ชี้ปม น้ำสีรุ้ง! คลองเขาไม้แก้ว เชื่อมโยงโรงขยะเอกชน ชาวบ้านหวั่นพิษปนเปื้อนกระทบ ช้างป่า-นา-อ้อย-ผู้บริโภค

เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง-ท้องถิ่น สันนิษฐานพบความเชื่อมโยง น้ำสีรุ้ง ส่งกลิ่นเหม็นฉุน คลองเขาไม้แก้ว มาจากโรงงานขยะเอกชนพื้นที่ต้นน้ำ เจอฝนหนักซะสารเคมีลงคลอง กังวลสาร VOC ก่อมะเร็ง ชี้ พื้นที่หากินช้างป่า เสี่ยงผลกระทบ ซ้ำร้ายพื้นที่เกษตร นาข้าว ไร่อ้อย แหล่งอาหาร อาจปนเปื้อน จี้ หน่วยงานเกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบ สะท้อนชัดวิกฤตกากอุตสาหกรรม รัฐไร้หนทางแก้ปัญหา

The Active ลงพื้นที่ ต.เขาไม้แก้ว อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี พร้อมด้วย ศิริพงษ์ โทบุญ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 บ้านนาคลองกลาง, สุนทร คมคาย และ สุเมธ เหรียญพงษ์นาม นักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม และแกนนำเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง, ตัวแทนสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเขาไม้แก้ว และชุดอาสาเฝ้าระวังและผลักดันช้างป่าบ้านนาคลองกลาง สำรวจคลองเขาไม้แก้ว หลังได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านว่าพบคราบสีรุ้ง ลักษณะคล้ายน้ำมันลอยเหนือผิวน้ำ และส่งกลิ่นเหม็น

ระหว่างการลงพื้นที่พบรอยเท้าช้าง ซึ่งผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ยืนยัน ว่าเป็นรอยเท้าของ สีดอโหนก ฉายา เจ้าสิบล้อ ซึ่งเป็นช้างป่าเขาอ่างฤาไน มีขนาดตัวใหญ่ที่สุดประมาณ 7 ตัน ที่หากินอยู่บริเวณป่ารอยต่อชุมชนพื้นที่เกษตรชาวบ้านอยู่เป็นประจำ

เมื่อใกล้ถึงคลองเขาไม้แก้ว เราพบขี้ช้าง และรอยเท้าช้าง ที่เจ้าหน้าที่อาสาชุดเฝ้าระวังและผลักดันช้างป่า บอกว่า เป็นรอยใหม่ ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน เพราะหญ้ายังสด จึงชัดเจนว่าช้างน่าจะเข้ามาหากิน และเล่นน้ำในคลองเขาไม้แก้วเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

เดินมาประมาณ 300 เมตร เข้ามาถึงคลองเขาไม้แก้วจุดแรก ได้กลิ่นเหม็นฉุนของน้ำชัดเจน แต่คราบน้ำมัน ตรงบริเวณนี้เจือจาง มองไม่ชัด เพราะมีป่าปกปิดแสง สุนทร ยืนยันว่า 2 วันก่อน หลังได้รับแจ้งจากผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ได้เข้ามาสำรวจ และ พบคราบสีรุ้งชัดเจนกว่านี้ ซึ่งมีการเก็บบันทึกภาพคลิปวิดีโอไว้

พบคราบสีรุ้ง กลิ่นเหม็นฉุน!! เต็มปากคลองเขาไม้แก้ว
หวั่น สาร VOC ก่อมะเร็ง เชื่อมโรงงานขยะเอกชน ประเภท 105,106

เมื่อเดินกันต่ออีกประมาณ 200 เมตร รวมระยะทาง 500 เมตร มาถึงปากคลองเขาไม้แก้ว บริเวณนี้พบคราบสีรุ้ง ลักษณะคล้ายน้ำมันลอยเหนือผิวน้ำชัดเจนทั่วคลอง และส่งกลิ่นเหม็น

สุเมธ บอกว่า มองกายภาพค่อนข้างชัดเจน ว่าเป็นคาบสีรุ้งที่อาจมีสาร VOC หรือ Volatile Organic Compounds หรือ สารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย

“สารนี้จะไม่มีอยู่ตามธรรมชาติ เกิดมาจากสารเคมีบางชนิดที่ทำให้มันเกิดสิ่งนี้บนผิวน้ำได้ แล้วจะเห็นว่าน้ำตรงนี้มีกลิ่นจริง ๆ ซึ่งในป่าแบบนี้ มันจะมีแค่กลิ่นหญ้าเน่า กับกลิ่นที่ไม่ได้เกิดจากหญ้าเน่า มันจะเป็นกลิ่นคล้าย ๆ สารเคมีอะไรสักอย่างจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งมันจะแยกออกชัดเจนนะ ระหว่างหญ้าเน่ากับกลิ่นที่เป็นสารเคมี ซึ่งตัวกายภาพที่บอกว่าคือ สีรุ้ง อันนี้น่าจะเป็นสาร VOC”

“มันจะไปคล้ายกับที่บ้านหัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ซึ่งไหลผ่านจากบริษัทประกอบกิจการคัดแยกและฝังกลบสิ่งปฏิกูล หรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตราย (105) รวมถึงนำน้ำมันหล่อลื่นที่ใช้แล้วหรือสารทำละลายมาผ่านกรรมวิธีทางอุตสาหกรรมเพื่อผลิตเป็นเชื้อเพลิงทดแทน ทำเชื้อเพลิงผสม ซ่อมและล้างบรรจุภัณฑ์ บดย่อยชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และทำอิฐบล็อก อิฐตัวหนอน จากสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตราย (106) ที่ สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7 (สคพ. 7 สระบุรี) และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดปราจีนบุรี เข้าตรวจสอบก่อนหน้านี้”

สุเมธ เหรียญพงษ์นาม

สุเมธ ย้ำว่าบริเวณตรงนี้สันนิษฐานเบื้องต้นได้ เพราะน้ำโดยปกติ ไม่มีสีนี้ และปีนี้น้ำท่วมหนัก แล้วกองขยะที่นี่ คือ บริเวณบ้านหนองตลาด ต.ลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ที่อยู่ต้นน้ำคลองเขาไม้แก้ว เกิดน้ำท่วมด้วยเช่นกัน

“ก่อนน้ำท่วมที่บ่อขยะหัวหว้า วันที่ 25 กันยายน เราเดินสำรวจบริเวณบ่อฝังกลบในพื้นที่หนองตลาด เราพบว่าน้ำจากโรงงานไหลล้นมาท่วมบ้านเรือนของชาวบ้าน และไหลต่อเนื่องในทิศทางที่ไหลมาลงคลองเขาไม้แก้ว ซึ่งเมื่อลองเอาน้ำมาดม พบว่ามีกลิ่นเหม็นคล้ายสารเคมี ไม่เหมือนน้ำปกติที่อยู่ตามธรรมชาติ ต่อมาถึงวันนี้ที่เรามาเดินสำรวจทางน้ำต่อที่คลองเขาไม้แก้ว ก็เจอน้ำที่เป็นสีนี้ เป็นสีรุ้งแล้วก็มีกลิ่นเหม็น ซึ่งต้นทางของน้ำมีแค่บ่อขยะกองนั้นและฟาร์ม ดังนั้นหน่วยงานก็ต้องลงมาดู ลงมาตรวจสอบว่าจริงเท็จอย่างไร”

“หลายกรณีที่เชื่อมโยงกัน ก่อนหน้านี้ตรวจแล้วสร้างผลกระทบ เนื่องจากสาร VOC ยังไงก็เป็นสารที่ก่อมะเร็งอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเพราะน้ำมันระเหยไป หรือมันไปเกาะตามน้ำที่ไหลไป เกาะตามยอดข้าว ลงไปในดินก็ไปปนเปื้อนอยู่ในดิน ซึ่งตรงนี้เราก็เป็นทุ่งนา แล้วตรงนี้เป็นประตูน้ำ อันนี้เป็นสิ่งที่เราพบด้านบนที่น้ำไหลมา ที่เราไปพบก็เห็นชัดเจนว่า น้ำมันออกมาจากบริเวณไหนของพื้นที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมาตรวจสอบต้องหาสาเหตุด้วยว่า มาจากที่ไหน”

สุเมธ เหรียญพงษ์นาม

สุเมธ ยังยกตัวอย่าง น้ำมันเป็นตัวกระจาย พื้นที่กองเดียวกัน เช่น หากพบแค่สัก 1 งาน พอเจอน้ำฝนเข้าไปชะ ลองจินตนาการว่าน้ำมันไหลไปไหน สารเคมีก็ไหลไปตามน้ำ ไม่ได้กระจุกอยู่แค่งานเดียวแล้ว มันก็ไหลไกล ขยายพื้นที่ สุดท้ายแล้วทุกคนก็ได้รับสารเคมีอยู่เหมือนเดิม ถ้าเรายังปล่อยไว้เป็นแบบนี้

