จี้หยุดเหตุรุนแรงชายแดนใต้เร่งด่วน ภาคประชาสังคมตั้งข้อสังเกตรัฐรู้ข้อมูล แต่ทำไมเกิดเหตุพร้อมกันกว่า 50 จุด

สมาคมผู้หญิงเพื่อสันติภาพ We Peace ประณามความรุนแรง จี้ยุติโดยด่วน หลังเกิดเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เรียกร้องมาตรการคุ้มครองความปลอดภัย ด้านประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ตั้งข้อสังเกตรัฐมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ เหตุรู้ข้อมูลแต่ปล่อยให้เกิดเหตุพร้อมกันมากกว่า 20 อำเภอ

วันนี้ (23 ส.ค.69) หลังเกิดเหตุความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้พร้อมกัน 51 จุด ทั้งระเบิด วางเพลิง เผายาง ทำลายเสาสัญญาญ ในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา เมื่อวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา The Active ได้พูดคุยกับ ลม้าย มานะการ ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ซึ่งระบุว่า ประชาชนในพื้นที่รู้สึกว่า เหตุการณ์ครั้งนี้รุนแรงมาก เพราะเกิดเหตุพร้อมกันถึง 51 จุด แม้จะไม่ได้ตั้งใจให้คนบาดเจ็บ แต่ทำลายฐานเศรษฐกิจ รวมถึงสถานที่ราชการหลายแห่ง

ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ยังระบุถึงข่าว มีชาวบ้านบาดเจ็บ จากการยิงผ่านเฮลิคอปเตอร์ว่า ชาวบ้านในพื้นที่ตั้งข้อสังเกตว่าถ้าเป็น BRN จะมีแสนยานุภาพพอที่จะกระทำการหรือไม่ แม้ล่าสุด กอ.รมน.จะออกมาปฏิเสธเรื่องนี้ แต่ในพื้นที่ ทำงานกันด้วยความเชื่อ สิ่งที่ กอ.รมน.พูดหลายครั้ง ในหลาย ๆ กรณีที่เกิดขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่า ชาวบ้านจะเชื่อตามนั้น เพราะไม่เคยเจอความจริง เนื่องจากหลายเหตุการณ์พอเกิดขึ้นแล้ว ไม่เคยมีการตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ โดยมีส่วนร่วมของภาคประชาชน อย่างการยิง สส.ในพื้นที่ หลายฝ่ายพยายามเรียกร้องให้มีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นผล

ลม้าย มานะการ ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้

อย่างกรณีล่าสุดที่ประชาชนคาดหวังว่า คนที่จะมาทำหน้าที่คุ้มครองความปลอดภัยและชีวิตคือรัฐ โดยรัฐแถลงว่า รู้ข่าวบ้างแล้ว และระมัดระวังมาตลอด แต่กลับปล่อยให้เกิดเหตุได้พร้อมกันถึง 51 จุด

“ประสิทธิภาพของรัฐมันแค่ไหน ทั้งสายข่าว และสายที่ดูแลความปลอดภัย ชาวบ้านตั้งข้อสังเกตว่า มันเกิดอะไรขึ้น เพราะเป็นจุดสถานที่ราชการ และจุดธุรกิจ รัฐมีส่วนในการกระทำการครั้งนี้ด้วยหรือไม่ นี่เป็นคำถาม ถ้าไม่นับ 4 อำเภอสงขลา จะเหลือ 33 อำเภอ แต่เกิดเหตุถึง 20 กว่าอำเภอ คนทำต้องมีแสนยานุภาพและเครือข่ายอย่างมาก ทำให้สงสัยว่า แล้วกองกำลัง มีกำลังแสนยานุภาพได้ขนาดนี้ รัฐบาลแย่แล้ว ในการที่จะรับมือ และปกป้องชาวบ้าน ต้องเห็นใจรัฐบาล”

ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ระบุด้วยว่า นัยยะของเหตุการณ์ครั้งนี้ หากฝ่ายขบวนการเป็นคนทำ ก็ย่อมต้องหวังดิสเครดิตรัฐ เพราะดูแลประชาชนไม่ได้ แต่สำหรับประชาชน หลังเกิดเหตุ ก็คงต้องกลับมาใช้ชีวิตปกติ เพราะชีวิตหยุดไม่ได้

