ผอ.รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร เผยน้ำท่วมยังไม่คลี่คลาย อพยพผู้ป่วยแล้วไม่น้อยกว่า 800 คน ขณะที่ รพ.สนามค่ายจักรพงษ์ เปิดรองรับผู้ป่วยฉุกเฉิน ผู้ป่วยตามนัด พร้อมวางแผนให้บริการต่อเนื่องถึง 9 ต.ค.
วันนี้ (1 ต.ค. 2569) สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี ส่งผลกระทบต่อ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ซึ่งต้องเร่งอพยพผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลเพื่อความปลอดภัย โดย แพทย์หญิงวลีรัตน์ ไกรโกศล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เปิดเผย The Active ว่า ขณะนี้ระดับน้ำบริเวณโรงพยาบาลเริ่มลดลงประมาณ 4 เซนติเมตรจากวันก่อนหน้า แต่สถานการณ์โดยรวมยังต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากระดับน้ำขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำที่ไหลลงมาจากพื้นที่ตอนบน รวมถึงฝนที่อาจตกซ้ำ


(ภาพ : สถาบันการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร)
เร่งย้ายผู้ป่วยออกทั้งหมด
ผอ.รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร เปิดเผยว่า โรงพยาบาลได้ทยอยเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดสามารถส่งต่อผู้ป่วยออกไปแล้ว 837 คน
ผู้ป่วยกลุ่มอาการหนัก โดยเฉพาะกลุ่มสีแดงและสีเหลือง ถูกส่งต่อไปยังโรงพยาบาลในพื้นที่ เขตสุขภาพที่ 4 และเขตสุขภาพที่ 6 โดยมีโรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ เป็นจุดรองรับและประสานส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลต่าง ๆ เช่น โรงพยาบาลชลบุรี โรงพยาบาลพุทธโสธร และโรงพยาบาลอื่นในเครือข่าย
ส่วนผู้ป่วยที่ยังอยู่ภายในโรงพยาบาล ณ ช่วงเช้าวันนี้ เหลือประมาณ 30 คน แบ่งเป็น
- ผู้ป่วยสีแดง 1 คน
- ผู้ป่วยสีเหลือง 28 คน
- ผู้ป่วยสีเขียว 1 คน

โรงพยาบาลเริ่มเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกลุ่มที่เหลือตั้งแต่เวลา 08.00 น. โดยตั้งเป้าว่าจะเคลื่อนย้ายออกจากโรงพยาบาลทั้งหมดภายในช่วงเที่ยงวัน พร้อมประสานรถจากโรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ รวมถึงรถ GMC จำนวน 3 คัน เพื่อใช้ในการลำเลียงผู้ป่วย
ผอ.รพ. ระบุว่า การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยถูกจัดลำดับตามระดับความรุนแรง โดยเริ่มจากผู้ป่วยสีแดงซึ่งเป็นกลุ่มที่เคลื่อนย้ายได้ยากที่สุด และโรงพยาบาลได้เริ่มส่งต่อผู้ป่วยกลุ่มนี้ตั้งแต่วันที่ 27 ก.ย. ก่อนที่ระดับน้ำจะเพิ่มสูงขึ้น
เปิด “โรงพยาบาลสนาม” ค่ายจักรพงษ์ รับผู้ป่วยท่ามกลางน้ำท่วม
ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้ปรับระบบบริการ โดยเปิดพื้นที่บริการชั่วคราวที่ โรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ ตั้งแต่วันที่ 29 ก.ย. เพื่อรองรับผู้ป่วยในช่วงที่โรงพยาบาลหลักยังไม่สามารถกลับมาเปิดให้บริการตามปกติได้
พื้นที่ดังกล่าวทำหน้าที่เป็นโรงพยาบาลสนามเฉพาะกิจเพื่อรองรับสถานการณ์น้ำท่วม มีทั้งบริการผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในตามศักยภาพของพื้นที่ โดยผู้ป่วยนอกเปิดให้บริการ 3 ห้อง และเน้นรองรับผู้ป่วยฉุกเฉิน รวมถึงผู้ป่วยที่จำเป็นต้องรับยา โดยเฉพาะกรณีที่ยาเหลือไม่ถึงประมาณ 1–2 สัปดาห์
อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์มีศักยภาพเดิมประมาณ 150 เตียง ขณะที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรมีศักยภาพประมาณ 500 เตียง ทำให้ไม่สามารถย้ายผู้ป่วยทั้งหมดไปไว้ที่โรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ได้ จึงจำเป็นต้องกระจายผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลเครือข่ายในหลายจังหวัด
โรงพยาบาลวางแผนเปิดโรงพยาบาลสนามรองรับสถานการณ์เบื้องต้นถึงวันที่ 9 ต.ค.และจะประเมินสถานการณ์เป็นระยะตามระดับน้ำและความพร้อมของโรงพยาบาลหลัก
น้ำเริ่มเข้าโรงพยาบาลตั้งแต่ 26 ก.ย. เร่งทำแนวกั้นก่อนระดับน้ำสูง
ผอ.รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ระบุว่า โรงพยาบาลติดตามสถานการณ์น้ำและเตรียมรับมือล่วงหน้าหลายวัน หลังพบว่าฝนตกหนักและระดับน้ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. โรงพยาบาลเริ่มเพิ่มแนวกระสอบทราย และในวันที่ 27 ก.ย. ได้เร่งทำคันดินและแนวกั้นบริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลตลอดทั้งคืน โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัด หน่วยงานทหาร หน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงฝ่ายปกครองในพื้นที่
การเตรียมแนวกั้นดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่พื้นที่โรงพยาบาล และช่วยให้มีเวลาสำหรับการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยและอุปกรณ์สำคัญออกจากพื้นที่เสี่ยง
ผอ.รพ. ระบุว่า ปีนี้ปริมาณน้ำที่เข้าสู่พื้นที่มีมากกว่าปี 2556 ประมาณ 2 เท่า ตามข้อมูลที่โรงพยาบาลได้รับ แต่การเตรียมการล่วงหน้าทำให้โรงพยาบาลสามารถลดความเสียหายและไม่ให้ผู้ป่วยตกค้างอยู่ในระบบได้

ระบบน้ำ-ไฟยังใช้งานได้ แต่ต้องปิดระบบบำบัดน้ำเสีย
สำหรับความเสียหายภายในโรงพยาบาล ขณะนี้พบผลกระทบในบางระบบ โดยเฉพาะ ระบบบำบัดน้ำเสีย ซึ่งโรงพยาบาลจำเป็นต้องปิดระบบเพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม และปรับมาใช้น้ำจากการประปาส่วนภูมิภาค
ส่วนระบบไฟฟ้ายังสามารถใช้งานได้ และโรงพยาบาลได้เตรียมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองไว้ โดยเฉพาะบริเวณห้องฉุกเฉิน เพื่อให้บริการที่จำเป็นสามารถดำเนินต่อได้
สำหรับพื้นที่ภายในโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ได้เร่งป้องกันและปิดกั้นพื้นที่เสี่ยง รวมถึงจุดที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำ โดยใช้วิธีซีลพื้นที่ตามจุดสำคัญ เพื่อชะลอการไหลเข้าของน้ำ
อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถสำรวจความเสียหายได้ทั้งหมด เนื่องจากบางพื้นที่ยังมีน้ำท่วมและไม่ปลอดภัยต่อการเข้าไปตรวจสอบ
หนึ่งในพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังคือ ห้องยา ซึ่งอยู่ในพื้นที่ค่อนข้างต่ำ โดยโรงพยาบาลได้ปิดกั้นพื้นที่ไว้ก่อน และยังอยู่ระหว่างรอประเมินความเสียหายอย่างละเอียด
