ผู้เชี่ยวชาญ ย้ำ อย่าประมาทฝุ่นภาคใต้ ชี้ องค์ประกอบ แหล่งกำเนิดต่างกัน แต่ความอันตรายเหมือนเดิม

‘รศ.วิษณุ’ ย้ำ ผลศึกษาองค์ประกอบฝุ่น ช่วงหมอกควันในภาคใต้หนัก ปี 2566 เจอคาร์บอนอินทรีย์ คาร์บอนธาตุ สูงกว่าปกติหลายเท่า พบ PAHs สารก่อมะเร็ง สูงขึ้นเท่าตัว ย้ำพื้นที่ต่าง แหล่งกำเนิดฝุ่นต่าง ช่วงเวลาต่าง แต่ยังอันตราย แนะ ท้องถิ่นเร่งแจ้งเตือน ดูแลกลุ่มเสี่ยง ชวนจับตา กมธ.ร่วม 2 สภา ถก ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ เพิ่มมาตรการรับมือมลพิษข้ามพรมแดน

วันนี้ (18 ก.ย. 2569) จากกรณีฝุ่นควันในพื้นที่ภาคใต้ ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายชั่วโมงในทุกพื้นที่มีแนวโน้มลดลง แต่ค่าฝุ่น PM 2.5 ยังพบเกินมาตรฐานเล็กน้อยใน จ.นราธิวาส และ จ.ยะลา จึงยังต้องเฝ้าระวังการเคลื่อนตัวของกลุ่มควันจากประเทศอินโดนีเซียเข้าสู่ภาคใต้ของประเทศไทย

รศ.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และอุปนายกสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ เปิดเผยกับ The Active ว่าหากพิจารณาจาก Hotspot หรือ จุดความร้อน ที่ตรวจพบจากภาพถ่ายดาวเทียม FIRMS ของ NASA จะพบว่า ฝุ่นและหมอกควันในภาคใต้มีทั้งส่วนที่มาจากการเผาภายในประเทศและฝุ่นข้ามแดน และมีปัจจัยจากหมอกควันข้ามแดนเข้ามาเสริม โดยเฉพาะจากเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งทิศทางลมและข้อมูลจากแอปพลิเคชันต่าง ๆ ชี้ว่าฝุ่นบางส่วนพัดเข้ามาจากพื้นที่ดังกล่าว

องค์ประกอบฝุ่นแตกต่าง แต่มีสารก่อมะเร็ง

รศ.วิษณุ บอกด้วยว่า องค์ประกอบของฝุ่นในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันตามแหล่งกำเนิด โดยฝุ่นในภาคใต้ที่ได้รับอิทธิพลจากหมอกควันข้ามแดน ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการเผาในพื้นที่ป่าและพื้นที่พรุบนเกาะต่าง ๆ ในบริเวณสุมาตรา ขณะที่ฝุ่นภาคเหนือจะมีองค์ประกอบจากการเผาชีวมวล ทั้งภาคเกษตรและป่าไม้ รวมถึงแหล่งกำเนิดภายในประเทศ ส่วนฝุ่นในกรุงเทพฯ องค์ประกอบของฝุ่นส่วนหนึ่งมาจากยานพาหนะและภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการเผาพื้นที่ใกล้เคียง แต่แม้ว่าจะมีส่วนประกอบที่แตกต่างกัน แต่แน่นอนว่าความอันตรายเหมือนกัน

รศ.วิษณุ ชี้ว่า จากงานศึกษาที่ผ่านมาเกี่ยวกับสถานการณ์หมอกควันในภาคใต้ โดยเฉพาะช่วงที่มีหมอกควันสูงในปี 2566 พบว่า องค์ประกอบของฝุ่นมีคาร์บอนอินทรีย์และคาร์บอนธาตุสูงกว่าปกติประมาณ 3.5 เท่า ขณะที่ สาร PAHs ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง มีระดับสูงขึ้นประมาณ 1.3–1.7 เท่า อย่างไรก็ตามองค์ประกอบของฝุ่นอาจแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลา และสถานการณ์ในปีนี้ยังต้องมีการวิเคราะห์เพิ่มเติม