“ถามว่า ประชาชนหวาดกลัวมั้ย พี่คิดว่า เขาหวาดกลัวถึงขีดสุดแล้ว เรื่องไม่กล้าไปไหน ถ้าจำเป็น ก็ต้องไป ยังต้องใช้ชีวิตประจำวัน ต้องเดินต่อไปทั้งที่มีความกลัว และรู้ว่าไม่ปลอดภัย จะให้เราหยุดเหรอ เราหยุดมา 22 ปี เราก็หยุดมาเยอะแล้ว”

สำหรับข้อเรียกร้อง ยังคงเป็นเรื่องเดิม ๆ ที่เรียกร้องมาตลอด ทั้งการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และพื้นที่ปลอดภัย เพราะมันยังไม่เคยเกิดขึ้นจริง ส่วนแนวทางระยะยาว ยังต้องใช้สันติวิธีในการทำงาน ไม่ใช่แรงมา ก็แรงไป เพราจะทำให้สถานการณ์ยิ่งหนักและคนตรงกลางคือประชาชนก็ต้องเดือดร้อนอีก รวมถึงการพูดคุยสันติภาพในเดือนกันยายนนี้ ควรเดินหน้าต่อตามกำหนดเดิม เราสามารถรบไปคุยไปได้ เพียงแต่อาจต้องระมัดระวังและพิถีพิถันขึ้น แต่จะทำอย่างไร หากต้องการให้ภาคประชาสังคมพูดคุยด้วย เราพร้อมยินดี

ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงปัจจัยที่อาจมีส่วนให้เหตุการณ์ในพื้นที่รุนแรงขึ้น เชื่อมโยงกับฤดูการโยกย้ายข้าราชการหรือไม่ เพราะมักเป็นแพทเทิร์นที่เกิดขึ้นทุกปี รวมถึงการประชุม ครม.สัญจรปลายเดือนนี้หรือไม่ เหตุมีการส่งสัญญาณการพัฒนาจากคนในรัฐบาลที่อาจสวนทางกับความต้องการในพื้นที่

ด้าน สมาคมผู้หญิงเพื่อสันติภาพ We Peace ได้ออกแถลงการณ์ ใจความสำคัญ ขอประณามและปฏิเสธความรุนแรงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำของฝ่ายใด พร้อมขอให้หยุดทำลายชีวิต หยุดทำลายอนาคต เพราะคนที่ต้องจ่ายราคาความรุนแรงไม่เฉพาะผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ แต่คือ ประชาชน ครอบครัว ผู้หญิง เด็ก และคนตัวเล็ก ๆ ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับผลกระทบในวันต่อ ๆ ไป เศรษฐกิจต้องชะลอตัว ทรัพย์สินของทางราชการ ซึ่งก็คือภาษีประชาชนทุกคนก็ถูกทำลาย พร้อม 7 ข้อเรียกร้อง 1. ให้หยุดความรุนแรงทันที 2.มาตรการด้านความปลอดภัยต้องคำนึงถึงการปกป้องประชาชนและครอบครัว 3.เยียวยาผลกระทบอย่างเป็นธรรมและรวดเร็ว 4.ฟื้นฟูเศรษฐกิจ 5.เปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในกระบวนการสันติภาพอย่างมีความหมาย 6.เปิดพื้นที่พูดคุยเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้ง 7.ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมกันแสดงจุดยืนปฏิเสธความรุนแรง

ขณะที่ สมาคมด้วยใจเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ออกแถลงการณ์ห่วงใยต่อสถานการณ์ความรุนแรงและเรียกร้องการคุ้มครองพลเรือนตามหลัก IHL หลังเกิดเหตุการณ์ในพื้นที่จำนวน 51 จุด โดยมีวัตถุหรือพื้นที่พลเรือนตกเป็นเป้าหมาย และมีพลเรือนได้รับบาดเจ็บ รวมถึงกรณีการยิงจากเฮลิคอปเตอร์ที่ส่งผลกระทบต่อเยาวชนซึ่งขับขี่รถจักรยานยนต์ผ่านบริเวณดังกล่าว

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความเสี่ยงอย่างร้ายแรงต่อชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนซึ่งมิได้มีส่วนร่วมในการสู้รบ สมาคมฯ เห็นว่าการคุ้มครองพลเรือนต้องเป็นหลักสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญสูงสุดตามหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยการคุ้มครองพลเรือนไม่สามารถรอให้เกิดความสูญเสียแล้วจึงดำเนินการ แต่ต้องเป็นมาตรการเชิงป้องกันที่เกิดขึ้นก่อน ระหว่าง และหลังเหตุการณ์ความรุนแรง พร้อมขอให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นอิสระ โปร่งใส และรอบด้าน

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active