นักรัฐศาสตร์ ชี้ ฐานเสียงบ้านใหญ่ยังเหนี่ยวแน่น สะท้อนโจทย์ใหญ่ ‘พรรคประชาชน’ แม้ สส. ส้มทั้งจังหวัด แต่แพ้บ้านใหญ่สนามท้องถิ่น แนะ อยากชนะต้องตีระดับเทศบาลให้ได้ก่อน
จากผลการเลือกตั้ง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 20 ก.ย. ที่ผ่านมา นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ ผู้สมัครหมายเลข 1 จากกลุ่มผึ้งหลวง ได้คะแนนสูงสุด 193,653 คะแนน ขณะที่ เดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครหมายเลข 4 จากพรรคประชาชน ได้ 138,274 คะแนน ห่างกัน 55,379 คะแนน โดยมีผู้มาใช้สิทธิ 376,278 คน จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 1,075,971 คน หรือประมาณ 35%
สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นกับ The Active ถึงปัจจัยที่ทำให้ผลการเลือกตั้ง จ.นนทบุรี ที่สนามท้องถิ่นแตกต่างจากสนามระดับชาติ
“กลุ่มผึ้งหลวง” ฐานเสียงแน่น คะแนนไม่ตก ไม่ว่าคนจะออกมาใช้สิทธิมากหรือน้อย
หากย้อนดูผลการเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี ในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่าคะแนนของกลุ่มผึ้งหลวงมีความคงที่ แม้สัดส่วนผู้มาใช้สิทธิในแต่ละครั้งจะไม่เท่ากัน ซึ่งผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง 3 ครั้งไม่เท่ากัน รอบนี้ 35% ปีที่แล้ว 41% ปี 63 ประมาณ 50% แต่คะแนนที่ได้จากสัดส่วนผู้ออกมาใช้สิทธิที่แตกต่างกันแต่คะแนนกลับไม่ตกเลย สิ่งนี้สะท้อนถึง “ฐานเสียงที่มั่นคง” ของกลุ่มผึ้งหลวง ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่ออกมาใช้สิทธิในแต่ละครั้งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการรวมตัวของเครือข่ายบ้านใหญ่ในพื้นที่

“เวลาสนามท้องถิ่นแบบ อบจ. แม้ว่าจะไม่ใช่คนเดิม แต่มันยังเป็นทีมเดิม คือทีมผึ้งหลวง แปลว่าคำว่าผึ้งหลวง คือการแพ็กกันของบ้านใหญ่ในนนทบุรีที่ยังแน่นแฟ้น”
สติธร ธนานิธิโชติ
สติธร ยังมองว่า ฐานเสียงลักษณะนี้ทำให้การแข่งขันในสนามท้องถิ่นมีโจทย์ชัดเจนว่า ผู้สมัครฝ่ายตรงข้ามต้องสามารถดึงคนออกมาใช้สิทธิให้มากกว่าฐานเสียงเดิมของกลุ่มผึ้งหลวง
แม้ปัญหาในพื้นที่จะมีผลต่อการเลือกตั้ง
แต่บางเรื่องคนเห็นชัดว่าไม่ใช่อำนาจท้องถิ่น
เมื่อถามว่าปัญหาที่ชาวนนทบุรีพบในชีวิตประจำวัน ทั้งน้ำท่วม น้ำขัง ระบบสาธารณูปโภค หรือการจัดการขยะ มีผลต่อการตัดสินใจมากน้อยแค่ไหน สติธร มองว่า ปัญหาเหล่านี้มีส่วนต่อการตัดสินใจของประชาชน แต่หลายปัญหาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมานาน และไม่ได้อยู่ในอำนาจของท้องถิ่นทั้งหมด เช่น บางปัญหาเป็นเหมือนปัญหาโลกแตกมีมาชั่วนาตาปี บางเรื่องมันก็ไม่มีใครแก้ให้สักที
“ปัญหาน้ำท่วมและน้ำขัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้องถิ่นสามารถเข้าไปจัดการได้ในระดับหนึ่ง เช่น ลอกท่อ เปลี่ยนท่อ ปรับปรุงถนน หรือทำทางระบายน้ำ แต่การแก้ปัญหาอาจไม่ได้ทำให้ปัญหาหายไปอย่างถาวร มันอยู่ในระดับที่โอเค คนที่ทำอยู่อาจจะไม่เพอร์เฟกต์ แต่พอรับได้”