หวั่นน้ำปนเปื้อนกระทบ ช้างป่า-แหล่งข้าวปลาอาหาร จี้หน่วยงานเร่งตรวจสอบ

ในระหว่างที่กำลังสำรวจคราบน้ำสีรุ้ง อาสาเฝ้าระวังและผลักดันช้างป่าบ้านนาคลองกลาง ซึ่งบินโดรนสำรวจพื้นที่ พบ เจ้าแข็งแกร่ง ช้างใหญ่อีกตัวที่หากินอยู่บริเวณนี้เป็นประจำ ซึ่งประเมินว่า ช้างกำลังมุ่งหน้ามาที่คลองเขาไม้แก้ว เพราะใกล้รอบเวลาที่จะเดินทางมากินและเล่นน้ำบริเวณนี้

ก่อนเดินทางออกจากพื้นที่ สุนทร บอกว่า นี่คือความน่ากังวลอย่างมาก เพราะแหล่งน้ำนี้ เป็นแหล่งน้ำสำคัญของที่อยู่ที่กินของช้างป่าเขาอ่างฤๅไน ที่หากินบริเวณนี้เป็นประจำ ทั้ง ข้าว อ้อย ที่ปลูกแถวนี้ก็เสี่ยงปนเปื้อน

“ความน่ากังวลก็คือ ตรงด้านล่างนี้ เป็นนาข้าวแต่ด้านบนที่น้ำไหลผ่านมา ก็เป็นอ้อย มันเป็นอะไรหลายอย่างที่เป็นพื้นที่ทางการเกษตรด้วย และเดี๋ยวมันจะเป็นฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว สิ่งที่เรากังวลอย่างมากว่ามันจะส่งผลกระทบกับคนในพื้นที่มันคือแหล่งอาหาร มันคือพื้นที่ของช่างป่า มันคือวงจรพืชอาหาร ข้าวก็จะถูกไปขายที่โรงสีและเข้าสู่เมืองใหญ่ รวมถึงอ้อยด้วย ก็เข้าหีบโรงน้ำตาลมันก็จะปนเปื้อนเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร สุดท้ายแล้วอาหารเหล่านี้ก็เดินทางไกลแล้วก็ไปหาทุกคนในสังคม”

สุนทร คมคาย

สุนทร ระบุด้วยสีหน้าที่มีความกังวล ว่าสุดท้ายแล้ว ห่วงโซ่อาหารของผู้บริโภคจะเต็มไปด้วยสารพิษสารเคมี ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่ที่เดียว เฉพาะปราจีนบุรี มีจุดลักลอบทิ้งขยะอุตสาหกรรมประเภท 105 และ 106 ที่พบกว่า 60 จุด ซึ่งทุกจุดมันก็จะถูกปนเปื้อนเข้าสู่แหล่งอาหารต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อยข้าวต่าง ๆ ปู ปลา ซึ่งเหมือนกับที่ อ.บ้านสร้าง ก็รับคราบน้ำมัน จาก บ้านสระมะเขือ คือตอนนี้มันทั่วพื้นที่ไปหมด

ขณะที่ ศิริพงษ์ ในฐานะตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่ บอกว่า คลองเขาไม้แก้ว เป็นแหล่งน้ำสายสำคัญ ที่ชาวบ้านในพื้นที่ จะมาหาปลา หาสัตว์น้ำ เป็นปกติอยู่แล้ว

ส่วนช้างป่าก็จะมาอาศัยน้ำจากคลองนี้ในการกิน การพักอาศัย เนื่องจากว่าคลองนี้เป็นต้นคลองที่มีป่า มีต้นไม้ปกคลุมอยู่ ข้างคลองก็จะเป็นนาข้าว มีแปลงอ้อย ช้างก็มาอาศัยอยู่ กินข้าวบ้าง กินอ้อยบ้าง แล้วก็พืชอาหารเหล่านี้ ก็ยังเป็นพืชอาหารของคนด้วย

