เครือข่ายฯ โต้ กพร. แจงข้อมูลบิดเบือนความจริง ปมผลกระทบเหมืองโปแตช ด่านขุนทด

‘เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่’ ย้ำ กพร. ชี้แจงสวนทางความจริง อ้างข้อมูลก่อนทำเหมืองไม่ครบ Baseline Data เพิ่งจัดทำหลังเริ่มโครงการ ถามจะพิสูจน์ผลกระทบจากอะไร ? ขณะที่ EIA-การมีส่วนร่วม ไม่ตรงความจริง เบี่ยงประเด็นทุนจีน-นอมินี ย้ำ ชาวบ้านมีแต่เสียกับเสีย รัฐ-เหมือง ไม่เคยแก้ปัญหา ทางฝั่ง กพร. ยืนยัน รับฟังประชาชน วางกลไกตรวจสอบ กำกับ เหมืองต่อเนื่อง ตั้งแต่ก่อนอนุญาตประทานบัตร พร้อมมีกองทุนเยียวยาชัดเจน หากพบความเสียหายจากการทำเหมืองจริง

กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม แถลงข่าว สืบเนื่องจากกระแสโซเชียลที่มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์และสื่อมวลชนเกี่ยวกับ ผลกระทบจากโครงการเหมืองแร่โปแตชในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะโครงการในพื้นที่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา 

โดยได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงยืนยันภาครัฐกำกับดูแลอย่างเข้มงวดชูเป้าหมายหลักในการดึงทรัพยากรแร่โปแตชมาใช้เพื่อลดต้นทุนปุ๋ยให้เกษตรกรพร้อมมาตรการเยี่ยวยาและกองทุนรองรับชัดเจน หากพบความเสียหายที่มาจากการทำเหมือง 

อดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เปิดเผยถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์และสื่อมวลชนเกี่ยวกับข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อมจากโครงการเหมืองแร่โปแตชในภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่า กพร.ไม่ได้นิ่งนอนใจและได้รับฟังทุกเสียงสะท้อนของประชาชน

โดยขอชี้แจงว่า กพร.ตรวจสอบและกำกับดูแลโครงการเหมืองแร่โปแตชอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ก่อนอนุญาตประทานบัตรให้ทำเหมืองผ่านกลไก ที่สำคัญเช่น

  1. แผนผังโครงการทำเหมืองที่กำหนดแผนและรายละเอียดการทำเหมืองใต้ดินตามหลักวิศวกรรม และความปลอดภัย
  1. รายงานEIAที่กำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมครอบคลุมการทรุดตัว ของแผ่นดินการแพร่กระจายของดินเค็มและการใช้น้ำ
  1. ข้อมูลฐานเปรียบเทียบ (Baseline Data ) ซึ่งจัดเก็บข้อมูลฐานด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพให้แล้วเสร็จก่อนเริ่มทำเหมืองหรือผลิตแร่เพื่อใช้เปรียบเทียบเมื่อมีข้อร้องเรียน 
  1. รายงานติดตามตรวจสอบ (Monitoring)ที่กำหนดให้โครงการเหมืองแร่โพแทชต้องติดตามระดับน้ำใต้ดินคุณภาพน้ำใต้ดินคุณภาพน้ำผิวดินคุณภาพดินและตรวจวัดการทรุดตัวจากหมุดหลักฐานตามบ่อและสถานี ตรวจวัดที่กำหนดทั้งในและรอบพื้นที่โครงการ
  1. การตรวจสอบแบบมีส่วนร่วมผ่านคณะกรรมการตรวจสอบการ ทำเหมืองใต้ดินแบบมีส่วนร่วมประกอบด้วยหน่วยงานราชการผู้มีสิทธิตรวจสอบซึ่งเป็นผู้แทนประชาชนในพื้นที่ประทานบัตรและผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านวิศวกรรมเหมืองแร่ธรณีเทคนิคและสิ่งแวดล้อมนอกเหนือจากการตรวจสอบของทางราชการ
  1. คณะกรรมการมวลชนสัมพันธ์เพื่อรับฟังและแก้ไขข้อห่วงกังวลของชุมชน

  2. กำหนดหลักประกันกรณีเกิดความเสียหายเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบที่เกิดจากโครงการเหมือง