สติธร ธนานิธิโชติ
สติธร ยังชี้ว่า หากผู้สมัครหน้าใหม่ต้องการให้ประชาชนเปลี่ยนใจเลือก ก็ต้องทำให้เห็นว่า หากเข้ามาบริหารแล้วจะสามารถแก้ปัญหาได้ดีกว่าคนเดิม อีกด้านหนึ่งคือปัญหาบางเรื่องไม่ได้อยู่ในอำนาจของ อบจ. โดยตรง เช่น ปัญหาไฟตก ไฟดับ ซึ่งเกี่ยวข้องกับหน่วยงานด้านไฟฟ้า ไม่ใช่อำนาจโดยตรงของ อบจ. ซึ่งการประเมินผลงานท้องถิ่น ต้องดูว่า ปัญหานั้นอยู่ในอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือไม่ เพราะหากอำนาจไม่ได้อยู่ที่ท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นก็อาจไม่ได้ถูกลงโทษผ่านการเลือกตั้ง แม้ประชาชนจะยังเผชิญปัญหาเดิม

คนใช้สิทธิน้อย เพราะ “เดิมพันต่ำ”
ส่วนกรณีที่การเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิเพียงประมาณ 35% สติธร ก็มองว่า ยังไม่ควรตีความว่า ประชาชน “เบื่อหน่าย” หรือ “หมดหวัง” กับการเลือกตั้ง แต่ปัจจัยสำคัญคือการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งเพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างลง หลังจากเพิ่งมีการเลือกตั้งนายก อบจ.ไปเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนอาจรู้สึกว่า “เดิมพันมันน้อย” และเมื่อผู้สมัครหลัก ๆ มี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผึ้งหลวงและพรรคประชาชน ทำให้ประชาชนบางส่วนอาจมองว่า ไม่ว่าฝ่ายไหนเข้ามาก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตหรือบริการสาธารณะในนนทบุรีเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน จึงไม่รู้สึกว่าต้องออกมาใช้สิทธิ
“ไม่ได้ถึงระดับแบบว่าคนเพิกเฉย เพราะว่าเบื่อหน่าย คนเพิกเฉยเพราะว่ารู้สึกว่า ฉันออกไปโหวตก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เลย ไม่ใช่อารมณ์แบบท้อแท้อะไรขนาดนั้นพูดง่าย ๆ คือ คนที่ไม่ออกมาคือรู้สึกว่าได้ใครมาก็ค่าเท่ากัน เพราะฉะนั้นฉันก็ไม่ต้องออกไปก็ได้ เดี๋ยวมีเพื่อนแถวบ้านไปช่วยโหวตให้อยู่แล้ว”
สติธร ธนานิธิโชติ
นอกจากนี้ กลุ่มผึ้งหลวงสร้างปฏิสัมพันธ์กับฐานเสียงมากกว่า โดยเฉพาะความรู้สึกร่วมกับทีมการเมืองท้องถิ่น ทำให้ฐานเสียงออกมาใช้สิทธิแม้จำนวนผู้ใช้สิทธิทั้งหมดจะลดลง
นนทบุรีต่างจากจังหวัดอื่น เพราะ “บ้านใหญ่” รวมตัวเป็นหนึ่ง
สติธร ย้ำว่า ผลการเลือกตั้งนนทบุรีไม่สามารถนำไปอธิบายแทนสนามท้องถิ่นทุกจังหวัดได้ เพราะโครงสร้างของบ้านใหญ่ในแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน บางจังหวัดมีบ้านใหญ่หลายกลุ่มที่แข่งขันกันเอง ขณะที่บางจังหวัดอาจมีบ้านใหญ่รวมตัวกันสนับสนุนกลุ่มเดียว แต่สำหรับนนทบุรี จุดสำคัญคือ แม้ในการเมืองระดับชาติ บ้านใหญ่ในพื้นที่อาจสนับสนุนพรรคต่างกัน แต่เมื่อเข้าสู่สนามท้องถิ่นกลับรวมตัวกันเป็นกลุ่มผึ้งหลวง และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้กลุ่มผึ้งหลวงยังคงความแข็งแกร่งในสนาม อบจ.นนทบุรี แม้ผลการเมืองระดับชาติในพื้นที่จะแตกต่างออกไป