“เราก็เกรงว่าจะมีการปนเปื้อนจากสารที่ก่อมะเร็งทั้งหลายกับพืชอาหารหรือว่าสัตว์น้ำที่อยู่ในคลอง จึงอยากให้หน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง เข้ามาเอาน้ำ เข้าไปตรวจให้หน่อยว่า ในน้ำมันมีสารปนเปื้อนอะไรที่จะสร้างปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพให้กับชาวบ้านบ้าง ก็จะได้ช่วยกันแก้ไข ถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาเพื่อที่จะเอาน้ำเราไปตรวจวิเคราะห์ผลให้มันชัดเจน”

ศิริพงษ์ โทบุญ

อย่างกรณีกองขี้ไก่ปนสายไฟและวงจรอิเลคทรอนิกส์ ที่โรยในไร่อ้อย ซึ่งเคยออกข่าวไปก่อนหน้านี้ ก็อยู่ไม่ไกลกับบริเวณนี้ อยู่ห่างประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งหน่วยงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องทั้งอุตสาหกรรมจังหวัด และ กรมควบคุมมลพิษ มาตรวจสอบ พบว่ามีค่าโลหะหนัก เช่นทองแดง เกินมาตรฐานถึง 40 กว่าเท่า ตั้งแต่ประมาณหลังกลางเดือนกันยายนแล้ว ตอนนี้ก็ยังเงียบอยู่ ยังไม่มีการแก้ไขหรือว่าจะมีวิธีการในการจัดการกองขี้ไก่นี้อย่างไร จึงขอฝากให้เจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลาย ทั้งเรื่องเก่า แล้วก็เรื่องใหม่ให้เร่งแก้ไข

“พื้นที่ตรงบ้านผม เป็นพื้นที่ต้นน้ำจริง ๆ ไหลจากตรงนี้ไปที่กบินทร์บุรี แม้ตรงนี้น้ำไม่ท่วม แต่ว่าน้ำฝนที่ตกต่อเนื่องก็จะพาไหลลงถึงบ้านสร้าง ปัจจุบันก็มีผลกระทบจากตรงนี้ด้วยเช่นกัน ก็อยากให้หน่วยงานเร่งแก้ไขจัดการกับปัญหาให้มันเบ็ดเสร็จเด็ดขาดสักที เพราะว่าถ้าเราไม่จัดการ มันก็จะมีการทำซ้ำๆอยู่อย่างนี้ ไม่จบไม่สิ้น สร้างปัญหาให้กับชุมชนประเทศชาติไม่จบไม่สิ้น”

“ผมอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่เกี่ยวกับเรื่องพืชอาหารเข้ามาตรวจสอบให้ชัด ก่อนที่จะออกไปเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร ตรวจสอบให้ชัดว่ามันมีการปลดเปื้อนหรือไม่ ทั้งข้าว หรืออ้อยพวกนี้ เอาไปตรวจก่อนว่ามันมีอะไรที่มันปนเปื้อน ซึ่งมันจะไปสร้างปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพหรือไม่ อยากได้ความคลายกังวลแล้วก็มีการแก้ไขเยียวยาให้เกษตรในพื้นที่เขาด้วย”

ศิริพงษ์ โทบุญ

อ้อยปนเปื้อนตัดส่งโรงงานน้ำตาล กังวลสารอันตราย สู่จานอาหารผู้บริโภค

สุนทร ยังตั้งคำถาม ว่าช่วงวันที่ 1 ธันวาคมที่จะถึงนี้ เป็นช่วงตัดอ้อยส่งโรงงานน้ำตาลเข้าหีบ แต่การที่ยังไม่สามารถหาต้นตอของคนที่ลักลอบน้ำขยะอิเลคทรอนิกส์มาปนกับกองขี้ไก่หว่านในไร่อ้อยได้ ซึ่งอ้อยก็ปนเปื้อน จะจัดการกับอ้อยแปลงนั้นอย่างไร เพราะต้องไม่ลืมว่าเมื่อส่งเข้าไรงงาน ก็จะถึงปาก ถึงจานอาหารผู้บริโภค หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องชัดเจนในการตรวจสอบควบคุม โรงงานน้ำตาลก็เช่นกันจะมีมาตรการอย่างไรเพื่อป้องกัน