ชี้ “ดินเค็ม” พื้นที่ ต.หนองไทร อ.ด่านขุนทด เกิดจากลักษณะคราบเกลือผิวดินมาแต่เดิม

สำหรับโครงการเหมืองแร่โปแตชในพื้นที่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ที่มีประเด็นปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์กรณีความเค็มของดินและการระบายน้ำเกลือลงบ่อน้ำชุมชนและแหล่งน้ำนั้นข้อมูลของ กรมพัฒนาที่ดิน ปี 2547 พบว่าบริเวณ ต.หนองไทร ที่เป็นข่าวเป็นพื้นที่ดินเค็มและปรากฏลักษณะของคราบเกลือบนผิวดินมาแต่เดิม และจากข้อมูลของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลพบว่า ส่วนใหญ่น้ำบาดาลมีสภาพเป็นน้ำเค็ม นอกจากนี้บางส่วนของพื้นที่ ต.หนองไทรตั้งอยู่บนแนวโดมเกลือที่มีความลึกจากผิวดินประมาณ 85-124 เมตร 

การละลายของสันโดมเกลือโดยน้ำบาดาลตามธรรมชาติทำให้เกิดน้ำบาดาลเค็มและบางบริเวณสามารถแพร่กระจายขึ้นมาสู่ผิวดินเกิดเป็นคราบเกลือบนผิวดินได้ซึ่งภาพถ่ายบริเวณวัดหนองไทร เมื่อปี2548และ ภาพถ่ายดาวเทียมย้อนหลังก่อนมีโครงการก็ปรากฏคราบเกลือบนผิวดินแล้วที่สำคัญคือผลตรวจของกรมควบคุมมลพิษและสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 11 ในปี 2558 ก่อนโครงการได้รับอนุญาตประทานบัตรให้ทำเหมืองพบน้ำในบ่อวัดหนองไทรเค็มถึง 64 กรัมต่อลิตร (น้ำทะเลมีค่า 35 กรัมต่อลิตร) ชี้ชัดว่าพื้นที่มีความเค็มมาแต่เดิม 

ทั้งนี้ระบุว่าที่ผ่านมาได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีความเค็มนี้หลายครั้งทั้งคณะกรรมการระดับจังหวัดและระดับกรมมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมตรวจสอบทั้งหมด โดยผลการตรวจสอบไม่สามารถชี้ชัดหรือยืนยันได้ว่าความเค็มของพื้นที่เกิดจากจากการทำเหมืองและไม่ปรากฏข้อมูลการปล่อยน้ำเค็มจากพื้นที่โครงการสู่แปลงนาหรือแหล่งน้ำธรรมชาติแต่อย่างใด

เหมืองออกแบบภายใต้มาตรการห้ามปล่อยน้ำออกจากพื้นที่โครงการเด็ดขาด

ทั้งนี้ โครงการทำเหมืองถูกออกแบบภายใต้มาตรการ Zero Discharge ห้ามปล่อยน้ำออกจากพื้นที่โครงการเด็ดขาด บ่อกักเก็บน้ำเกลือภายในพื้นที่โครงการต้องปูพื้นด้วยพลาสติกกันซึม (HDPE) และมีคันดินพร้อมคูน้ำล้อมรอบปัจจุบันมีการขุดอุโมงค์แนวดิ่งเพื่อไปสู่ชั้นแร่ 3 แห่ง มีการอัดฉีดซีเมนต์ผนึกน้ำรอบอุโมงค์ (GroutCurtain) ก่อนขุดซึ่งผลทดสอบการซึมผ่านต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดเสริมผนังอุโมงค์ด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กและติดตั้ง ChemicalSealRing พร้อมระบบสูบน้ำสำหรับกรณีฉุกเฉิน

กรณีการป้องกันปัญหาและตรวจสอบดินทรุดตัว กพร.กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องใช้เทคโนโลยี การถมกลับ (Backill) ซึ่งเป็นมาตรฐานแนวปฏิบัติสากลเช่นเดียวกับในประเทศแคนาดาและเยอรมนี้โดยนำหางแร่กลับลงไปถมในช่องว่างของเหมืองใต้ดินร่วมกับการทำเหมืองแบบห้องสลับเสาค้ำยันซึ่งช่วยเสริมความแข็งแรง ป้องกันปัญหาแผ่นดินทรุดตัวในระยะยาวโดยผลการตรวจวัดหมุดหลักฐานในเขตประทานบัตรเมื่อปี2568ไม่พบการทรุดตัวของผิวดินอย่างมีนัยสำคัญ 


