แจงใช้สิทธิ์บัตรทองหน่วยนวัตกรรม ไม่จำกัดแค่ 2 ครั้ง/ปี – ยืนยันใบหน้าเพิ่มความโปร่งใส

เลขาฯ สปสช. ชี้ไม่กระทบผู้รับบริการ ผู้สูงอายุ–เด็กยังใช้สิทธิ์ได้ ระบุ ตัวเลขเฉลี่ย 2.9 ครั้ง/คน/ปี เป็นเพียงข้อมูลเชิงสถิติของผู้เจ็บป่วยเล็กน้อย ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะถูกจำกัดสิทธิ์ไว้ที่ 2 ครั้งเท่านั้น ยืนยัน หน่วยบริการนวัตกรรมไปต่อ แม้เปลี่ยนรัฐบาล

วันนี้ (9 ม.ค. 68) นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ลงพื้นที่สำรวจความพร้อมระบบ ยืนยันตัวตนด้วยใบหน้า การเข้าใช้หน่วยนวัตกรรม 30 บาทรักษาทุกที่ ที่ร้านยาย่านเมืองทองธานี จ.นนทบุรี  โดยชี้แจงว่า ระบบดังกล่าวไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นระบบมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ในภาคการเงินและการทำธุรกรรมสำคัญ เช่น การโอนเงินจำนวนมาก ซึ่งต้องมีการสแกนใบหน้าและยืนยันอัตลักษณ์หลายขั้นตอน

สปสช. ได้นำระบบยืนยันตัวตนด้วยใบหน้าที่ใช้อยู่แล้วในภาคการเงินมาปรับใช้ โดยได้รับความร่วมมือจากกระทรวงมหาดไทยในการเชื่อมระบบฐานข้อมูล รวมถึงการเสริมความมั่นใจจากระบบของธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง

“ในเชิงการพิสูจน์ตัวตน เราเชื่อมั่นว่าระบบนี้มีความแม่นยำแน่นอน เพราะตัวบุคคลต้องมาด้วยตัวเอง สิ่งที่กังวลในช่วงแรกคือเรื่องเวลาและอุปสรรคในการใช้งานจริง”

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. ลงพื้นที่สำรวจความพร้อมระบบยืนยันตัวตนด้วยใบหน้า
การเข้าใช้หน่วยนวัตกรรม 30 บาทรักษาทุกที่

ลงพื้นที่ยืนยัน ใช้งานจริงไม่มีปัญหา เพิ่มเวลาเพียงไม่กี่วินาที

เลขาธิการ สปสช. บอกอีกว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบหน้างาน พบว่าหน่วยบริการที่ทำหน้าที่สแกนใบหน้าโดยใช้โทรศัพท์มือถือสามารถดำเนินการได้โดยไม่มีปัญหา เพิ่มขั้นตอนเพียงเล็กน้อย และใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที

“ตอนแรกเราก็คิดว่าจะมีอุปสรรค ใช้ยากหรือไม่ แต่จากการฟังหน้างานยืนยันว่าไม่มีปัญหา จึงขอย้ำว่าเจตนารมณ์ของระบบนี้คือการทำให้ระบบมีความมั่นใจ โปร่งใส และลดข้อครหาการสวมสิทธิ ไม่ได้ต้องการสร้างความยุ่งยากให้ประชาชนหรือหน่วยบริการ”

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี

ผู้สูงอายุ-เด็ก ไม่มีสมาร์ทโฟน ก็ใช้สิทธิ์ได้

สำหรับความกังวลของประชาชนบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ไม่มีสมาร์ทโฟน และเด็กที่ยังไม่สามารถใช้ระบบสแกนใบหน้าได้ เนื่องจากลักษณะใบหน้ายังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นพ.จเด็จ ยืนยันว่า ทุกคนยังสามารถเข้ารับบริการได้ตามปกติ

ในกรณีดังกล่าว หน่วยบริการจะเป็นผู้ช่วยสร้าง QR Code แทน โดยต้องมีการยืนยันร่วมกันอย่างน้อย 2 ฝ่าย เพื่อยืนยันว่ามีทั้งผู้ให้และผู้รับบริการอยู่จริง