โผล่เรื่อย ๆ กองกากอุตสาหกรรม สะท้อนปัญหาซ้ำซาก ที่ไม่เคยถูกแก้ไข

สุเมธ ยังบอกด้วยว่า การเจอคราบสีรุ้งในคลองเขาไม้แก้ว นอกจากสะท้อนภาพปัญหาการปนเปื้อนที่ขยายวงกว้าง แต่ยังตอกย้ำภาพปัญหาซ้ำ ๆ ที่ไม่เคยถูกแก้ไข

เพราะหากย้อนดูไทม์ไลน์ และความเชื่อมโยงปัญหานี้ ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2561 ที่โรงงานบ่อฝังกลบที่บ้านหนองตลาด ตั้งกิจการคัดแยกและฝังกลบสิ่งปฏิกูล หรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตราย (105) รวมถึงนำน้ำมันหล่อลื่นที่ใช้แล้วหรือสารทำละลายมาผ่านกรรมวิธีทางอุตสาหกรรมเพื่อผลิตเป็นเชื้อเพลิงทดแทน ทำเชื้อเพลิงผสม ซ่อมและล้างบรรจุภัณฑ์ บดย่อยชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และทำอิฐบล็อก อิฐตัวหนอน จากสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตราย (106)

ชาวชุมชนกรอกสมบูรณ์ อ.ศรีมาโพธิ ได้กลิ่นเหม็นฉุนรุนแรงแล้วก็มีฝุ่นควัน จึงรวมตัวกันประมาณ 800 คน ร้องไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด จนนำไปสู่การแก้ไขปัญหาโดยไตรภาคี ระหว่างภาครัฐ เอกชน และชาวบ้าน ได้ข้อมูลหลายอย่างว่าขบวนการด้านใดไม่เป็นไปตามใบอนุญาต ก็มีการปรับปรุงแก้ไขหลายเรื่อยมา แต่ว่าก็ไม่ได้แก้ไขปัญหาอะไรเสร็จสิ้น และยังคงพบมีการร้องเรียนอยู่เรื่อย ๆ

กระทั่งปี 2563 มีการทิ้งน้ำชะกากอุตสาหกรรม ในพื้นที่ไร่อ้อย ซึ่งอยู่เหนือคลองไม้แก้ว และอยู่ไม่ห่างจากบ่อขยะของบริษัทเดิมในปี 2561 ซึ่งมีการอ้างว่าเป็นน้ำกากน้ำตาล แต่เมื่อหลายหน่วยงาน รวมถึงภาคประชาชนไปตรวจสอบในแลป และพบว่าน้ำบริเวณนี้ไปมีลักษณะคล้ายกับน้ำชะกากของบ่อขยะที่ตั้งข้อสงสัย แต่ถึงตอนนี้เรื่องเงียบไป

จนล่าสุดสำรวจพบคราบสีรุ้ง ที่เชื่อว่ามีสาร VOC ไหลมาจากต้นน้ำ จึงถึงเวลาที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีความคืบหน้าในการตรวจสอบการปนเปื้อน การดำเนินการเอาผิดให้เกิดความชัดเจน ลงมาแก้ไขและฟื้นฟูพื้นที่

“ที่พูดมาทั้งหมด ไม่ได้พูดให้พี่น้องที่นี่เดือดร้อนเกษตรกรที่นี่เดือดร้อน แล้วให้ผู้บริโภคหวั่นกลัว แต่ต้องยอมรับ มาพิสูจน์ความจริงไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก อันนี้คือสิ่งที่เราจะต้องหันกลับมาพูดเรื่องนี้ด้วยความจริงใจ แล้วก็ยอมรับกับปัญหาที่เกิดขึ้น และร่วมมือกันแก้ปัญหากับประชาชน เพราะว่าวันนี้ประชาชนทั้งนั้นที่เป็นผู้ที่แจ้งเบาะแส ประชาชนทั้งนั้นที่เป็นผู้ที่บอกกับรัฐว่ามันกำลังเกิดปัญหาตรงไหนตรงบ้าง เหลืออย่างเดียว คือรัฐที่ยอมรับแล้วลงมาแก้ไขปัญหานี้ให้กับในพื้นที่ ให้คนทั้งประเทศหรือไม่”

สุเมธ เหรียญพงษ์นาม

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง โดยกลุ่มฅนรักษ์กรอกสมบูรณ์ ก็ยังคงส่งต่อข้อมูลปัญหาไปยังหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องให้มาตรวจสอบและแก้ไขปัญหาดังกล่าว และรอเวลาที่จะได้รับการแก้ไขปัญหาให้เสร็จสิ้นไป

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active