วิจัยพบ ‘สารหนู’ สะสมใน ‘เล็บ-เส้นผม’ กลุ่มตัวอย่างคนริมน้ำกก ห่วงกระทบสุขภาพระยะยาว

ทีมวิจัย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ตรวจตัวอย่าง เล็บ–เส้นผม 90 คนใน 4 พื้นที่ พบ ‘สารหนู’ สะสมเกินมาตรฐานเกือบ 18% เริ่มพบอาการทางระบบประสาท ผิวหนัง และทางเดินหายใจ สะท้อนความเสี่ยงสุขภาพระยะยาว ‘สืบสกุล’ ชี้ การตรวจเชิงลึกสะท้อนการสะสมโลหะหนักได้ดีกว่าการตรวจปัสสาวะทั่วไป จี้ รัฐเร่งหาต้นตอการรับสัมผัส พร้อมบูรณาการข้อมูลสิ่งแวดล้อม–อาหาร–สุขภาพประชาชน 

วันนี้ (24 ก.พ. 69) ในการประชุมข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะโดยชุมชน กรณีศึกษาผลกระทบจากสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก จ.เชียงราย โดยทีมนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ศิริวรรณ กันติสินธุ์ อาจารย์สาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย สำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ พบว่า จากการเก็บตัวอย่างเล็บในผู้ใหญ่และเส้นผมเด็ก สุ่มตรวจ 90 กลุ่มตัวอย่างใน 4 พื้นที่ คือ บ้านท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่, บ้านดอยฮาง ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย, ต.ดงมหาวัน อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย และ ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน จ.เชียงราย พบปริมาณสารหนูสะสมในเล็บและผมของกลุ่มตัวอย่าง โดยปริมาณสารหนูสะสมในเล็บพบมีค่าเกินเกณฑ์มาตรฐาน (0.5 มก./กก.) จำนวน 16 คน หรือ 17.78% ในกลุ่มนี้มีอาการแสดงทางคลินิกที่สำคัญ คือ

  • ระบบประสาทและกล้ามเนื้อชาปลายมือปลายเท้าและอ่อนแรง 10 คน (62.5%) 

  • ระบบผิวหนังระคายเคือง 7 คน (43.8%) 

  • พบความผิดปกติของสีผิว/ตุ่มหนาคล้ายตาปลา 5 คน(31.1%) 

  • ระบบทางเดินหายใจเยื่อโพรงจมูกอักเสบและพนังกั้นโพลงจมูกทะลุ 3 คน (18.8%)

  • ระบบอื่น ๆ เช่น ปวดบวมเท้าทั้งสองข้าง (18.8%)

  • ปัสสาวะออกน้อย (12.5%) 

สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เปิดเผยกับ The Active ว่า ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ได้ดำเนินการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงด้วยการตรวจสุขภาพและตรวจปัสสาวะประชาชน ซึ่งพบทั้งกลุ่มที่มีระดับสารหนูต่ำกว่าและเกินค่ามาตรฐาน แม้จำนวนผู้มีค่าเกินมาตรฐานจะยังไม่มาก แต่ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่ต้องติดตามต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน หน่วยงานในพื้นที่มีแผนเฝ้าระวังสุขภาพประชาชนระยะยาวต่อเนื่องราว 5 ปี สะท้อนความพยายามในการติดตามสถานการณ์ แต่ยังจำเป็นต้องขยายฐานข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น เพื่อประเมินแนวโน้มการสะสมของโลหะหนักในระยะยาว

ตรวจเส้นผม–เล็บ สะท้อนการสะสม ‘สารหนู’ ระยะยาว

สืบสกุล ยังระบุว่า ประเด็นที่น่าสนใจคือ งานวิจัยจากทีม ดร.ศิริวรรณ ใช้การตรวจ “เส้นผมและเล็บ” ซึ่งแตกต่างจากการตรวจปัสสาวะทั่วไป เนื่องจากวิธีดังกล่าวสามารถสะท้อนการสะสมของสารโลหะหนักในร่างกายระยะยาวได้ดีกว่า  

“ในเชิงระบาดวิทยา การตรวจแบบเจาะลึก เช่น เส้นผม เล็บ หรือเลือด จะเห็นภาพการสะสมของสารหนูมากขึ้น ซึ่งอาจอธิบายได้ว่าทำไมพบผู้มีค่ามากกว่ามาตรฐานเพิ่มขึ้น”

สืบสกุล กิจนุกร 

อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจดังกล่าวนำไปสู่คำถามสำคัญว่า ประชาชนรับสารหนูเข้าสู่ร่างกายจากแหล่งใด ทั้งจากน้ำประปา อาหาร ปลาในแม่น้ำ หรือพืชผักในพื้นที่ลุ่มน้ำที่อาจปนเปื้อน ซึ่งยังไม่มีคำตอบชัดเจนในรายงานข่าวปัจจุบัน

รับสารหนูจากไหน ? อาหาร น้ำ หรือสิ่งแวดล้อม

สืบสกุล ยังตั้งข้อสังเกตว่า การพบสารหนูในร่างกายประชาชนต้องเชื่อมโยงกับแหล่งสัมผัสที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคปลาอย่างสม่ำเสมอ พืชผักจากพื้นที่ลุ่มน้ำ หรือการใช้น้ำอุปโภคบริโภค

“คำถามสำคัญคือ คนที่มีสารหนูเกินค่ามาตรฐาน เขารับสารมาจากแหล่งไหนบ้าง เพราะถ้าไม่รู้ต้นตอ ก็ยากที่จะออกมาตรการป้องกันที่ตรงจุด”

สืบสกุล กิจนุกร 

พร้อมทั้งเห็นว่าปัจจุบันมีอย่างน้อย 3 สถาบันการศึกษาที่ทำงานวิจัยในประเด็นนี้ จึงเสนอให้หน่วยงานรัฐเชิญนักวิชาการทั้ง 3 สถาบันมานำเสนอข้อมูลร่วมกัน เพื่อประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายและทำความเข้าใจการแพร่กระจายของโลหะหนักในระบบนิเวศ ตั้งแต่น้ำ ดิน อาหาร ไปจนถึงร่างกายมนุษย์

สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

กังวล ‘อาการทางคลินิก’ อาจสะท้อนการสะสมที่รวดเร็ว

อีกประเด็นที่น่ากังวล คือ การรายงานที่เริ่มพบอาการผิดปกติทางร่างกายในประชาชน ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับการสะสมของสารโลหะหนัก

เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีสารตะกั่วปนเปื้อนที่บ้านคลิตี้ จ.กาญจนบุรี ซึ่งต้องใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะแสดงอาการเจ็บป่วย ขณะที่สถานการณ์ลุ่มน้ำกกเพิ่งเริ่มได้รับความสนใจไม่กี่ปี หากพบอาการทางสุขภาพเร็วขึ้นจริง จะสะท้อนความเสี่ยงที่สูงและต้องเฝ้าระวังอย่างจริงจัง

กรมควบคุมมลพิษ​ ยัน น้ำกกอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

ด้าน สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำผิวดินและตะกอนในแม่น้ำกกและลำน้ำสาขา รวมถึงแม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ในพื้นที่เชียงใหม่–เชียงราย เพื่อติดตามการปนเปื้อนโลหะหนัก 

ผลตรวจเบื้องต้นพบค่าสารหนูส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานไม่เกิน 0.01 มก./ล. คุณภาพน้ำอยู่ระดับที่ 2 สามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติ เช่น พายเรือเล่นได้ เดินเล่นในน้ำได้ ปางช้างสามารถทำกิจกรรมได้  แต่ยังไม่แนะนำให้ว่ายน้ำโดยตรง 

ขณะที่การใช้อุปโภคบริโภคต้องผ่านการกรองก่อน และควรบริโภคเฉพาะเนื้อปลา หลีกเลี่ยงหัวและตับปลา พร้อมย้ำว่าหน่วยงานจะตรวจติดตามคุณภาพน้ำและตะกอนดินต่อเนื่องทุกเดือนเพื่อประเมินแนวโน้มและสื่อสารข้อควรระวังกับประชาชน

สืบสกุล จึงตั้งข้อสังเกตต่อการแถลงของ กรมควบคุมมลพิษ ที่ระบุว่าผลตรวจสารพิษในแม่น้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยมองว่าอาจมีข้อจำกัดทั้งในจำนวนจุดตรวจ และวิธีตรวจที่ใช้ชุดทดสอบภาคสนาม (test kit) ซึ่งควรยืนยันด้วยห้องปฏิบัติการมาตรฐานก่อนสรุปผล 

บางจุดของลุ่มน้ำยังเคยมีรายงานโลหะหนักเกินมาตรฐาน และบางแม่น้ำสาขามีผลตรวจจากห้องแล็บเกินค่ามาตรฐานต่อเนื่อง จึงไม่ควรสรุปภาพรวมว่าปลอดภัยทั้งหมดโดยไม่เปิดเผยรายละเอียดจุดตรวจอย่างชัดเจน

เตือนเสี่ยงสัมผัสน้ำโดยตรง หากเปิดกิจกรรมท่องเที่ยว–เล่นน้ำ

สืบสกุล ยังแสดงความกังวลต่อแนวโน้มส่งเสริมกิจกรรมท่องเที่ยวหรือเล่นน้ำในช่วงเทศกาล โดยชี้ว่าการลงเล่นน้ำอาจทำให้สัมผัสตะกอนที่มีโลหะหนักสะสม และทำให้สารปนเปื้อนฟุ้งกระจายในน้ำมากขึ้น

“แม้น้ำจะดูใสหรือขุ่น แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีโลหะหนัก การสัมผัสน้ำโดยตรงจึงต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีข้อสงสัยเรื่องการปนเปื้อน”

สืบสกุล กิจนุกร 

ต้องเร่งหาคำตอบเชิงวิทยาศาสตร์ เพื่อกำหนดนโยบายป้องกันระยะยาว

อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง สรุปว่า สถานการณ์สารหนูในลุ่มน้ำกกเป็นประเด็นสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยหัวใจสำคัญคือการระบุ “แหล่งการรับสัมผัส” ให้ชัดเจน ผ่านการบูรณาการข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม อาหาร และสุขภาพประชาชน

หากสามารถพิสูจน์ความเชื่อมโยงระหว่างแหล่งปนเปื้อนกับอาการเจ็บป่วยได้เร็ว จะยิ่งตอกย้ำความจำเป็นในการออกมาตรการป้องกันเชิงระบบ ทั้งการจัดการแหล่งน้ำ การเฝ้าระวังอาหาร และการสื่อสารความเสี่ยงต่อประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันผลกระทบสุขภาพระยะยาว

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active