(ภาพจาก : เพจ เหมืองแร่โปแตชแอ่งโคราช)

ไร้ทุนจีน-นอมินี ย้ำเอกชนไทยถือหุ้น 99%

สำหรับกรณีทุนจีนและนอมินี โครงการเหมืองแร่โปแตชในพื้นที่ จ.นครราชสีมา เป็นการลงทุนของภาคเอกชนที่ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายไทยโดยผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยถือหุ้นรวมกว่าร้อยละ99 ไม่ได้เป็นการแอบแฝงของกลุ่มทุนต่างชาติส่วนผู้รับเหมาต่างชาติเป็นเพียงผู้รับจ้างตามสัญญาไม่ได้รับสิทธิในการทำเหมืองหรือในแหล่งแร่รัฐบาลไทยไม่ได้มีสถานะเป็นผู้ร่วมทุนในโครงการดังกล่าวตามที่ถูกกล่าว

อ้างบทบาทของ กพร. คือ หน่วยงานกำกับดูแลที่ต้องปกป้องผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นอันดับแรกหาก พบว่าผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามแผนผังโครงการและเงื่อนไขที่กำหนด กพร.มีอำนาจเต็มในการสั่งระงับการประกอบการทันที 

สำหรับกรณีโครงการเหมืองแร่โปแตชในพื้นที่ จ.อุดรธานี ซึ่งอยู่ระหว่างเสนอเรื่องขอเพิ่มทุน จดทะเบียนเป็น 12,200 ล้านบาทเศษให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา โดยโครงการมีผู้ถือหุ้นเป็นของไทยร้อยละ 50.1 และเป็นของบริษัทต่างชาติร้อยละ 49.90 จึงมีโครงสร้างผู้ถือหุ้นเป็นไปตามที่กฎหมายไทยกำหนดโดยการขอเพิ่มทุนจดทะเบียนดังกล่าวก็เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งทางการเงินให้สามารถเร่งดำเนินการผลิตแร่โพแทชให้เป็นไปตามแผนงานก่อให้เกิดการจ้างงานในท้องถิ่นทั้งทางตรงและทางอ้อมลดการพึ่งพาการนำเข้าปุ่ยโพแทสเซียมจากต่างประเทศและช่วยเกษตรกรไทยทั้งประเทศได้ใช้ปุ่ยโพแทสเซียมในราคาที่ถูกลง

อ้างผล SEA วิเคราะห์ทั้งระบบ พบ คนอีสาน “หนุน” พัฒนาเหมืองโปแตชบางพื้นที่

กรณีให้มีการจัดทำ SEA ของภาคอีสานทั้งระบบนั้น ได้เคยมีการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) การพัฒนาเหมืองแร่โปแตชเมื่อ ปี 2555 แล้ว โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ได้วิเคราะห์ความสอดคล้องระหว่างศักยภาพของพื้นที่กับทางเลือกในการพัฒนาโครงการศึกษาวิเคราะห์และประเมินผลใน 4 มิติได้แก่มิติด้านสิ่งแวดล้อม, มิติด้านเศรษฐกิจ, มิติด้านสังคม และมิติด้านเทคโนโลยี 

และได้เลือกพื้นที่ จ.อุดรธานี, สกลนคร, ชัยภูมิ และนครราชสีมา ดำเนินการโครงการซึ่งผลการศึกษา พบว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียส่วนใหญ่ได้เลือกทางเลือกในการพัฒนาเหมืองแร่โปแตชบางพื้นที่ อย่างมีเงื่อนไขเป็นทางเลือกสูงสุดร้อยละ 63.16 ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสนับสนุนการพัฒนาเหมืองแรโปแตช 