“หลัก ๆ แล้วต้องการจะสื่อสารว่าไม่ว่าฝุ่นจะมาจากแหล่งไหนก็ตาม แต่การศึกษายืนยันว่าเมื่อมีการเผาไหม้เกิดขึ้น ตรงส่วนนี้ก็จะทำให้มีอันตรายต่อสุขภาพ”

รศ.วิษณุ อรรถวานิช

ฝุ่น PM 2.5 เกินมาตรฐาน WHO ราว 4 เท่า

เมื่อถามถึงความกังวลต่อสถานการณ์ รศ.วิษณุ ย้ำว่า สถานการณ์ฝุ่นในภาคใต้ขณะนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวล เนื่องจากฝุ่น PM 2.5 เป็นหนึ่งในสารก่อมะเร็ง และการสูดดมเข้าสู่ร่างกายสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง หากพิจารณาจากข้อมูลที่มีการรายงานในพื้นที่ จ.สงขลา พบว่า ค่าฝุ่นบางช่วงสูงเกินมาตรฐาน โดยตัวเลขที่รายงานอยู่ที่ประมาณ 60 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่มาตรฐานของประเทศไทยอยู่ที่ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และหากเทียบกับแนวทางขององค์การอนามัยโลก (WFO) อยู่ที่ 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จะสูงกว่าประมาณ 4 เท่า

“เพราะฉะนั้นถ้าเราใช้เรื่องของสุขภาพเป็นหลัก ต้องบอกว่าก็น่ากลัว เพราะมันเกินค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ถึง 4 เท่า แต่ก็ต้องยอมรับนว่ามันก็ไม่ได้มาทุกวันแต่ขึ้นอยู่กับกระแสลมด้วย แต่ว่าช่วงเวลาที่มีการรายงานก็คือมีอันตราย โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงต่าง ๆ เพราะว่าจริง ๆ แล้วสารก่อมะเร็งมันสามารถทำให้เกิดโรคมะเร็งได้หลากหลายมาก”

รศ.วิษณุ อรรถวานิช

แนะท้องถิ่นปกป้องประชาชน ก่อนจะมีกฎหมาย

รศ.วิษณุ ยังระบุว่า การรับมือเวลานี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถทำได้ทันทีคือการปกป้องประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะการแจ้งเตือนสถานการณ์ให้ประชาชนรับทราบตามพื้นที่และช่วงเวลารวมถึงการดูแลพื้นที่โรงเรียน สถานพยาบาล และการปรับกิจกรรมกลางแจ้งสำหรับกลุ่มเสี่ยง ซึ่งเป็นมาตรการที่ท้องถิ่นสามารถดำเนินการได้โดยไม่จำเป็นต้องรอกลไกระดับประเทศ

ส่วนการแก้ปัญหาให้ลึกไปกว่าการรับมือเฉพาะหน้า จำเป็นต้องอาศัยกลไกระดับภูมิภาคและกฎหมายภายในประเทศ โดยในระดับอาเซียนมีความตกลงว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน หรือ ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution ซึ่งมีหลักการให้ประเทศภาคีร่วมกันป้องกัน ติดตาม แลกเปลี่ยนข้อมูล และควบคุมแหล่งกำเนิดไฟ

อย่างไรก็ตาม รศ.วิษณุ มองว่า กลไกของอาเซียนยังมีข้อจำกัดเนื่องจากเป็นการรวมตัวกันที่ไม่มีข้อผูกพันที่เข้มแข็ง ไม่มีบทลงโทษหรือมาตรการปรับ รวมถึงไม่มีระบบการจ่ายเงินชดเชย

