อสารหรือการดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับกรณีทับลาน หากมีส่วนทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนหรือเพิ่มความขัดแย้งในสังคม

  5. ขอให้มูลนิธิทบทวนบทบาทในการทำงานด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงทั้งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนในพื้นที่

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active