“อนุสรณ์ ธรรมใจ” ปาฐกถาวันสันติภาพไทย 16 สิงหาคม เตือนวิกฤตเมียนมาเสี่ยงเป็นสมรภูมิสงครามตัวแทนของมหาอำนาจ กระทบความมั่นคงไทยโดยตรง แนะไทยนำอาเซียนแก้ปัญหาสันติภาพ ใช้มาตรการทางการทูตกดดันรัฐบาลเมียนมา ยอมรับฉันทามติ 5 ข้อ เพื่อยุติความรุนแรง พร้อมเปิดทางผู้แทนพิเศษของประธานอาเซียนให้เข้าถึงพื้นที่และพบปะกับทุกฝ่ายอย่างไม่มีเงื่อนไข
วันนี้ (16 ส.ค. 2569) อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตประธานกรรมการบริหาร สถาบันปรีดี พนมยงค์ กล่าวปาฐกถาเรื่อง “สันติภาพในยุคจัดระเบียบโลกใหม่” ในงานกิจกรรมครบรอบ 81 ปี วันสันติภาพไทย ระบุว่า เรื่องที่เป็นห่วงมากที่สุดและตนได้แสดงจุดยืนไปแล้ว คือ กรณีของเมียนมา “ไทยจะต้องช่วยกันปิดความเสี่ยงไม่ให้เมียนมากลายเป็นสมรภูมิของสงครามตัวแทนของมหาอำนาจ เพราะจะกระทบกับไทยโดยตรง”

ประเทศไทยต้องนำอาเซียนยกระดับการแก้ปัญหาสันติภาพในเมียนมาอย่างเป็นรูปธรรม วิกฤตการณ์ในเมียนมาไม่ใช่เรื่องภายในประเทศเพื่อนบ้านเพียงอย่างเดียว แต่เป็นบททดสอบความมั่นคงของไทยและศักดิ์ศรีของอาเซียนในฐานะประเทศที่มีชายแดนติดต่อกับเมียนมากว่า 2,400 กิโลเมตร
ทั้งนี้ ไทยต้องก้าวขึ้นมารับบททำงานในเชิงรุกร่วมกับอาเซียนเพื่อทำให้เกิดกระบวนการสันติภาพ เกิดกระบวนการที่เคารพสิทธิมนุษยชนและเคารพมนุษยธรรมในเมียนมา ช่วยกันทำเหมือนที่เคยประสบความสำเร็จสมัยรัฐบาลพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่เป็นเวทีกลางเป็นเจ้าภาพในการที่ทำให้เกิดการเจรจาหารือเพื่อสันติภาพระหว่างเขมร 3 ฝ่าย

ขณะเดียวกันไทยและอาเซียนจะต้องใช้ฉันทามติ 5 ข้อ เป็นบรรทัดฐานหลักในการแก้ปัญหา โดยต้องเรียกร้องให้เกิดการยุติความรุนแรงต่อพลเรือนในทันที และส่งเสริมให้ผู้แทนพิเศษของประธานอาเซียน สามารถเข้าถึงพื้นที่และพบปะกับทุกฝ่ายอย่างไม่มีเงื่อนไข
แต่หากขาดการประเมินความคืบหน้าที่วัดผลได้ อาเซียนและประเทศเพื่อนบ้านต้องร่วมกันใช้มาตรการกดดันทางการทูต แล้วให้เมียนมาภายใต้การนำของรัฐบาลมิน ออง ไลง์ ยอมรับฉันทามติ 5 ข้อ ก็จะทำให้เกิดสันติภาพ
มหาอำนาจบีบประเทศเล็กให้เลือกข้าง
อดีตประธานกรรมการบริหาร สถาบันปรีดี พนมยงค์ กล่าวอีกว่า เมื่อย้อนมองดูระเบียบโลกในยุคปัจจุบันจะพบความจริงที่ว่าความตึงเครียดเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพของสันติภาพมวลมนุษยชาติ ทั้งในรูปแบบของสงครามอันยืดเยื้อและความขัดแย้งทางทหารอันร้อนระอุในตะวันออกกลางนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายของรัฐบาลสหรัฐเมริกา ภายใต้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีการดำเนินการหลายอย่างละเมิดต่อหลักการการอยู่ร่วมกัน โดยหลักการเหล่านี้ถูกกำหนดขึ้นมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเฉพาะเป็นหลักการที่สหประชาชาตินั้นถูกก่อตั้งขึ้นมา
นอกจากนี้การดำเนินนโยบายหลายอย่างของรัฐบาลทรัมป์ ได้สั่นคลอนระบบพหุภาคีนิยมที่โลกสร้างขึ้น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และการสมานความร่วมมือกันทางด้านเศรษฐกิจการค้า ในมิติทางเศรษฐกิจ ซึ่งโลกเคยไว้วางใจให้องค์การการค้าโลก หรือกติกาโลกเป็นผู้ตัดสินและกำหนดทิศทาง แต่เมื่อกลไกการตัดสินข้อพิพาทระดับสากลถูกทำลายลงจนไร้สภาพบังคับ ส่งผลให้เวทีกลางที่เคยดึงคู่ขัดแย้งทางการค้าและเศรษฐกิจ ให้อยู่ในกติกาที่ตกลงร่วมกันจึงหมดบทบาทไป

