รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยชี้ พบ “นามสกุลดัง” นอมินีต่างชาติ หุ้นไขว้ 2 บริษัท ทุนพุ่งหลายร้อยล้าน ส่ง ปปง.เช็กเส้นทางเงิน
วันนี้ (13 ต.ค.69) พลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบกรณีโรงงานสารเคมีรั่วไหลในจังหวัดปราจีนบุรี พบความผิดปกติของ 2 บริษัท ซึ่งมีคนไทยนามสกุลดังในพื้นที่ถือหุ้นไขว้กันและใช้สำนักงานบัญชีและผู้ตรวจสอบบัญชีรายเดียวกัน ส่อเข้าข่ายนอมินีต่างชาติ
นอกจากนี้ ยังพบทุนจดทะเบียนเพิ่มขึ้นผิดปกติโดยบริษัทแรกเพิ่มจาก 5 ล้านบาท เป็น 100 ล้านบาท ส่วนอีกบริษัทเพิ่มจากประมาณ 10 ล้านบาทเป็น 300 ล้านบาท มีทรัพย์สินรวมกว่า 570 ล้านบาท

เบื้องต้นได้ประสานกระทรวงอุตสาหกรรมเร่งปิดโรงงานและขนย้ายขยะสารพิษออกจากพื้นที่แล้ว พร้อมส่งข้อมูลให้ ปปง.ตรวจสอบเส้นทางการเงินและการถือครองที่ดิน รวมถึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบการนำเข้าตู้คอนเทนเนอร์
ส่วนการช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ได้กำชับรองผู้ว่าราชการจังหวัดให้พิจารณาดำเนินการทั้งทางแพ่งและทางอาญากับโรงงาน เนื่องจากการจ่ายเงินเยียวยาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
“ผมได้ย้ำชัดไปว่าจำเป็นต้องขนย้ายขยะที่มีพิษออกจากพื้นที่ ส่วนมาตรการของบริษัทที่จะเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบก็ไม่เพียงพอ ต้องไปดูว่าในกฎหมายจะดำเนินคดีอาญาและแพ่งกับบริษัทที่ปล่อยให้สารรั่วออกมา”
พลพีร์ สุวรรณฉวี
ส่วนต้นตอของสารพิษที่รั่วไหลในครั้งนี้ อาจมาจากช่องโหว่ในส่วนของท่าเรือและกรมสรรพากรด้วยหรือไม่ พลพีร์ กล่าวว่า ต้องตรวจสอบกับทางกระทรวงการคลังว่า วิธีการที่นำตู้คอนเทนเนอร์เข้ามาในประเทศนั้นมาอย่างไร ตรวจอย่างไร ไม่อยากให้เป็นเพียงแค่การชั่งน้ำหนัก และต้องดูเอกสารหลักฐาน รวมทั้งเปิดดูด้วยว่า สิ่งของที่อยู่ในตู้นั้นเป็นอย่างไร
ผลแล็บชัด น้ำสีรุ้งปราจีนฯ ปนเปื้อนสารเคมีในปริมาณสูง บางจุดพุ่งทะลุแสนมิลลิกรัม
ส่วนกรณีพบคราบสีรุ้งคล้ายน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้ว ปนเปื้อนกับน้ำท่วมในพื้นที่ ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี กรมควบคุมมลพิษ โดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7 (สระบุรี) ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ 1 ต.ค.69 ได้เก็บตัวอย่างน้ำด้วยเครื่องเก็บตัวอย่างน้ำแบบแนวนอน (Horizontal Water Sampler) บริเวณที่พบการกระจายตัวของคราบสีรุ้งจากพื้นที่ติดกับบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมต้องสงสัยว่าเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษดังกล่าว จนถึงระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร จำนวน 3 จุด ซึ่งพบว่า จุดแรก ระยะห่างประมาณ 65 เมตร จากคันดินที่รั่ว ตรวจพบค่าปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอน เท่ากับ 114,860 มิลลิกรัมต่อลิตร
“ผลการตรวจสอบยืนยันว่ามีการปนเปื้อนสารเคมีกลุ่มปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนบริเวณพื้นที่ท้ายน้ำบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมในปริมาณที่สูง”
คพ.อยู่ระหว่างร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมในการลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ทั้งในโรงงานและบริเวณโดยรอบบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมดังกล่าว ก่อนเสนอแนะแนวทางในการจัดการพื้นที่ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