กพร.ขอยืนยันว่า แผนผังโครงการทำเหมืองและรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) มีผลผูกพันทางกฎหมายหากการประกอบกิจการสร้างความเสียหายผู้ประกอบการไม่สามารถปัดความรับผิดชอบได้ นอกจากนี้โครงการเหมืองแร่โปแตชทุกโครงการมีการจัดตั้งกองทุนดูแลชุมชนและพัฒนาท้องถิ่น  

รวมถึงสนับสนุนการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบโครงการโดยโครงการเหมืองแร่โปแตช จ.นครราชสีมา มี 6 กองทุนวงเงินรวม 365 ล้านบาทและจัดทำประกันภัยกรณีการทรุดตัวของพื้นที่วงเงิน 20 ล้านบาท ส่วนโครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี มี 9 กองทุนวงเงินรวม 3,150 ล้านบาทและจัดทำประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก 500 ล้านบาทกองทุนประกันความเสี่ยง 100 ล้านบาท และหลักประกันการฟื้นฟูพื้นที่และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ 1,856 ล้านบาท 

“การพัฒนาอุตสาหกรรมต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตาม มาตรฐานด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมสูงสุดหากผลการตรวจสอบพบว่ามีการละเมิดมาตรการด้านความปลอดภัยหรือสิ่งแวดล้อมก็พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดเพื่อปกป้องประชาชนและสิ่งแวดล้อมโดย กพร.พร้อมเปิดรับฟังข้อมูลจากทุกภาคส่วนและจะดำเนินการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้แร่โพแทชเป็นฟันเฟืองสำคัญที่สร้างความมั่งคั่งให้เศรษฐกิจไทยและอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง”

อดิทัต วะสีนนท์

เครือข่ายประชาชน โต้ กพร. บิดเบือนข้อเท็จจริง

ด้าน จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ ให้ความเห็นกับ The Active ต่อกรณีการชี้แจงประเด็นผลกระทบจากการทำเหมืองโปแตชของ กพร. โดยยอมรับว่า ผิดหวังกับสิ่งที่ กพร.แถลง เพราะแทบทุกเรื่องเป็นข้อมูลที่บิดเบือนข้อเท็จจริง และคือความไม่ตรงไปตรงมาของของรัฐบาลรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังออกมาพูดแบบนี้

จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่

จุฑามาส ไล่แต่ละประเด็นที่ให้เหตุผลอ้างว่า กพร. บิดเบือน สิ่งแรกคือกรณีเรื่องของแผนผังโครงการทำเหมือง ที่บอกว่าทำตามดำเนินการตามขั้นตอนทุกอย่างซึ่งอันนี้ไม่ใช่ข้อเท็จจริง เหมืองแร่แห่งนี้ไม่ปฏิบัติตามแผนผังโครงการทำเหมืองมาตั้งแต่ต้น เป็นสาเหตุสำคัญของผลกระทบที่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นกรณีการไม่ปูผ้ายาง HDPE การขุดบ่อน้ำที่ไม่ตรงตามแผนผังโครงการ มีการลักลอบทำก่อน ซึ่งอุตสาหกรรมจังหวัดก็เป็นผู้แจ้งความดำเนินคดีเองด้วยซ้ำ 

แต่ทาง กพร. กลับออกมาบอกว่า มีการทำตามแผนผังโครงการทำเหมืองที่มีมาตรฐานทุกประการ เรื่องนี้ไม่ถูกต้องแน่นอน ถือเป็นความไม่ตรงไปตรงมาของ กพร.

EIA ขาดความน่าเชื่อถือ

ประเด็นต่อมา คือ เรื่อง EIA ฉบับแรกที่ผ่าน และการได้รับประทานบัตรโครงการเหมืองแร่โปแตช เป็น EIA ที่เชื่อถือได้ยาก เครือข่ายฯ อ้างว่าได้ใช้กลไกของกรรมาธิการหลายครั้ง รวมถึงหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งสิ่งแวดล้อมภาค 11 และหน่วยงานรัฐอื่น ๆ ที่ได้เห็นผลการตรวจวัดค่าความเค็ม และค่าของแข็งละลายน้ำที่อยู่ใน EIA ฉบับแรก ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า EIA ฉบับนี้ไม่มีความน่าเชื่อถือ เพราะตัวเลขเหล่านี้ไม่มีโอกาสเป็นไปได้เลย