อีกประเด็นที่ สติธร ชวนมอง คือ ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองกับพฤติกรรมการเลือกตั้ง เพราะแม้พื้นที่อย่างนครนนท์และนครปากเกร็ดจะเป็นพื้นที่เมือง มีประชากรชนชั้นกลางจำนวนมาก แต่ผลคะแนนก็ยังไม่ได้ทำให้พรรคประชาชนสามารถเอาชนะกลุ่มการเมืองท้องถิ่นได้
สติธร อธิบายว่า จุดหนึ่งมาจากการที่ท้องถิ่นระดับเทศบาลเป็นผู้ให้บริการสาธารณะโดยตรง และท้องถิ่นในนนทบุรีบางแห่งมีฐานรายได้และงบประมาณค่อนข้างมาก ทำให้สามารถพัฒนาบริการที่ประชาชนเห็นได้จริง
“มันดีขึ้นเรื่อย ๆ ในแง่ของสิ่งที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ เพราะว่าเขามีเงิน มีงบประมาณ อย่างการเก็บขยะ ถนนหนทาง ระบบระบายน้ำ รวมถึงบริการด้านสังคม การศึกษา และสาธารณสุข ซึ่งเป็นบริการที่ประชาชนเห็นผลในชีวิตประจำวัน แม้มันไม่เพอร์เฟกต์ แต่เขาเข้าใจ เช่น เรื่องการเก็บขยะ เขาก็รู้เขาจ่ายค่าเก็บขยะทุกปี แต่การเก็บมันสม่ำเสมอ แล้วก็เป็นเวลา ไม่รกรุงรัง”
สติธร ธนานิธิโชติ
โจทย์พรรคประชาชน ไม่ใช่แค่ขายนโยบาย
แต่ต้องตีโจทย์นโยบายท้องถิ่นให้แตก
สติธร บอกอีกว่า หากพรรคการเมืองที่มีฐานจากการเมืองระดับชาติ ต้องการเข้ามาแข่งขันกับบ้านใหญ่ในสนามท้องถิ่น อาจต้องเริ่มจากการสร้างฐานในระดับเทศบาลก่อน อย่างเทศบาลนครนนทบุรีและเทศบาลนครปากเกร็ด ซึ่งเป็นพื้นที่เมืองและมีประชาชนจำนวนมากที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ หากพรรคการเมืองใหม่สามารถสร้างฐานในพื้นที่เหล่านี้ได้ ก็อาจเป็นฐานสำคัญในการแข่งขันสนาม อบจ.ในอนาคต
สิ่งสำคัญ คือ พรรคประชาชน มีอีกโจทย์ คือ การแปลงแนวคิดเรื่องการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและนโยบายระดับชาติ ให้กลายเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์อำนาจหน้าที่ของท้องถิ่นและเห็นผลในชีวิตประจำวัน เช่น นโยบายด้านการศึกษา หากพูดถึงการปฏิรูปการศึกษาในเชิงโครงสร้าง เช่น การลดภาระงานครูหรือการปรับระบบการศึกษา แม้เป็นเรื่องสำคัญแต่ประชาชนอาจมองไม่เห็นว่า อบจ.เพียงแห่งเดียวจะสามารถทำได้มากน้อยเพียงใด ในทางกลับกันนโยบายของทีมผึ้งหลวงที่เน้นสิ่งที่จับต้องได้ เช่น ศูนย์การเรียนรู้ โรงเรียน หรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อาจทำให้ประชาชนเห็นภาพได้ง่ายกว่า เพราะภายใต้โครงสร้างการบริหารปัจจุบัน อำนาจและงบประมาณจำนวนมากยังอยู่กับรัฐบาลส่วนกลาง ทำให้ท้องถิ่นมีข้อจำกัดในการออกแบบนโยบายขนาดใหญ่
หากต้องการเห็นท้องถิ่นสามารถออกแบบและจัดการบริการสาธารณะได้มากขึ้น สติธร ระบุว่า โจทย์อยู่ที่การกระจายอำนาจและงบประมาณจากส่วนกลางลงสู่ท้องถิ่นมากกว่าที่เป็นอยู่
“ต้องรอให้เปลี่ยนกลับหัวงบประมาณก่อน ให้ท้องถิ่นถืองบสัก 70% รัฐบาลกลางถือแค่ 30% การศึกษาอยู่ที่ท้องถิ่นเกือบหมด กระทรวงศึกษาทำหน้าที่แค่คุมเชิงนโยบาย ดูแลหลักสูตรอย่างเดียว แต่การจัดการโรงเรียนเป็นเรื่องของท้องถิ่น”
สติธร ธนานิธิโชติ