“การรวมตัวกันหรือข้อตกลงมันรวมตัวกันแบบหลวม ๆ ไม่มี Commitment ไม่มีบทลงโทษ แล้วก็ไม่มีการปรับเงินจริง ไม่มีการจ่ายเงินชดเชย เพราะฉะนั้นความคาดหวังตรงส่วนนี้ก็คาดหวังได้ระดับหนึ่ง  แต่ว่าถ้าจะให้แก้ปัญหาเลยต้องบอกว่าก็ยังยากอยู่”

รศ.วิษณุ อรรถวานิช

รศ.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

จับตา พ.ร.บ.อากาศสะอาด เพิ่ม “เขี้ยวเล็บ” แก้ฝุ่นข้ามแดน

รศ.วิษณุ ยังมองด้วยว่า หากต้องการให้การจัดการปัญหามีประสิทธิภาพมากขึ้นจำเป็นต้องกลับมาที่กลไกทางกฎหมายของไทย โดยเฉพาะ ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาโดยคณะกรรมาธิการร่วม 2 สภา สส.และ สว. โดยร่างกฎหมายฉบับล่าสุดที่ผ่านการพิจารณาของวุฒิสภามีเนื้อหาเกี่ยวกับ “มลพิษข้ามแดน” โดยเฉพาะ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับมลพิษที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศอื่น ๆ

รศ.วิษณุ ยกตัวอย่างว่า ในร่างกฎหมายมีการกำหนดเรื่องการรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลแหล่งกำเนิดมลพิษข้ามแดน รวมถึงการประสานงานและการใช้กลไกทางการทูตเมื่อเกิดผลกระทบร้ายแรงนอกจากนี้ ยังมีกลไกเกี่ยวกับการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน เพื่อไม่ให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการก่อมลพิษสามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดได้ โดยสามารถตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ก่อมลพิษ ทั้งผู้ประกอบการในประเทศหรือผู้ประกอบการต่างชาติ

“พูดง่าย ๆ เราต้องมีกระบวนการ มีระบบตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ก่อ แล้วเราสามารถที่จะไปตามจับหรือดำเนินคดีกับผู้ก่อได้ ซึ่งผู้ก่อตรงนี้อาจจะเป็นผู้ก่อที่เป็นชาวต่างชาติ กับผู้ก่อที่เป็นชาวไทย เป็นบริษัทประเทศไทย เป็นต้น”

รศ.วิษณุ อรรถวานิช

อีกส่วนหนึ่งคือการใช้มาตรการทางการค้า หากพบว่าสินค้าที่นำเข้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อมลพิษทางอากาศ อาจมีการนำมาตรการทางภาษีหรือการห้ามนำเข้ามาใช้ แต่รายละเอียดและเงื่อนไขต่าง ๆ จะต้องกำหนดผ่านกฎหมายลำดับรองต่อไป

ห่วง “กองทุนอากาศสะอาด” ถูกตัด พร้อมจับตาการลดโทษ

สำหรับข้อกังวลต่อร่างกฎหมายในส่วนของการจัดการมลพิษข้ามแดน รศ.วิษณุ ระบุว่า สิ่งสำคัญที่อยากให้คงไว้คือ “กองทุนอากาศสะอาด” เนื่องจากมองว่าเป็นกลไกสำคัญสำหรับการป้องกัน การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ และโดยเฉพาะการสนับสนุนการดำเนินคดี ยกตัวอย่าง หากต้องมีการดำเนินคดีกับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการเผาในต่างประเทศจนทำให้เกิดหมอกควันข้ามแดน จำเป็นต้องมีงบประมาณสำหรับการเก็บข้อมูลและดำเนินกระบวนการต่าง ๆ ที่ทำให้สามารถป้องกัน ช่วยเหลือ และที่สำคัญคือสนับสนุนการดำเนินคดี

นอกจากนี้ยังต้องติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์และบทลงโทษสำหรับผู้กระทำผิด หลังจากมีการปรับลดโทษในกระบวนการพิจารณาของวุฒิสภา

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active