ย้ำ ความพร้อมโรงเรียนรับมือฤดูฝุ่น ดูแลเด็กทุกกลุ่ม สร้างความมั่นใจผู้ปกครอง การจัดทำห้องเรียนระบบปิด ติดแอร์-เครื่องฟอก ห้องเรียนเด็กอนุบาลคืบแล้ว 83% พร้อมจัด Safe Zone ติดตั้งตู้วัดคุณภาพอากาศในโรงเรียนรายงานแบบเรียลไทม์ สั่ง งดกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน
จากสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ที่เกินค่ามาตรฐานหลายพื้นที่ตลอดสัปดาห์ ทำให้กรุงเทพมหานครเร่งเดินหน้าสร้าง “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” โดยคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานครลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมห้องเรียนปลอดฝุ่นและมาตรการดูแลสุขภาพนักเรียน ณ โรงเรียนวัดวิมุตยาราม เขตบางพลัด หนึ่งในโรงเรียนต้นแบบด้านการรับมือสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 เพื่อติดตามความพร้อมของโรงเรียน ทั้งด้านกายภาพ และการจัดกิจกรรม

โกศล สิงหนาท รองผู้อำนวยการสำนักการศึกษา กล่าวว่า กรุงเทพมหานครต้องเผชิญปัญหาสภาพอากาศหลัก 2 ช่วง คือ ฤดูฝน และฤดูฝุ่น โดยขณะนี้อยู่ในช่วงฤดูฝุ่นที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพเด็กนักเรียน กทม. จึงให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของโรงเรียนในสังกัดอย่างเข้มข้น จากการลงพื้นที่ โรงเรียนวัดวิมุตยาราม โรงเรียนต้นแบบด้านการจัดการฝุ่นในสถานศึกษา พบว่า โรงเรียนมีมาตรการรับมือฝุ่น PM 2.5 อย่างรอบด้าน ทั้งในเชิงกายภาพและเชิงกิจกรรม โดยเฉพาะการจัด “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” เพื่อดูแลนักเรียนระดับปฐมวัย รวมถึงนักเรียนกลุ่มเปราะบางและนักเรียนศึกษาพิเศษที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ
โกศล กล่าวอีกว่า นอกจากห้องเรียนปลอดฝุ่น โรงเรียนยังมีการจัด “ห้อง Safe Zone” สำหรับรองรับนักเรียนในกรณีที่สถานการณ์ฝุ่นเข้าสู่ภาวะวิกฤต โดยมีการปรับพื้นที่ให้เป็นระบบปิด ใช้เครื่องปรับอากาศควบคู่กับเครื่องกรองอากาศ เพื่อให้มั่นใจว่านักเรียนและบุคลากรจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย พร้อมติดตั้งตู้วัดค่าฝุ่นกระจายทั่วพื้นที่ เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์คุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด โดยใช้สัญลักษณ์ธงสีแสดงระดับคุณภาพอากาศ เพื่อสื่อสารให้ครู นักเรียน และผู้ปกครองรับรู้สถานการณ์ในแต่ละวันได้อย่างชัดเจน รวมถึงมีมาตรการเสริม เช่น การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การใช้ม่านน้ำเพื่อลดฝุ่น และแนวทางงดกิจกรรมกลางแจ้ง หรือปิดโรงเรียน หากสถานการณ์ฝุ่นรุนแรง
“โรงเรียนวัดวิมุตตะยารามถือเป็นโรงเรียนต้นแบบ แต่ในความเป็นจริง โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครทั้ง 436 แห่ง มีการดำเนินมาตรการในลักษณะเดียวกันทั้งหมด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ปกครองว่า เด็กนักเรียนที่มาเรียนในโรงเรียนสังกัด กทม. จะได้รับการดูแลด้านความปลอดภัยจากฝุ่นอย่างเหมาะสม”
โกศล สิงหนาท


สำหรับการประสานความร่วมมือ รองผู้อำนวยการสำนักการศึกษา ระบุว่ามีการเชื่อมการทำงานกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่ เพื่อสนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันฝุ่น โดยเฉพาะหน้ากากอนามัย เพื่อให้นักเรียนที่ไม่ได้เตรียมมา สามารถรับได้จากโรงเรียนทันที ยังเดินหน้าพัฒนาคุณภาพการศึกษา ควบคู่กับการดูแลสุขภาพ ผ่านการส่งเสริมห้องเรียนดิจิทัล ซึ่งเป็นนวัตกรรมการเรียนรู้ที่ช่วยพัฒนาศักยภาพครูและนักเรียน โดยบูรณาการสื่อดิจิทัลและอุปกรณ์การเรียนรู้ เข้ากับทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ เพื่อเพิ่มความสนใจและประสิทธิภาพในการเรียนการสอน
“เป้าหมายสำคัญของกรุงเทพมหานคร คือ การสร้างการศึกษาเท่าเทียม ให้กับเด็กทุกคน ไม่ว่าจะเรียนอยู่ในโรงเรียนสังกัด กทม. หรือรูปแบบการศึกษาใดก็ตาม ทุกคนต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาและสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัยและมีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกันทั่วกรุงเทพมหานคร”
โกศล สิงหนาท
ห้องเรียนปลอดฝุ่น คืบแล้ว 83%
ตั้งเป้าแล้วเสร็จปีนี้
ขณะที่ เอกวรัญญู อัมระปาล โฆษกของกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ปัจจุบัน กทม. ได้ดำเนินการจัดทำห้องเรียนปลอดฝุ่นสำหรับนักเรียนระดับอนุบาลแล้วกว่า 83% จากห้องเรียนอนุบาลทั้งหมด 2,196 ห้อง และตั้งเป้าหมายให้แล้วเสร็จครบ 100% ภายในปีงบประมาณ 2569 นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งห้อง Safe Zone อย่างน้อยโรงเรียนละ 1 ห้อง ครบทั้ง 437 โรงเรียน เพื่อรองรับการใช้งานร่วมกันในช่วงที่สถานการณ์ฝุ่นอยู่ในระดับรุนแรง รวมถึงเตรียมขยายห้องปลอดฝุ่นสำหรับนักเรียนกลุ่มเปราะบางเพิ่มเติม
โฆษกของกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ในด้านการบริหารจัดการ โรงเรียนสังกัด กทม. ใช้มาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งระบบ มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนตามระดับค่าฝุ่น ตั้งแต่การงดกิจกรรมกลางแจ้ง การปรับรูปแบบการเรียนการสอน ไปจนถึงการพิจารณาปิดสถานศึกษาเป็นการชั่วคราวเมื่อสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤต พร้อมสื่อสารข้อมูลให้ผู้ปกครองรับทราบอย่างต่อเนื่อง และจัดเตรียมหน้ากากอนามัยให้แก่นักเรียนที่ยังไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน

ขณะเดียวกัน กทม. ยังเดินหน้าพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ผ่าน “ห้องเรียนดิจิทัล” (Digital Classroom) ตามนโยบายของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่เน้นย้ำว่า “การศึกษาคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด” โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลและแพลตฟอร์ม Google for Education รวมถึงเทคโนโลยี AI มาใช้สนับสนุนการจัดการเรียนรู้ เพื่อเสริมทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมการศึกษา พร้อมมีมาตรการควบคุมการใช้งานอย่างเหมาะสมและปลอดภัย