ขณะที่พื้นที่บางส่วน เช่น บริเวณอาคารที่มีการป้องกันและซีลพื้นที่ไว้ สามารถลดความเสียหายได้ แม้ระดับน้ำจะขึ้นสูงกว่าประตูในบางจุด
“เสียหายน้อยกว่าที่ประเมิน” แต่สถานการณ์ยังไม่นิ่ง
ผอ.รพ. ระบุว่า ภาพรวมความเสียหายเบื้องต้นถือว่า น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากโรงพยาบาลมีการเตรียมการล่วงหน้าและสามารถป้องกันอุปกรณ์สำคัญได้บางส่วน
“ที่สำคัญคือ ตลอดสถานการณ์ที่ผ่านมา ไม่มีผู้ป่วยเสียชีวิตจากการตกค้างอยู่ในระบบของโรงพยาบาล และสามารถทยอยเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกไปยังโรงพยาบาลเครือข่ายได้”
พญ.วลีรัตน์ ไกรโกศล
อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลยังไม่สามารถประเมินสถานการณ์ว่าเข้าสู่ภาวะปกติได้ เนื่องจากระดับน้ำยังทรงตัว และการระบายน้ำออกจากพื้นที่อาจทำได้ช้าจากหลายปัจจัย ทั้งปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบน ฝนที่อาจตกเพิ่ม และข้อจำกัดด้านการระบายน้ำในพื้นที่ปลายน้ำ
โดยเฉพาะเส้นทางการระบายน้ำจากปราจีนบุรีผ่านบ้านสร้างไปทางบางปะกง ซึ่งอาจได้รับผลจากระดับน้ำทะเลหนุน ทำให้การระบายน้ำออกจากพื้นที่เป็นไปได้ช้าลง
เร่งประเมินสถานการณ์รายสัปดาห์ เดินหน้าแผนบริการถึง 9 ต.ค.
โรงพยาบาลจึงวางแผนให้บริการผ่านโรงพยาบาลสนามที่ค่ายจักรพงษ์ไปก่อนถึงวันที่ 9 ต.ค. และจะประเมินสถานการณ์เป็นรายสัปดาห์ เพื่อพิจารณาว่าจะสามารถกลับมาเปิดให้บริการที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้เมื่อใด
ขณะเดียวกัน การส่งต่อผู้ป่วยจะยังคงดำเนินการผ่านเครือข่ายโรงพยาบาลในเขตสุขภาพ โดยเฉพาะโรงพยาบาลพุทธโสธร ซึ่งขณะนี้ระดับน้ำเริ่มลดลงและสามารถกลับมารองรับผู้ป่วยได้มากขึ้น แต่ยังต้องคำนึงถึงภาระผู้ป่วยของโรงพยาบาลปลายทางเองด้วย

บทเรียนจากปี 2556 สู่การเตรียมรับมือน้ำท่วมครั้งนี้
ผอ.รพ. ระบุว่า ประสบการณ์จากสถานการณ์น้ำท่วมปี 2556 เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้โรงพยาบาลสามารถเตรียมระบบรับมือได้เร็วขึ้น โดยมีการประสานเครือข่ายหน่วยงานต่าง ๆ ไว้ล่วงหน้า และเมื่อสถานการณ์เริ่มผิดปกติจึงสามารถระดมกำลังเข้ามาช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว
“เมื่อเห็นแนวโน้มระดับน้ำเพิ่มขึ้น โรงพยาบาลจึงตัดสินใจ Activate แผนอพยพผู้ป่วยตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 28 ก.ย. โดยให้ความสำคัญกับผู้ป่วยสีแดงและสีเหลืองก่อน พร้อมประสานโรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์และโรงพยาบาลเครือข่ายเพื่อรองรับการส่งต่อ”
พญ.วลีรัตน์ ไกรโกศล
การเตรียมการดังกล่าวทำให้โรงพยาบาลสามารถเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจากพื้นที่ได้ต่อเนื่อง แม้ระดับน้ำจะเพิ่มขึ้นจนกระทบการเดินทางและการขนย้าย
สำหรับการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม เดิมมีแผนใช้พื้นที่บริเวณโรบินสันเป็นจุดให้บริการชั่วคราว แต่เมื่อพบว่าพื้นที่บริเวณดังกล่าวมีน้ำท่วม จึงเปลี่ยนไปใช้พื้นที่ที่มีระดับสูงกว่าแทน และเลือกโรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์เป็นฐานในการให้บริการ