“จึงเป็นสิ่งที่เชื่อถือไม่ได้ ซึ่งชาวบ้านได้ร้องเรียนเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่ทาง กพร. หรือสำนักงานนโยบายและแผน ก็ไม่ยอมชี้แจงให้เราฟังว่าตัวเลขเหล่านี้มีที่มาอย่างไรทุกคนสามารถไปเปิดอ่าน EIA ฉบับแรกได้เลย จะเห็นว่าตัวเลขของหน่วยการวัดค่าความเค็ม ค่าของแข็งละลายน้ำ และค่าการนำไฟฟ้า สวนทางกันโดยสิ้นเชิง”

จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ

ไม่มีข้อมูลพื้นฐาน (Baseline Data) ก่อนมีเหมือง

ประเด็นที่สาม คือ Baseline Data ซึ่งควรเป็นข้อมูลพื้นฐานก่อนที่จะมีเหมือง หลักการควรเป็นแบบนั้น แต่ Baseline Data ของที่นี่เพิ่งมาทำประมาณปี 2560-2561 เพราะฉะนั้น การที่ กพร. บอกว่าเหมืองแห่งนี้มี Baseline Data อยู่แล้ว จึงไม่เป็นความจริง

“เราผ่านคณะทำงานระดับจังหวัดและกลไกของกรรมาธิการหลายชุด และมีหลักฐานชัดเจนว่าเขาไม่มี Baseline Data ก่อนการทำเหมืองรวมถึงบริษัทที่เข้ามาทำ Baseline Data ให้ ก็ไม่รู้ว่าจะเชื่อถือได้หรือไม่ เพราะที่ตั้งของบริษัทแทบจะเป็นที่ตั้งเดียวกันกับเจ้าของ บริษัทไทยคาลิ จึงต้องตั้งคำถามว่าข้อมูลแบบนี้สมควรที่จะเชื่อถือหรือไม่”

จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ

ที่สำคัญทั้ง Baseline Data และรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)ไม่มีข้อมูลของแหล่งน้ำสาธารณะในพื้นที่เลยไม่มีการตรวจวัดค่าความเค็มหรือเก็บข้อมูลพื้นฐานของแหล่งน้ำสาธารณะในพื้นที่ไว้ มิหนำซ้ำ ยังระบุว่าในพื้นที่ 50 เมตรรอบโครงการไม่มีแหล่งน้ำสาธารณะ 

“คำถามคือ ในรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเขียนแบบนี้ได้อย่างไร เพราะจากที่ไทยพีบีเอสลงพื้นที่ หรือจากข้อมูลที่พวกเรามี ก็เห็นชัดเจนว่ารอบพื้นที่โครงการมีแหล่งน้ำจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นหนองมะค่านอก หนองมะค่าใน หรือแหล่งน้ำของวัดหนองไทร สิ่งเหล่านี้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์เรายังมีหนังสือ นสล.จากหน่วยงานราชการยืนยันด้วยว่าเป็นแหล่งน้ำสาธารณะในพื้นที่ แต่แหล่งน้ำเหล่านี้ไม่เคยถูกตรวจสอบและเก็บข้อมูลBaseline Dataไว้เลย”

จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ

นอกจากนี้ ยังมีการออกมาระบุว่าในปี 2558 บ่อน้ำของวัดหนองไทรมีค่าความเค็มสูงอยู่แล้ว เรื่องนี้ จุฑามาส ชี้ว่า ต้องย้อนกลับไปดูว่าบ่อน้ำของวัดหนองไทรได้รับผลกระทบตั้งแต่เมื่อไร เพราะเหมืองแร่แห่งนี้มีการขุดบ่อน้ำของตัวเอง ซึ่งเราไม่ทราบข้อมูล เนื่องจากไม่เคยมีการตรวจวัดค่าความเค็มหรือเก็บข้อมูลพื้นฐานไว้

“บ่อน้ำของบริษัทที่อยู่ติดกับบ่อน้ำของวัดหนองไทร มีการขุดและใช้งานมาตั้งแต่ ปี 2557 เพราะฉะนั้น การอ้างอิงข้อมูลบ่อน้ำของวัดในปี 2558 แล้วบอกว่ามีความเค็มอยู่เดิมจึงไม่ถูกต้อง เพราะปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อความเค็มในพื้นที่เกิดขึ้นแล้ว”

จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ

ย้ำ “การมีส่วนร่วม” สวนทางความจริง

อีกประเด็นคือ เรื่องการมีส่วนร่วม โดยเฉพาะคำกล่าวที่ว่าผู้มีสิทธิ์ตรวจสอบการทำเหมืองมีส่วนร่วมในกระบวนการ โดยไม่รู้ว่าเขากล้าพูดได้อย่างไรว่ามีกระบวนการที่ให้ประชาชนเข้าร่วม

เพราะไม่ว่าจะผ่านกลไกใด ในฐานะผู้ได้รับผลกระทบ ชาวบ้านไม่เคยมีสิทธิ์หรือได้รับโอกาสเข้าไปตรวจสอบภายในเหมืองเลย แม้จะมีคณะทำงานระดับจังหวัดที่เราเป็นกรรมการร่วม แต่บริษัทก็ยังไม่อนุญาตให้ตัวแทนกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด เข้าไปตรวจสอบในพื้นที่เลย จึงมองว่าการมีส่วนร่วมที่อ้างไม่เป้นไปตามความจริง ถูกบิดเบือนและทำให้คนเข้าใจผิดว่าเหมืองแห่งนี้มีมาตรฐาน ทั้งที่ไม่เคยมีมาตรฐานใด ๆ เลย

สำหรับการอ้างอิงข้อมูลจากกรมพัฒนาที่ดิน โดยเฉพาะแผนที่ความเค็ม หากไปดูในแผนที่จะพบว่ากรมพัฒนาที่ดินระบุว่าเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพความเค็ม แต่ไม่ได้ระบุว่ามีความเค็มเท่าไร หรือมีความเค็มอย่างไร

แต่ผลการตรวจสอบของคณะทำงานระดับจังหวัดและ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน ที่นำไปตรวจวัด พบว่า ค่าความเค็มในพื้นที่โฟกัสแอเรียสูงกว่าพื้นที่โดยรอบอย่างมหาศาล แต่สิ่งเหล่านี้กลับไม่เคยถูกพูดถึง

“เพราะฉะนั้นการบอกว่าพื้นที่นี้เค็มอยู่แล้ว แต่ไม่ยอมแสดงตัวเลขว่ามีความเค็มอยู่เท่าไร จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างมีปัญหา เพราะในพื้นที่เทียบเคียงกันภายในอำเภอเดียวกัน อย่างบ้านจะบู ซึ่งมีการต้มเกลืออยู่แล้ว ค่าความเค็มของแหล่งน้ำอยู่ที่ 12 PPT แต่ค่าความเค็มที่ตำบลหนองไทร หนองมะค่านอก และหนองมะค่าใน อยู่ที่ 90-120 PPT คำถามคือ ความเค็มระดับนี้จะเป็นความเค็มตามธรรมชาติได้อย่างไร และมีข้อมูลอะไรมาใช้เปรียบเทียบ ในเมื่อไม่มีการเปิดเผยตัวเลขเหล่านี้”

จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ

ตั้งคำถามกรณีทุนจีน-นอมินี ชี้ กพร. เบี่ยงประเด็นจากบริษัทรับเหมาก่อสร้างอุโมงค์

อีกหนึ่งสิ่งที่ จุฑามาศ ตั้งคำถามคือกรณีทุนจีนและนอมินี จากแถลงของ กพร. มองว่า เป็นการเบี่ยงประเด็น เนื่องจากการตั้งคำถามของชาวบ้านไม่ได้ถามเฉพาะ บริษัท ไทยคาลิ แต่ไปพบข้อมูลว่าผู้ถือหุ้นใหญ่ของไทยคาลิ ในปัจจุบันคือ บริษัทบางจาก

แต่สิ่งที่ชาวบ้านตั้งคำถามเพิ่มเติม คือบริษัทที่เข้ามารับเหมาก่อสร้างอุโมงค์ ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติไทยนั้น ได้สัญชาติไทยมาด้วยกรรมวิธีแบบไหน นี่คือสิ่งที่ กพร. ไม่พูดถึง แต่กลับบ่ายเบี่ยงไปว่ามีการทำสัญญาต่าง ๆ ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเป็นการหลบเลี่ยงการตรวจสอบอย่างชัดเจน