“คนที่ไม่สามารถสแกนใบหน้าได้ ไม่ต้องกังวล สามารถเดินเข้ามารับบริการได้เลย ระบบถูกออกแบบมาให้ดูแลทุกกลุ่ม”

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี

‘ระบบโควตา–คูปอง’ ไม่ใช่จำกัดสิทธิ์ แต่เพิ่มการตรวจสอบ

เลขาธิการ สปสช. ยังชี้แจงระบบโควตาหรือระบบคูปอง ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อจำกัดการเข้าถึงบริการ แต่เป็นเครื่องมือเสริมเพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการใช้งบประมาณ และแก้ปัญหาที่ผ่านมา ซึ่งมีข้อกล่าวหาว่าบางหน่วยบริการอาจมีการเบิกจ่ายเกินความจำเป็นหรือไม่ถูกต้อง

“ที่ผ่านมาเราตรวจสอบพบว่ามีกรณีลักษณะนี้จริง หากไม่มีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง ก็จะเป็นปัญหา เราจึงกำหนดให้ก่อนเข้ารับบริการ ต้องมีคูปองหรือ QR Code ซึ่งไม่ใช่กระดาษ แต่เป็นระบบดิจิทัล”

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี

ระบบดังกล่าวจะช่วยยืนยันว่ามีทั้งผู้ให้และผู้รับบริการร่วมกัน ต่างจากในอดีตที่บางกรณีอาจเกิดจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดำเนินการ ทำให้การตรวจสอบอ่อนลง

ไม่ยึด 2 ครั้งต่อปี ย้ำดูความจำเป็นเป็นหลัก

นพ.จเด็จ ยังชี้แจงกรณีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องการจำกัดจำนวนครั้งในการรับบริการว่า ตัวเลขเฉลี่ย 2.9 ครั้งต่อคนต่อปี เป็นเพียงข้อมูลเชิงสถิติของผู้ป่วยโรคเจ็บป่วยเล็กน้อย (Common illness) ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะถูกจำกัดสิทธิไว้ที่ 2 ครั้งเท่านั้น

“ค่าเฉลี่ยหมายความว่าบางคนมา 1 ครั้ง บางคนมา 3–4 ครั้ง ไม่ได้มีใครมา 2.9 ครั้งจริง ๆ ดังนั้น หากตีความว่า 1 คนใช้ได้ไม่เกิน 2 ครั้ง จะไม่ถูกต้อง คนที่มีความจำเป็นยังสามารถรับบริการได้”

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี

ใช้ AI ติดตามแบบเรียลไทม์ พบผิดปกติลงตรวจทันที

เลขาธิการ สปสช. ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ระบบใหม่จะใช้เทคโนโลยี AI และการติดตามแบบเรียลไทม์ เมื่อมีการสแกนใบหน้าหรือใช้ QR Code ระบบจะแสดงทันทีว่ามีการใช้บริการกี่ครั้ง อยู่ในพื้นที่ใด หากพบการใช้บริการซ้ำถี่ผิดปกติในจุดเดียวกัน จะส่งทีมลงตรวจสอบทันที ไม่ต้องรอการตรวจย้อนหลังเหมือนในอดีต

“นี่คือระบบสร้างความโปร่งใส ไม่ใช่ระบบบั่นทอนการเข้าถึงบริการ”

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี

สื่อสารใหม่ ไม่ต้องพูดจำนวนครั้ง ให้ย้ำ “ขอคูปองก่อน”

นพ.จเด็จ ระบุว่า แนวทางการสื่อสารกับประชาชนจากนี้ ไม่จำเป็นต้องเน้นจำนวนครั้งในการใช้บริการต่อปี แต่ควรย้ำให้เข้าใจขั้นตอนการยืนยันตัวตนและการขอคูปองก่อนเข้ารับบริการเป็นหลัก

โดยประชาชนสามารถขอคูปองผ่านระบบ Line ของ สปสช. ซึ่งเชื่อว่าคนไทยกว่า 80% ใช้งาน Line อยู่แล้ว เมื่อขอสำเร็จ ระบบจะออก QR Code ให้ใช้ภายใน 6 ชั่วโมง สามารถนำไปใช้ที่หน่วยบริการใดก็ได้

ยืนยันหน่วยบริการนวัตกรรมไปต่อ แม้เปลี่ยนรัฐบาล

นพ.จเด็จ ยังกล่าวในภาพรวมว่า หน่วยบริการนวัตกรรมยังคงเดินหน้าต่อไป แม้มีการเปลี่ยนรัฐบาล เนื่องจากช่วยแบ่งเบาภาระโรงพยาบาล ลดความแออัด และเพิ่มความสะดวกให้ประชาชน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ที่รัฐบาลปัจจุบันยืนยันเดินหน้าต่อ

นอกจากนี้ สปสช. ยังพัฒนานวัตกรรมเชื่อมข้อมูลการใช้สิทธิ์ผ่านระบบ Line และ Health link โดยหลังรับบริการ ประชาชนจะได้รับการแจ้งเตือนบนโทรศัพท์มือถือ แสดงข้อมูลการใช้สิทธิ์และมูลค่าบริการ เพื่อให้ตรวจสอบได้ทันที และสามารถร้องเรียนได้หากพบการสวมสิทธิ์

“หากมีแจ้งเตือนขึ้นมาว่าเราใช้สิทธิ์ แต่เราไม่ได้ไป แสดงว่ามีปัญหา และต้องร้องเรียนทันที ระบบนี้จะช่วยป้องกันการสวมสิทธิ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม”

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี

ร้านยาคู่สัญญา สปสช. ชี้ระบบยืนยันตัวตนช่วยคัดกรองผู้ป่วยจริง

ภก.อุเทน บุญญาสัย และ ภญ.พรวิมล จิตรัตนโสภณ ตัวแทนร้านยาคู่สัญญากับ สปสช. ให้ความเห็นต่อการปรับระบบหน่วยบริการนวัตกรรม โดยเฉพาะการนำระบบยืนยันตัวตนด้วยใบหน้าและระบบโควตาเข้ามาใช้ว่า เป็นแนวทางที่ช่วยเพิ่มความโปร่งใส และทำให้การใช้สิทธิเป็นไปตามเจตนารมณ์มากขึ้น

ภก.อุเทน อธิบายว่า แนวคิดของระบบใหม่ไม่ได้เป็นการกำหนดว่า “ใช้ได้กี่ครั้งต่อคนต่อปี” อย่างตายตัว แต่เป็นการกำหนดโควตาในภาพรวม เช่น จำนวนสิทธิที่เปิดให้ใช้ต่อสัปดาห์ จากนั้นประชาชนที่มีความจำเป็นจริงจึงเข้าไปขอใช้สิทธิและเฉลี่ยการใช้บริการตามความต้องการ

“ไม่ใช่เรื่อง 2 ครั้งต่อปี แต่เป็นโควตาภาพรวมว่าในหนึ่งสัปดาห์เปิดให้ใช้ได้เท่าไหร่ แล้วคนที่จำเป็นจริงก็เข้าไปกดใช้สิทธิ์”

ภก.อุเทน บุญญาสัย

ทั้งนี้ยังเห็นตรงกันว่า การนำระบบยืนยันตัวตนด้วยใบหน้ามาใช้ เป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบการใช้บริการจริงของผู้ป่วย และช่วยป้องกันการทุจริตหรือการใช้สิทธิ์แทนกัน

ภญ.พรวิมล ระบุว่า ที่ผ่านมามีกรณีที่บุคคลไม่ได้เป็นผู้ป่วยจริง หรือให้ผู้อื่นมารับยาแทน ซึ่งระบบยืนยันตัวตนจะช่วยยืนยันได้ว่าผู้ที่มารับบริการคือผู้ป่วยตัวจริง

“พอมีการสแกนใบหน้า ก็เป็นการยืนยันว่าคนที่มารับบริการเป็นผู้ป่วยจริง ไม่ใช่ให้ญาติมารับแทน หรือมาโดยไม่ได้เจ็บป่วยจริง”

ภญ.พรวิมล จิตรัตนโสภณ

ภก.อุเทน ระบุว่า ระบบใหม่อาจเพิ่มขั้นตอนเรื่องการสแกนใบหน้า แต่ใช้เวลาไม่นาน และไม่ถือเป็นอุปสรรคต่อการให้บริการ เพียงแต่หน่วยบริการอาจต้องช่วยอธิบายขั้นตอนให้ผู้ป่วยเข้าใจ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี

“ขั้นตอนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ได้ยุ่งยาก เพียงต้องอธิบายให้คนไข้เข้าใจว่าทำไมต้องมีขั้นตอนนี้”

ภก.อุเทน บุญญาสัย

ภญ.พรวิมล อธิบายถึงกระบวนการเบิกจ่ายกับ สปสช. ว่า หน่วยบริการต้องมีการติดตามอาการผู้ป่วยหลังให้บริการภายใน 72 ชั่วโมง และเก็บข้อมูลเป็นหลักฐานแนบในระบบ เพื่อประกอบการเบิกจ่าย ซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่ช่วยให้การใช้สิทธิมีความรัดกุมและตรวจสอบได้

“หลังให้บริการ เราต้องมีหลักฐานการติดตามคนไข้ แล้วนำข้อมูลไปแนบในระบบ จากนั้นจึงเข้าสู่รอบการเบิกจ่าย และสามารถตรวจสอบได้ว่าเงินเข้ามาสำหรับผู้ป่วยรายใด”

ภญ.พรวิมล จิตรัตนโสภณ

คนไข้เลือกแบรนด์ยาไม่ได้ ต้องให้เภสัชกรพิจารณา

ทั้งนี้ได้ย้ำว่า การใช้สิทธิ์ สปสช. ที่ร้านยา ประชาชนไม่สามารถเลือกยาหรือระบุแบรนด์เองได้ แต่ต้องให้เภสัชกรเป็นผู้พิจารณาจ่ายยาตามอาการและข้อบ่งใช้ โดยมักเป็นยาที่อยู่ในบัญชีหรือเป็นยาที่ผลิตในประเทศ

“บางคนอยากได้ยาบางแบรนด์ เราก็ต้องอธิบายว่ายาเป็นตัวยาเดียวกัน หากใช้สิทธิ สปสช. จะต้องเป็นยาที่อยู่ในระบบ”

ภญ.พรวิมล จิตรัตนโสภณ

ภก.อุเทน ระบุว่า จากประสบการณ์หน้างาน พบว่าความถี่ในการใช้บริการแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล บางคนอาจมาเพียง 1–2 ครั้งต่อปี ขณะที่บางคนอาจมาบ่อยกว่านั้น ขึ้นอยู่กับอาการเจ็บป่วยจริง

“แต่ละคนไม่เหมือนกัน ถ้าเขาป่วยจริง ก็ต้องให้เขาเข้าถึงบริการได้”

ภก.อุเทน บุญญาสัย

หากมีการจำกัดโควตา ก็จำเป็นต้องสื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจว่าเป็นไปเพื่อป้องกันการใช้สิทธิ์เกินความจำเป็น ไม่ใช่การตัดสิทธิ์ โดยประชาชนยังสามารถไปรับบริการที่โรงพยาบาลได้ตามสิทธิ์เดิม

ในประเด็นผู้สูงอายุหรือผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีนั้น ก็เห็นว่าไม่น่าจะเป็นอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากขั้นตอนไม่ซับซ้อน เพียงต้องมีการอธิบายเพิ่มเติมในช่วงแรก

ภญ.พรวิมล ระบุว่า การเข้าร่วมโครงการหน่วยบริการนวัตกรรมไม่ได้ส่งผลกระทบต่อรายได้ของร้านยา แต่กลับช่วยเพิ่มการรับรู้ให้ประชาชนรู้จักร้านในฐานะ “ร้านยาหน่วยบริการ” หรือ One Stop Service สำหรับสิทธิ สปสช.

มองเป็นทางเลือกเพิ่ม ลดภาระโรงพยาบาล

ตัวแทนร้านยาคู่สัญญากับ สปสช. ยังเห็นตรงกันว่า โครงการลักษณะนี้ควรดำเนินต่อไป เพราะเป็นทางเลือกเพิ่มเติมให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่มีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่าย สามารถเข้าถึงยาและบริการได้โดยไม่ต้องเสียเงินเอง และยังช่วยลดความแออัดของโรงพยาบาล

“ถ้าป่วยจริง แล้วสามารถมารับยาที่ร้านยาได้ ก็ช่วยลดภาระโรงพยาบาล ไม่ต้องไปนั่งรอเป็นเวลานาน”

ภก.อุเทน บุญญาสัย

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active