ไทย-ลาว-เมียนมา ยกระดับโมเดล ‘เมืองคู่ขนาน’ ลดหมอกควันข้ามแดนยั่งยืน

ชี้ แก้หมอกควันข้ามแดนต้องเชื่อมข้อมูล–สร้างความร่วมมือทุกระดับ ไม่ใช่แค่ห้ามเผา ชู พัฒนาระบบติดตามคุณภาพอากาศเรียลไทม์ ดึงเทคโนโลยี Risk Mapping File และ Big Data เชื่อมาตรการช่วยคุมปัญหา พบช่วง 3 ปี ฝุ่นแนวโน้มดีขึ้น หวังระยะต่อไป เดินหน้าใช้เจรจาทางการทูต ตอบสนองการแก้ปัญหารวดเร็ว

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) จัดสัมมนา “ความร่วมมือการขับเคลื่อนเมืองคู่ขนานชายแดน ลดหมอกควันข้ามแดน” ภายใต้โครงการพัฒนาความร่วมมือเมืองคู่ขนาน ไทย-ลาว-เมียนมา เพื่อขับเคลื่อนการจัดการและลดมลพิษหมอกควันข้ามแดน โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) และดำเนินงานร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)

โดยวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลการดำเนินงาน แลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ และมุมมองด้านความร่วมมือระหว่างประเทศไทย สปป.ลาว และเมียนมา ทั้งในระดับนโยบายและระดับพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนการจัดการและลดปัญหาหมอกควันข้ามแดน โดยมีผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้แทนจากประเทศไทย สปป.ลาว และเมียนมา ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ นำเสนอแนวทางการยกระดับความร่วมมือด้านการจัดการคุณภาพอากาศและการลดฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่ชายแดน

สำหรับหัวข้อ “ประเทศไทยกับความร่วมมือการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนในระดับอาเซียนและภูมิภาคลุ่มน้ำโขง” สุชาดา เมฆธารา รองอธิบดีกรมอาเซียน กล่าวว่า ประเทศไทยมีบทบาทเชิงรุกในการผลักดันความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน ทั้งในระดับอาเซียน อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และระดับทวิภาคี โดยมุ่งแก้ไขทั้งต้นเหตุและผลกระทบ ผ่านความร่วมมือด้านนโยบาย เทคโนโลยี การบังคับใช้กฎหมาย และการพัฒนาที่ยั่งยืน

ได้พูดถึงบทบาทไทยในการทำงานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน ในความร่วมมือต่าง ๆ อย่างความร่วมมือภายใต้ ยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy) ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือที่ประเทศไทยริเริ่ม ซึ่งประกอบด้วยประเทศไทย ลาว เมียนมา โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อยกระดับความร่วมมือเชิงปฏิบัติการ เพื่อแก้ไขปัญหาหมอกแดนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งในกรอบยุทธศาสตร์นี้ สิ่งที่ทั้ง 3 ประเทศ เน้นย้ำ และให้ความสำคัญ มีอยู่ 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ 

  1. ต้องการให้มีการพัฒนาระบบติดตามคุณภาพอากาศ และแบ่งปันข้อมูลแบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้ง 3 ประเทศพยายามทำงานร่วมกันอยู่

  2. การใช้เทคโนโลยี เช่น Risk Mapping File และ Big Data

  3. การเสริมสร้างศักยภาพของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และการเสริมสร้างความตระหนักรู้ของชุมชน 

  4. การส่งเสริมเกษตรกรรมที่ลดการเผา

  5. การระดมความร่วมมือจากประเทศคู่เจรจาเพื่อสนับสนุน ในเรื่อง know how เทคโนโลยี และนวัตกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ธีระพงษ์ วิมลจิตรานนท์ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ระบุในหัวข้อ “ทิศทางการขับเคลื่อนเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน” โดยอธิบายภาพรวมสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ของประเทศไทยในช่วงปี 2564-2569 พร้อมเปรียบเทียบคุณภาพอากาศในช่วงปี 2567-2569 พบว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ฝุ่นมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยความเข้มข้นของฝุ่นในปี 2568 ลดลงร้อยละ 7 แม้ยังมีบางพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

ส่วนสถานการณ์ จุดความร้อน (Hotspot) ในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน พบว่า ทั้ง 3 ประเทศเผชิญแนวโน้มในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะการเกิดไฟป่าในช่วงเดือนเมษายน แม้ปีนี้จำนวนจุดความร้อนจะเพิ่มขึ้น แต่ระดับฝุ่นกลับลดลง ซึ่งปัจจัยสำคัญมาจากสภาพอากาศที่แห้งแล้งและเชื้อเพลิงในพื้นที่ติดไฟได้ง่าย อีกทั้งยังต้องติดตามผลกระทบจากปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญที่อาจส่งผลต่อสถานการณ์ในปีหน้า