“กรณีที่มีการยึดทรัพย์ ทั้งของ เบน สมิธ และ ยิม เลี๊ยบ ตามที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้ โดยในบริษัทไทยคาลิ เองก็มีหุ้นของวิรินยา ยิม ซึ่งเป็นภรรยาของ ยิม เลี๊ยบ ถือหุ้นอยู่ด้วย แต่ กพร. เลือกที่จะไม่พูดถึงเรื่องนี้ และเบี่ยงประเด็นไปที่การมีคนไทยถือหุ้น 99 เปอร์เซ็นต์ ในบริษัทไทย ซึ่งไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญอยู่ที่บริษัทรับเหมาก่อสร้างจีนที่เข้ามา ซึ่งเป็นเรื่องของนอมินีที่เรากำลังพูดถึงและพูดถึงมาโดยตลอด อยู่ในส่วนนี้ต่างหาก หากไล่เรียงตามประเด็นที่กล่าวมา ก็แทบไม่มีเรื่องใดที่มีความตรงไปตรงมาเลย”

จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ


(ภาพจาก : เพจ เหมืองแร่โปแตชแอ่งโคราช)

ชี้ชาวบ้านด่านขุนทดมีแต่เสียกับเสีย

จุฑามาส ยังบอกอีกว่า เรื่องเหล่านี้เชื่อมโยงกับ EIA เนื่องจากเมื่อสุดท้ายแล้วไม่มี Baseline Data ก็เท่ากับผลักความรับผิดชอบและภาระการพิสูจน์มาให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ แล้วก็ตัดสินเอาเองว่านี่คือความเค็มตามธรรมชาติทั้งที่ไม่เคยตรวจสอบหรือระบุเลยว่าความเค็มตามธรรมชาติก่อนหน้านี้มีค่าเท่าไร

เรื่องนี้ไม่ถูกต้องในกระบวนการและวิธีการที่ควรจะเป็นส่วนการบอกว่ามีกองทุนหรือเงินประกันหากท้ายที่สุดหน่วยงานเลือกที่จะเพิกเฉยต่อกระบวนการตรวจสอบแล้วเงินประกันจะถูกนำมาใช้ได้อย่างไร

“จริง ๆ แล้วพระราชบัญญัติแร่กำหนดให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผลกระทบต้องมาจากผู้ก่อมลพิษ แต่หลักการข้อนี้ไม่เคยถูกนำมาใช้เลย เพราะหน่วยงานรัฐกลัวว่าจะถูกบริษัทฟ้องร้อง ทำให้ภาระตกมาอยู่กับประชาชน”

จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ

พร้อมทั้งขยายความเรื่องพระราชบัญญัติแร่ ที่ใช้ในการทำเหมืองแร่ที่ด่านขุนทดว่า ซึ่งไม่ได้รับค่าลอดใต้ถุน และไม่ได้รับค่าชดเชยจากการใช้ที่ดิน โดยมีการอ้างว่าได้รับประทานบัตรก่อนที่พระราชบัญญัติแร่ฉบับใหม่จะบังคับใช้

นั่นหมายความว่า คนในพื้นที่ด่านขุนทดมีแต่เสียกับเสีย และไม่เคยได้รับหลักประกันที่จะคุ้มครองใด ๆ เลย เรื่องนี้อาจเชื่อมโยงไปถึงการสำรวจแร่ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วภาคอีสานด้วย เพราะผลกระทบจากการสำรวจแร่รุนแรงมาก โดยเฉพาะเรื่องความเค็มและการปนเปื้อนในดินและน้ำ ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงที่เข้ามาสำรวจแร่แล้ว

การสำรวจแร่เกิดขึ้นโดยไม่มีมาตรการป้องกัน และมีการหลอกชาวบ้านว่าเป็นการฝึกเจาะน้ำบาดาล แน่นอนว่าผลกระทบเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทันใด แต่เมื่อเวลาผ่านไปเกือบ 10 ปี จึงเริ่มเห็นว่าผลผลิตไม่เท่าเดิม พื้นที่รอบหลุมสำรวจแร่เดิมใช้ประโยชน์ไม่ได้ และกลายเป็นดินเค็ม