ขณะเดียวกันในมิติความมั่นคงและการทูต ความล้มเหลวของพหุภาคีนิยม (ความร่วมมือของหลายประเทศ) ได้ฉายภาพชัดเจนที่สุดในกรณีของอิหร่าน ผลที่ตามมาคือการทำลายความไว้วางใจระหว่างประเทศจนหมดสิ้น โดยสถาบันที่เป็นองค์กรที่สำคัญมากคือ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ก็ตกอยู่ในภาวะอัมพาตโดยสิ้นเชิง จากสิทธิวีโต้ (Veto) ของมหาอำนาจ ซึ่งไม่สามารถหยุดสงครามและสงครามตัวแทนที่เกิดขึ้นในหลายจุดของโลก
สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งในสงครามการค้าและวิกฤตการณ์สงคราม โดยเฉพาะที่อิหร่าน เป็นอุทาหรณ์ที่ชัดเจนว่ากติการะหว่างประเทศเริ่มไม่มีความหมาย มนุษยชาติอาจหมุนวนกลับไปสู่ยุคที่อำนาจ คือ บรรทัดฐานของการตัดสินใจ และประเทศที่มีกำลังทางเศรษฐกิจ หรือกำลังทางทหารที่เหนือกว่า จะบังคับใช้อำนาจตามอำเภอใจ
การฟื้นฟูระบบพหุภาคีนิยม และการปฏิรูปองค์กรระหว่างประเทศ ให้กลับมาทำงานได้จริง จึงไม่ใช่วาทกรรมโลกสวย แต่เป็นทางออกที่จับต้องได้หากเราต้องการยับยั้งไม่ให้ความขัดแย้งเหล่านี้ลุกลามกระทบต่อสันติภาพโลกไปมากกว่านี้ ภาพของโลกที่เคยขับเคลื่อนด้วยกติกาพหุภาคีกำลังถูกแทนที่ด้วยโลกหลายขั้วอำนาจที่เต็มไปด้วยการแย่งชิงและการแบ่งฝ่ายการแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ ประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในประเทศด้อยพัฒนา ได้รับผลกระทบอย่างมาก เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ มีปัญหาเรื่องค่าครองชีพ มีปัญหาวิกฤตการณ์พลังงานหลายประเทศประสบปัญหาเรื่องความมั่นคงทางด้านอาหาร มีผู้คนทั่วโลกมากมายต้องเสียชีวิตจากการไม่สามารถที่จะเข้าถึงปัจจัยสี่และอาหาร
วันนี้เกิดสภาวะอีกด้านหนึ่ง คือ การดำเนินนโยบายของมหาอำนาจในการกดดันบีบคั้นให้ประเทศเล็กประเทศน้อย ต้องเลือกข้าง ถ้าไม่เป็นมิตรก็คือศัตรู จะวางตัวเป็นกลางก็วางตัวยาก นอกจากนี้ก็มีการตอบโต้กันด้วยการคว่ำบาตรด้วยวิธีการต่าง ๆ
จากผลทั้งหมดนี้ส่งผลให้ระเบียบโลกมีความผันผวนและไร้ระเบียบ ประเทศกำลังพัฒนาไม่สามารถนั่งรอความช่วยเหลือจากมหาอำนาจได้อีกต่อไป
ไทยอย่ารอมหาอำนาจ แนะผนึกอาเซียนเอาตัวรอด
ทั้งนี้ ไทยต้องผนึกกำลังกันในภูมิภาคอาเซียน โดยไทยจะไม่เป็นผู้รับกรรมจากเกมอำนาจของมหาอำนาจ และไม่อาจรอคอยให้องค์กรสากลระดับโลก หรือมหาอำนาจขั้วใดขั้วหนึ่งมาช่วย แต่ไทยจำเป็นที่จะต้องมีการดำเนินนโยบายเชิงรุก ที่ประสานความร่วมมือประชาชนในภูมิภาคนี้ รัฐบาลในภูมิภาคนี้ เพื่อรักษาอธิปไตยและความอยู่รอดของประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันเชิงอำนาจใหม่อย่างจีนและมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา
สิ่งนี้เป็นแนวทางที่ตนคิดว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ซึ่งรัฐบาลก็ต้องไปดูว่าได้ดำเนินการเช่นนั้นหรือไม่อย่างไร เพราะจะเป็นประโยชน์กับคนไทยทั้งหมด กระบวนการสันติภาพและประชาธิปไตยจะปิดความเสี่ยงให้กับภูมิภาคนี้ จนไม่กลายเป็นพื้นที่ของการแย่งชิงอำนาจของมหาอำนาจ
อย่างไรก็ตามเรื่องที่สำคัญที่สุดวันนี้ท่ามกลางการจัดระเบียบโลกใหม่ โดยเฉพาะจีนที่พยายามขึ้นมามีบทบาท และสหรัฐอเมริกาก็สั่นคลอน
ระเบียบของโลกบางด้านก็หวังว่าประชาธิปไตยและเสียงของประชาชนสหรัฐฯ จะช่วยเปลี่ยนทิศทางการเมืองสหรัฐฯ ให้เป็นรัฐบาลหรือเป็นผู้นำที่คำนึงถึง การอยู่ร่วมกันมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็หวังว่าจีนจะเกิดการปฏิรูป เปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ความเสี่ยงของการที่จะเกิดสงครามที่โลกครั้งที่ 3 จะลดลง
อีกด้านหนึ่งประชาชนชาวไทย องค์กรต่าง ๆ รวมทั้งรัฐบาลไทยจะต้องร่วมกันดำเนินการ คือ ความพยายามในการที่จะต้องฟื้นฟูสหประชาชาติให้มีบทบาทมากขึ้น แล้วในขณะเดียวกันก็พยายามยืนหยัดของหลักการที่สหประชาชาติได้รักษาเอาไว้ให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง
