ถามหาเจ้าภาพหลัก สื่อสาร แจ้งเตือนฝุ่นข้ามแดน หวั่นคน ‘หาดใหญ่-ชายแดนใต้’ เสี่ยงหนัก

‘จูรี-หมอสุภัทร’ เห็นพ้อง รัฐไร้เจ้าภาพหลัก สื่อสารสถานการณ์ แจ้งเตือนผลกระทบฝุ่นควันข้ามแดน ชี้ หมอกควันอินโดนีเซีย ปีนี้รุนแรงกว่าปีก่อน ๆ ขณะที่ กรมควบคุมมลพิษ เผย แม้มีฝนตกในพื้นที่ ช่วยบรรเทาปัญหาบางส่วน แต่จุดความร้อนยังมีอีกเพียบ ‘อาเซียน’ ยกระดับเตือนภัยสูงสุด ระดับ 3  

วันนี้ (17 ก.ย. 2569) กรมควบคุมมลพิษ รายงานสถานการณ์หมอกควันข้ามแดนในภาคใต้มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น จากจุดความร้อนในอินโดนีเซียจำนวนมากและกระแสลมที่พัดกลุ่มควันเข้าสู่ไทย ส่งผลให้ค่าฝุ่น PM 2.5 ในหลายพื้นที่เพิ่มสูง โดย จ.นราธิวาส และยะลามีค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงเกินมาตรฐาน 

ขณะที่พื้นที่ชายแดนใต้มีอากาศนิ่งและการระบายอากาศต่ำ เสี่ยงต่อการสะสมของฝุ่น แม้ฝนที่คาดว่าจะตกต่อเนื่องถึงวันที่ 21 ก.ย. นี้ จึงอาจช่วยบรรเทาสถานการณ์ได้บางส่วน 

ทั้งนี้กรมควบคุมมลพิษ เตรียมประสานสำนักงานเลขาธิการอาเซียน เพื่อขอความร่วมมือประเทศเพื่อนบ้านลดจุดความร้อน และผลกระทบต่อประชาชน พร้อมแนะประชาชนกลุ่มเสี่ยงติดตามค่าฝุ่น ลดกิจกรรมกลางแจ้ง และปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสุขภาพอย่างใกล้ชิด

ตั้งคำถามมาตรการสื่อสาร แจ้งเตือน “ฝุ่น” เชิงรุกจากรัฐ

จูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา เขต 2 (หาดใหญ่) พรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยกับ The Active ว่าสถานการณ์หมอกควันในภาคใต้ตอนล่างเกิดขึ้นเป็นประจำในบางช่วงของปี และมีความเชื่อมโยงกับควันจากการเผาในพื้นที่ป่าของประเทศอินโดนีเซียที่พัดเคลื่อนผ่านมายังภูมิภาค แต่ปีนี้ประชาชนรู้สึกว่าสถานการณ์มีความหนาแน่นและส่งผลกระทบมากกว่าปีก่อน ๆ

“ทุกคนอาจมองว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะเกิดขึ้นมาหลายปี แต่ปีนี้หนักมาก ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแทบไม่มีการกระตุ้นเตือนประชาชนว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไร”

จูรี นุ่มแก้ว

จูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา เขต 2 (หาดใหญ่) พรคประชาธิปัตย์ (ที่มา : พรรคประชาธิปัตย์ – Democrat Party, Thailand)

สส.หาดใหญ่ ยังระบุอีกว่า ที่ผ่านมาประชาชนหลายคนเริ่มมีอาการแสบจมูก แสบตา และระคายเคืองทางเดินหายใจ จึงต้องหาวิธีป้องกันตัวเอง เช่น สวมหน้ากากอนามัยและลดกิจกรรมกลางแจ้ง แต่ยังไม่เห็นมาตรการสื่อสารเชิงรุกจากภาครัฐอย่างเพียงพอ

จูรี ยังเห็นว่า แม้หน่วยงานอาจประเมินว่าฝนที่จะตกสามารถช่วยลดปริมาณฝุ่นและชะล้างมลพิษในอากาศได้ แต่หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อหลายวัน รัฐควรมีแผนรับมือที่ชัดเจนมากกว่าการรอดูสถานการณ์ โดยเฉพาะหาดใหญ่ซึ่งเป็นเมืองการศึกษา มีโรงเรียนและเด็กเล็กจำนวนมากที่ต้องเดินทางและทำกิจกรรมในช่วงเช้า

“อย่างน้อยรัฐควรแจ้งให้ประชาชนทราบว่าฝุ่นจะอยู่ต่อไปอีกกี่วัน ระดับความเสี่ยงเป็นอย่างไร และควรวางแผนชีวิตหรือดูแลตัวเองอย่างไร เพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่ารัฐให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและสุขภาพของพวกเขา”

จูรี นุ่มแก้ว

ถามหา “เจ้าภาพหลัก” สื่อสารความเสี่ยงฝุ่นพิษอย่างเป็นระบบ

เช่นเดียวกับ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท และอดีตผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 2 มองว่า แม้สถานการณ์ในจังหวัดสงขลาจะเริ่มดีขึ้นหลังมีฝนตกในหลายพื้นที่ แต่หมอกควันยังไม่หายไปทั้งหมด และมีโอกาสกลับมารุนแรงได้อีก เนื่องจากสถานการณ์การเผาในอินโดนีเซียยังคงมีอยู่ ประกอบกับทิศทางลมอาจพากลุ่มควันเคลื่อนผ่านทะเลเข้าสู่ภาคใต้ตอนล่างของไทย

จึงตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหาสำคัญคือประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานที่ประชาชนรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าเป็น “เจ้าภาพหลัก” ในการแจ้งเตือนเหตุการณ์หมอกควันข้ามแดน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมมลพิษ กรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงมหาดไทย หรือหน่วยงานระดับจังหวัด

นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท และอดีตผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 2 พรรคประชาชน
(ที่มา : นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ)

“เมื่อไม่มีความชัดเจนว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบหลัก การแจ้งเตือนก็อาจล่าช้าหรือไม่ต่อเนื่อง และหากไม่มีการแจ้งเตือน ก็ยากจะระบุได้ว่าใครต้องรับผิดชอบ”

นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

นพ.สุภัทร จึงเสนอว่า ในระยะยาวควรมีหน่วยงานหรือกลไกบูรณาการระดับจังหวัดและท้องถิ่น อาทิ จังหวัดหรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูล ประเมินความเสี่ยง และสื่อสารคำแนะนำแก่ประชาชนอย่างเป็นระบบ ทั้งในกรณีมลพิษทางอากาศและภัยพิบัติประเภทอื่น

สำหรับผลกระทบด้านสุขภาพ นพ.สุภัทร ย้ำว่า หมอกควันไฟป่าอาจมีทั้งฝุ่น PM 2.5 และสารจากการเผาไหม้ปะปนอยู่ ฝุ่นขนาดเล็กสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจส่วนลึกได้ ขณะที่อนุภาคขนาดเล็กมากอาจผ่านเข้าสู่กระแสเลือดได้ จึงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจหรือหัวใจ

อาการที่อาจพบในระยะสั้น ได้แก่ ปวดศีรษะ มึนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน แสบตา คันตา ระคายเคืองผิวหนัง และอาจมีอาการรุนแรงขึ้นในผู้ที่มีสุขภาพเปราะบาง ทั้งนี้ การได้รับฝุ่นซ้ำ ๆ หรือเป็นเวลานานอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคในระยะยาวได้

จี้รัฐใช้กลไก อาเซียน-การทูต-เศรษฐกิจ คุมเผาจริงจัง

ในประเด็นการแก้ปัญหาต้นทาง ซึ่งเป็นมลพิษข้ามพรมแดน นพ.สุภัทร มองว่าไทยไม่สามารถแก้ปัญหาการเผาป่าในต่างประเทศได้โดยลำพัง แต่ควรผลักดันความร่วมมือระดับอาเซียนและใช้มาตรการทางการทูตหรือเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการควบคุมการเผาอย่างจริงจัง โดยยกตัวอย่างแนวทางที่บางประเทศเคยใช้ในการเปิดเผยข้อมูลและจำกัดความร่วมมือทางธุรกิจกับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการเผาพื้นที่ป่า

ขณะที่ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ กรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ศูนย์อุตุนิยมวิทยาเฉพาะทางอาเซียนได้ยกระดับการแจ้งเตือนสถานการณ์หมอกควันข้ามแดนเป็น ระดับ 3 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด หลังตรวจพบจุดความร้อนในประเทศอินโดนีเซียจำนวนมาก

ข้อมูลจากแบบจำลองการเคลื่อนที่ของมวลอากาศยังชี้ว่า กลุ่มควันจากอินโดนีเซียมีโอกาสเคลื่อนเข้าสู่พื้นที่ภาคใต้ตอนล่างบริเวณชายแดนไทย โดยเฉพาะในช่วงที่บางพื้นที่มีอัตราการระบายอากาศต่ำ ซึ่งอาจเอื้อต่อการสะสมของฝุ่นละอองในบรรยากาศ

พร้อมระบุว่าหลายพื้นที่ของภาคใต้มีความชื้นสัมพัทธ์สูงกว่า 90% และลมค่อนข้างนิ่ง จึงอาจทำให้ท้องฟ้าดูมัวหรือขมุกขมัวได้ แม้ไม่ได้หมายความว่าค่าฝุ่นจะเกินมาตรฐานเสมอไป นอกจากนี้ ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ยังมีฝนตกในหลายพื้นที่ของภาคใต้ ซึ่งอาจช่วยบรรเทาสถานการณ์ได้บางส่วน

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active