“นี่คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่มีใครรับผิดชอบ เพราะถือว่าสำรวจแร่ไปแล้วก็จบกันไป ประเทศไทยไม่ได้มีมาตรการใด ๆ ที่จะคุ้มครองพื้นที่ที่ถูกสำรวจด้วยซ้ำเมื่อมาตรฐานการสำรวจแร่และมาตรฐานการทำเหมืองของเราต่ำ แทบไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่คุณจะบอกว่าทุกอย่างเป็นไปตามมาตรฐานแล้วจะดี เพราะมาตรฐานของเราต่ำ นี่คือปัญหา”

จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ

ส่วนความพยายามเดินหน้าทำเหมืองแร่โปแตชในพื้นที่ต่อจากนี้นั้น จุฑามาส มองว่าควรเกิดกระบวนการตรวจสอบอย่างจริงจังมากกว่านี้ โดย กพร. เองก็เป็นคู่ขัดแย้งด้วยซ้ำ เพราะเป็นหน่วยงานที่อนุมัติโครงการ จึงควรมีกระบวนการตรวจสอบที่มีหน่วยงานอื่น ๆ เข้ามาร่วมด้วย เพื่อให้เกิดความไว้วางใจ เพราะตอนนี้ชาวบ้านไม่ไว้วางใจต่อรัฐ โดยเฉพาะกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ชาวบ้าน ไม่สามารถไว้วางใจหน่วยงานนี้ได้ ด้วยเหตุผล คือ

ประการแรก กพร.เป็นผู้อนุมัติโครงการ

ประการที่สอง ในกระบวนการตรวจสอบที่ผ่านมา ไม่เห็นถึงความจริงจังในการตรวจพิสูจน์ใด ๆ ในพื้นที่เลย ซึ่งชี้ชัดว่า ตอนนี้ควรหยุดกระบวนการทำเหมืองไว้ก่อน แล้วมาตรวจสอบหาสาเหตุว่าความเค็มที่เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างผิดปกติ ทั้งในดินและน้ำ เกิดจากอะไรกันแน่ ทำไมจึงมีน้ำผุดขึ้นมาบนผิวดินตลอดเวลา

อุโมงค์แนวเอียงเดิมที่ถูกน้ำทะลักเข้าท่วม ปัจจุบันมีการปนเปื้อนของแหล่งน้ำใต้ดินจริงหรือไม่ ผลกระทบต่อแหล่งน้ำใต้ดินตอนนี้ไปถึงไหนแล้วสิ่งเหล่านี้ไม่เคยถูกพูดถึงและไม่เคยถูกตรวจสอบเลย และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแหล่งน้ำใต้ดินในพื้นที่ประทานบัตรมีทิศทางการไหลอย่างไร มีความแรงของน้ำใต้ดินเท่าไร สิ่งเหล่านี้ไม่เคยถูกเปิดเผย แต่ผลกระทบเกิดขึ้นทุกวัน

“เพราะฉะนั้น ควรหยุดกระบวนการทำเหมืองแล้วมาตรวจสอบกันอย่างจริงจัง เพราะพื้นที่นี้เกิดผลกระทบแล้วหากเรายังปล่อยให้พื้นที่ด่านขุนทดเป็นแบบนี้ต่อไปโดยไม่มีการตรวจสอบ ก็อย่าหวังเลยว่ามาตรฐานการทำเหมืองของเราจะดีขึ้น เพราะผู้ประกอบการก็จะใช้กระบวนการและวิธีการเดิม ๆ เรื่องแหล่งน้ำใต้ดินและภัยพิบัติจากความเค็ม ไม่สามารถปล่อยให้เกิดขึ้นแล้วค่อยแก้ไขได้ เพราะปัจจุบันแทบไม่มีทางแก้ปัญหาดินเค็มและน้ำเค็มได้อยู่แล้ว เรารู้กันดีว่าไม่ควรปล่อยให้ปัญหาสายเกินไป ไม่ควรปล่อยให้อีสานพังก่อน หรือรอให้วัวหายแล้วค่อยล้อมคอก”

จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active