ธีระพงษ์ ยังกล่าวถึงแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ฉบับที่ 2 (ควรตรวจสอบปี พ.ศ. อีกครั้ง) รวมถึงทิศทางการดำเนินงานในระยะ 5 ปีข้างหน้า โดยระบุว่า สิ่งสำคัญคือการมีข้อมูลแหล่งกำเนิดมลพิษข้ามแดน การพัฒนาแพลตฟอร์มกลางเพื่อใช้ข้อมูลร่วมกันในการบริหารจัดการ รวมถึงการสนับสนุนเครื่องมือและศักยภาพให้ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งยังขาดทรัพยากรในหลายด้าน จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

สำหรับกรอบความร่วมมือในระยะต่อไป มีเป้าหมายลดปัญหาหมอกควันข้ามแดนอย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่ Tier 3 โดยมาตรการเร่งด่วนคือ การใช้กลไกการเจรจาและความร่วมมือทางการทูต เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว ผ่านการหารือทั้งในระดับอธิบดี ระดับรัฐมนตรี และการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีกรมอาเซียนเป็นกลไกเชื่อมโยงข้อมูลกับประเทศเพื่อนบ้าน

กรมควบคุมมลพิษกำลังขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการฉบับที่ 2 เพื่อมุ่งลดค่าฝุ่น PM2.5 ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แม้อาจไม่สามารถทำได้ทุกวัน แต่เชื่อว่าจะลดจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานลงได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่วิกฤตที่ปัจจุบันมีวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานเป็นเวลานาน

สำหรับการแก้ปัญหาการเผาไม่สามารถใช้มาตรการห้ามเพียงอย่างเดียว แต่ต้องบริหารจัดการควบคู่กับการแก้ปัญหาปากท้องของเกษตรกร เพราะผู้ที่เผาส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรซึ่งมีข้อจำกัดด้านรายได้ หากไม่ยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างทางเลือกในการประกอบอาชีพ ก็ยากที่จะลดการเผาได้อย่างยั่งยืน

“ย้ำว่าเกษตรกรไม่ได้ต้องการสร้างปัญหาให้สังคม แต่ยังต้องการการสนับสนุนที่จะช่วยให้สามารถดำรงชีวิตและปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตได้”

ธีระพงษ์ วิมลจิตรานนท์

ในช่วงปาฐกถาพิเศษ มีผู้แทนจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาหมอกควันข้ามแดนร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางดำเนินงาน ได้แก่ ประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ในหัวข้อ “เชียงรายกับความร่วมมือขับเคลื่อนการจัดการลดหมอกควันข้ามแดน” รวมถึงผู้แทนจาก สปป.ลาว และเมียนมา ในหัวข้อ “ลาวและเมียนมากับความร่วมมือขับเคลื่อนเมืองคู่ขนานชายแดน ลดหมอกควันข้ามแดน” โดย บุนมะนี สูลีเดช รองผู้อำนวยการกองควบคุมมลพิษ กรมสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อม สปป.ลาว และ Ms. Thaw Thaw Han ผู้อำนวยการกรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ร่วมนำเสนอการดำเนินงานและนโยบายของแต่ละประเทศในการลดแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศและผลกระทบจากหมอกควันข้ามแดน

ช่วงท้ายของการสัมมนาเป็นการนำเสนอ มุมมองและข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนเมืองคู่ขนานชายแดน ลดหมอกควันข้ามแดน โดยแบ่งการนำเสนอออกเป็น 2 มิติ คือ ด้านการสื่อสาร และ ด้านความมั่นคง

สุภนันท์ ฤทธิ์มนตรี จาก NBT Connext กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาหมอกควันในระยะยาวจำเป็นต้องเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน พร้อมตั้งคำถามว่าจะใช้กลไกใดจึงจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง โดยมองว่าการสื่อสารควรดำเนินควบคู่กัน 2 ด้าน คือ การสร้างแรงจูงใจผ่านการสื่อสารเชิงบวก เพื่อให้เห็นประโยชน์ของการเปลี่ยนแปลง และการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ซึ่งจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างยั่งยืน

“การสื่อสารไม่ควรจำกัดอยู่เพียงสื่อมวลชนหรือการสื่อสารจากภาครัฐ แต่ควรใช้กลไกในระดับชุมชน เช่น หอกระจายข่าว สภาชุมชน หรือการสื่อสารที่สอดคล้องกับบริบทและความเชื่อของคนในพื้นที่ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน”

สุภนันท์ ฤทธิ์มนตรี

ขณะที่ พ.อ. ณัฏฐ์ กาญจนโหติ รองผู้อำนวยการสำนักกิจการชายแดนและประเทศเพื่อนบ้าน กรมกิจการชายแดนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวว่า การผลักดันความร่วมมือด้านหมอกควันข้ามแดนจำเป็นต้องเข้าใจบริบทของแต่ละประเทศ เนื่องจากแต่ละประเทศมีลำดับความสำคัญด้านความมั่นคงแตกต่างกัน เช่น เมียนมายังคงเผชิญปัญหาภายในประเทศ ขณะที่ สปป.ลาว มีข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาหมอกควันควรมองข้ามกรอบความมั่นคงแบบดั้งเดิม และให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคงของมนุษย์” เพราะเมื่อประชาชนมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่มั่นคง ก็จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอื่น ๆ ได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวทางการดำเนินงานในระดับพื้นที่ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในการลดปัญหาหมอกควันข้ามแดนต่อไป

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active